Latest Post

ดอกหนำเลี้ยบ


สามารถนำลงพื้นที่ปลูกตามที่ต้องการได้ ข้อดีของพันธุ์ไม้ชนิดนี้คือออกดอกตลอดปี เป็นพันธุ์ไม้หอมที่ทนต่อสภาพแวดล้อม ทรงพุ่มสวยโดยธรรมชาติ เมื่อปลูกกลางแจ้งไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตัดแต่งทรงพุ่ม

หนำเลี้ยบ เป็นพืชตระกูลมะกอก ลักษณะทรงพุ่ม ขนาดเล็ก ทรงพุ่มโปร่ง ออกดอกตลอดปี ดอกหอมไม่มากนักขยายพันธุ์ได้ด้วยการเพาะเมล็ด ใช้เวลาในการเพาะประมาณ 1 เดือน ก็สามารถนำลงพื้นที่ปลูกตามที่ต้องการได้ ข้อดีของพันธุ์ไม้ชนิดนี้คือออกดอกตลอดปี เป็นพันธุ์ไม้หอมที่ทนต่อสภาพแวดล้อม ทรงพุ่มสวยโดยธรรมชาติ เมื่อปลูกกลางแจ้งไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตัดแต่งทรงพุ่ม ปลูกได้ทั้งเพื่อประดับและนำผลมาบริโภค

อ้างอิง dailynews.co.th
 

มะม่วงพิมเสนมัน ติดผลปีละสองครั้ง


โดยปกติของมะม่วงพิมเสนที่เป็นสายพันธุ์ดั้งเดิมนั้น ผลดิบจะมีรสชาติเปรี้ยวจัดมาก จึงนิยมปลูกเพื่อกินผลสุกเพียงอย่างเดียว เพราะผลสุกจะมีรสชาติหวานหอมอร่อยมาก โดยเฉพาะกลิ่นจะหอมชื่นใจคล้ายกับกลิ่นหอมของมะม่วงมหาชนก แต่จะมีความหวานเย็นมากกว่า ส่วนสีของผลสุกจะเป็นสีแดงอมส้มสวยงามมาก และมะม่วงพิมเสนสายพันธุ์ดั้งเดิมจะติดผลเพียงปีละครั้งตามธรรมชาติของมะม่วงทั่วไปเท่านั้น

สำหรับ “มะม่วงพิมเสนมัน” ผลดิบจะมีรสชาติมันปนเปรี้ยวนิดๆ สามารถรับประทานกับน้ำปลาหวาน หรือจิ้มพริกเกลือกรอบอร่อยดีมาก ผลสุกเนื้อจะเป็นสีเหลืองไม่เละ รสชาติหวานแหลมมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว รับประทานแล้วหวานเย็นชื่นใจยิ่งนัก และที่สำคัญ “มะม่วงพิมเสนมัน” จะติดผลได้ถึงปีละ 2 หน ติดผลดกมาก จึงทำให้เป็นมะม่วงอีกสายพันธุ์หนึ่งที่ผู้ปลูกนิยมปลูกกันอย่างแพร่หลายอยู่ในปัจจุบัน

มะม่วงพิมเสนมัน เป็นไม้ยืนต้น สูง 10-15 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับรอบกิ่งก้านหนาแน่นบริเวณช่วงปลายยอด ใบเป็นรูปใบหอก ปลายแหลมใบไม่ใหญ่นัก ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายยอด แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมาก ดอกเป็นสีเหลืองนวลมีกลิ่นหอมเย็น “ผล” รูปกลมรี อวบอ้วนและมีขนาดใหญ่กว่าผลมะม่วงพิมเสนสายพันธุ์ ดั้งเดิมอย่างชัดเจน ผลอ่อนเป็นสีเขียวเมื่อสุกเป็นสีเหลืองปนสีส้มเล็กน้อย ไม่เป็นสีเข้มเหมือนกับสีผลสุกของมะม่วงพิมเสนพันธุ์ดั้งเดิม แต่จะมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวเช่นเดียวกัน รสชาติหวานหอมอร่อยมาก เมล็ดลีบ สามารถติดผลได้ปีละ 2 หน ตามที่กล่าวข้างต้น ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดตอนกิ่ง และเสียบยอด

ปัจจุบัน “มะม่วงพิมเสนมัน” มีต้นขายที่ ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักรทุกวัน พุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 19 แผง “นายดาบสมพร” ราคาสอบถามกันเองครับ.


ข้อมูลจาก
“นายเกษตร”
thairath.co.th
 

บัวสวรรค์ หรือ กัตตาเวีย ชาวอินเดียนแดงใช้ใบต้มทำยาแก้พิษจากการถูกธนูพิษยิงและแก้พิษไข้ แก้หวัด


“บัวสวรรค์” หรือ “กัตตาเวีย” เป็นพืชดอกที่มีถิ่นกำเนิดมาจากตะวันออกกลาง แอฟริกาตะวันออก โคลัมเบีย คอสตาริกาและปานามา ซึ่งเป็นประเทศในเขตร้อนชื้น ใกล้เส้นศูนย์สูตร ดังนั้นการนำมาปลูกในบ้านเราจึงเป็นเรื่องไม่ยากและสามารถเจริญเติบโตได้ดี โดยสามารถออกดอกได้เหมือนกับต้นที่ปลูกในถิ่นกำเนิด

● ชื่อวิทยาศาสตร์ : Gustavia gracillima Miers
● วงศ์ : LECYTHIDACEAE
● ชื่อสามัญ : Gustavia, Gutzlaffia
● ชื่ออื่นๆ : บัวสวรรค์, บัวฝรั่ง
● ถิ่นกำเนิด : ตะวันออกกลาง แอฟริกาตะวันออก โคลัมเบีย
● ประเภท : ไม้พุ่มสูงหรือหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูง 2-5 เมตร
● ลักษณะทั่วไป :


ต้น : เปลือกต้นสีน้ำตาลเข้ม ลำต้นตรง รอบลำต้นกว้างประมาณ 30 เซนติเมตรหรือ 1 ฟุต แต่ลำต้นอาจจะใหญ่กว่านี้ได้ ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศและท้องถิ่นที่ปลูก ตามลำต้นจะมีตุ่มปมขนาดต่างๆ ปรากฏอยู่ทั่วไปรอบลำต้น ผิวลำต้นหยาบขรุขระ


ใบ : เป็นใบเดี่ยวรูปหอก เวียนเรียงสลับเป็นกระจุกที่ปลายกิ่ง ขอบใบเป็นคลื่น โคนสอบ ปลายแหลมยาวคล้ายหาง ผิวใบมันสีเขียว ไม่ผลัดใบ ขนาดใบกว้าง 5-8 เซนติเมตร ยาว 13-25 เซนติเมตร


ดอก : กลีบดอกหนา ซ้อนเหลื่อมกัน ออกดอกเดี่ยวตามซอกใบใกล้ยอด สีชมพูอ่อนมีกลีบดอก 8-9 กลีบ ลักษณะค่อนข้างกลม ขอบกลีบเป็นคลื่นหยัก งอ ปลายกลีบจะมีสีเข้มกว่าโคนกลีบ เมื่อดอกบานเต็มที่จะมีเส้นผ่าศูนย์กลางดอก 7-10 เซนติเมตร มีเส้นเกสรจำนวนมากอยู่ตรงกลาง ดอกคล้ายดอกบัวหลวงแต่ใหญ่และสวยกว่ามาก แต่ดอกมักออกซ่อนอยู่ภายในทรงพุ่ม ถ้าไม่สังเกตให้ดีก็จะไม่พบดอกที่กำลังบาน โดยส่วนใหญ่จะรู้ว่าต้นออกดอกก็เมื่อเห็นกลีบดอกที่ร่วงลงบนพื้นแล้ว เมื่อกลีบดอกและเกสรร่วงจะเหลือแต่ด้านในที่เป็นฝักสีเขียว น้ำหวานจากดอกมีความหวานมาก มีกลิ่นหอมช่วงกลางวัน ดอกบานและร่วงภายใน 1 - 2 วันเท่านั้น

ผล : ผลบัวสวรรค์จะมีลักษณะคล้ายรูประฆังคว่ำขนาด 3-4.5 เซนติเมตร มีเนื้อกลมคล้ายลูกข่าง ปลายผลตัดแบน ผลอ่อนสีเขียว เมื่อแก่สีน้ำตาลอมเขียว ผิวขรุขระไม่เรียบ ภายในผลมีเนื้อสีเหลืองและมีเมล็ด 3 เมล็ด

เมล็ด : สีดำผิวเกลี้ยงเป็นมัน รูปไข่เบี้ยว ที่ขั้วผลมีเนื้อสีเหลืองติดอยู่ กว้าง 1.2-1.5 เซนติเมตร ยาว 1.7-2.0 เซนติเมตร


● ฤดูการออกดอก : ออกดอกช่วงฤดูฝน (มิ.ย. - ต.ค.)

● การขยายพันธุ์ : โดยการเพาะเมล็ด, ตอนกิ่งและปักชำ
- การเพาะเมล็ด ตามธรรมชาติเมล็ดของบัวสวรรค์มีขนาดใหญ่และหนัก จึงไม่สามารถกระจายออกไปไกลจากโคนต้นได้มากนัก เมื่อผลเน่าเสียเมล็ดจะถูกฝังลงดินและงอกเป็นต้นอ่อนขึ้นมา ต้นจากการเพาะเมล็ดจะใช้เวลาในการออกดอกถึงห้าปี ช้ากว่าต้นจากการปักชำหรือตอนกิ่ง

● การดูแลรักษา :
- เป็นพันธุ์ไม้หอมที่ดูแลง่าย ทนต่อสภาพแวดล้อม ชอบแสงแดดจัดและน้ำปานกลางถึงมาก
- ชอบแดดรำไรถึงแดดจัด หมั่นรดน้ำพรวนดินบ้าง

● ข้อดีของพันธุ์ไม้ :    
1.เป็นพันธุ์ไม้หอมที่ดูแลง่าย ทนต่อสภาพแวดล้อม แข็งแรงไม่ต้องดูแลมาก เป็นต้นไม้ที่น่าปลูกประดับบ้านเป็นอย่างยิ่ง
2.ใบไม่ค่อยร่วง ใบหนาทึบเหมาะกับการปลูกกรองแสงลดความร้อมเข้าตัวบ้าน
3.ดอกสวยหอมชื่นใจ มีดอกคล้ายดอกบัว เมื่อดอกโรยจะมีผลคล้ายฝักบัวอีกด้วย กลิ่นหอมอ่อนๆ เหมือนดอกบัว

● สรรพคุณ :
ใบ : ในสมัยโบราณ ชาวอินเดียนแดงใช้ใบต้มทำยาแก้พิษจากการถูกธนูพิษยิงและแก้พิษไข้ แก้หวัด
ดอก : น้ำจากก้านดอกอ่อน นำไปหมักแล้วกลั่นรับประทาน บำรุงโลหิตและบำรุงธาตุ

● การใช้ประโยชน์ : ใช้เป็นไม้ประดับ ใบเขียวตลอดปีช่วยให้บ้านดูร่มรื่นเย็นสบาย
ต้น : ลำต้นที่ตรงใช้ได้ดีสำหรับการก่อสร้าง
เยื่อไม้ : ใช้ทำด้าย

ข้อมูลจาก maidokmaipradab.blogspot.com
 

กระเจี๊ยบมอญ - ลดอาการแผลในกระเพาะอาหาร ช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ มีเส้นใยมาก


สรรพคุณของกระเจี๊ยบมอญ และ ประโยชน์ของกระเจี๊ยบมอญ

สมุนไพรไทยพื้นบ้านของเราซึ่งต้องยอมรับเลยว่ามีเยอะแยะมากมาย และที่สำคัญก็มีประโยชน์ใช้รักษาโรคได้สารพัด

หลายๆ คนอาจจะรู้จักกระเจี๊ยบมอญในนามของพืชผักสีเขียวทีนำมากินแกล้มกับน้ำพริก แต่จะบอกว่ากระเจี๊ยบมอญไม่ได้มีประโยชน์ในนามของผักสีเขียวเท่านั้น เชื่อว่าคงมีอีกหลายๆ คนที่อยากจะรู้แล้วว่า สรรพคุณของกระเจี๊ยบมอญ และ ประโยชน์ของกระเจี๊ยบมอญ นี้มีอะไรบ้าง และจะมีมากขนาดไหน ถ้าพร้อมแล้ววันนี้ไปทำความรู้จักกับ สรรพคุณของกระเจี๊ยบมอญ และ ประโยชน์ของกระเจี๊ยบมอญ อีกหนึ่งสมุนไพรไทยพื้นบ้านอีกหนึ่งชนิดที่น่ารู้กันเลยดีกว่า รับรองว่ามีมากมายจนคุณนึกไม่ถึงแน่นอนค่ะ

สรรพคุณ / ประโยชน์ของกระเจี๊ยบมอญ

- กระเจี๊ยบมอญ หรือ กระเจี๊ยบเขียว ที่มีลักษณะเป็นฝักทรงกระบอกห้าเหลี่ยมมีปลายเรียว นิยมนำมากินแกล้มกับน้ำพริกอาหารหลักของคนไทย ซึ่งนอกจากความอร่อยแล้วกระเจี๊ยบมอญฝักเล็กๆ นั้นยังเป็นสมุนไพรที่แฝงไปด้วยประโยชน์ในการช่วยบำรุงดูแลสุขภาพของเราด้วย

- เนื่องจากฝักของกระเจี๊ยบมอญนั้นมีเส้นใยจำนวนมากที่มีประโยชน์ช่วยในการรักษาระดับการดูดซึมน้ำตาลจากลำไส้ใหญ่ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน

- นอกจากนี้หากนำฝักของกระเจี๊ยบมอญไปตากแห้งแล้วนำมาบดให้ละเอียดกินครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ หลังอาหารแล้วดื่มน้ำตามก็จะช่วยลดอาการของแผลในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย

ข้อมูลจาก n3k.in.th
 

ผักลืมชู้


เป็นผักที่มีรสชาติมัน ฝาดเล็กน้อย บางพื้นที่ใช้ลำต้นมาเป็นยาสมานแผลลำไส้ ด้วยการต้มกับน้ำแล้วดื่ม

ผักลืมชู้เป็นผักพื้นบ้านแถบภาคใต้ นิยมนำมาแกงและบริโภคโดยใช้ใบอ่อน ส่วนที่มาของชื่อนั้นมีตำนานเล่าขานกันว่า วันหนึ่งมีชายนายหนึ่งได้นัดหญิงสาวที่ไม่ใช่ภรรยาของตัวเองไว้ ก่อนจะถึงเวลานัดเกิดหิวขึ้นมาจึงรับประทานแกงที่ใส่ผักนี้เข้าไปเพราะความหิว ด้วยความเอร็ดอร่อยจึงกินเพลินจนลืมอิ่มและลืมเวลานัดกับชู้ เป็นผักที่เคี้ยวแล้วจะมีความมัน จึงเป็นที่มาของชื่อ “ผักลืมชู้” การใช้ประโยชน์พี้นที่ภาคใต้จะใช้ใบอ่อน ยอด รับประทานเป็นผักสด หรือนำมาแกงคั่วใส่กบ เป็นผักที่มีรสชาติมัน ฝาดเล็กน้อย บางพื้นที่ใช้ลำต้นมาเป็นยาสมานแผลลำไส้ ด้วยการต้มกับน้ำแล้วดื่ม

ข้อมูลจาก
dailynews.co.th/agriculture/337094
 

ภัยแล้งทุเลา : กรมชลคาดการณ์ ฝนตกยาวถึงสิงหาคม


วันที่ 23 กรกฎาคม มีการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ จาก 10 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมี นายทองเปลว กองจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน เป็นประธานการประชุม เพื่อร่วมประเมินสถานการณ์น้ำของประเทศ

โดย นายทองเปลว เปิดเผยหลังการประชุมว่า กรมอุตุนิยมวิทยาได้รายงานสภาวะฝนว่า ขณะนี้ร่องมรสุมในภาคเหนือของไทย ยังเคลื่อนตัวขึ้นลงทำให้มีฝนต่อเนื่องไปจนถึงเดือนสิงหาคม แต่อาจไม่มากเท่าสัปดาห์ที่ผ่านมา ขึ้นอยู่กับร่องมรสุมว่าจะแช่อยู่ในไทยนานหรือไม่ ถ้านานก็ได้ฝนมากขึ้น ขณะที่ปริมาณน้ำในลำน้ำต่างๆ ยังค่อนข้างน้อย ทั้งในแม่น้ำ ปิง ยมและน่าน ส่วนแม่น้ำโขงระดับน้ำดีขึ้น ปริมาณน้ำสูงขึ้นตั้งแต่ จ.เชียงราย ถึง จ.มุกดาหาร

สำหรับปริมาณภาพรวมน้ำไหลเข้าเขื่อนหลัก 4 แห่งของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ถือว่าดีขึ้น มีน้ำไหลเข้าเฉลี่ยวันละประมาณ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เมื่อเทียบกับการระบายน้ำทั้ง 4 เขื่อนวันละ 19 ล้าน ลบ.ม. ถือว่าขาดทุนน้อยลง ส่วนปริมาณน้ำท่าในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ จ.นครสวรรค์ มีน้ำไหลผ่านมากขึ้น จากเดิม 149 ลบ.ม.ต่อวินาที เพิ่มเป็น 220 ลบ.ม.ต่อวินาที แสดงว่าฝนดีขึ้นและชาวนาสูบน้ำเข้านาน้อยลง

สภาพพื้นที่การเพาะปลูกในลุ่มน้ำเจ้าพระยา กรมชลฯได้ตรวจสอบเชิงลึกระดับพื้นที่แล้ว พบว่าพื้นที่เกษตรแบ่งตามลำดับความสำคัญจากมากไปหาน้อย 4 กลุ่มพบว่า กลุ่มที่1.นาข้าวที่กำลังตั้งท้อง มีทั้งสิ้น1.36 ล้านไร่ 2.สวนผลไม้ประมาณ 270,000 ไร่ 3.ข้าวอายุระหว่าง 6-8 สัปดาห์1.25 ล้านไร่ และ4.ข้าวอายุน้อยกว่า 6 สัปดาห์ประมาณ 175,000ไร่ ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง22 จังหวัดในลุ่มเจ้าพระยาได้รับรองขอปันน้ำให้แก่นาข้าวที่กำลังตั้งท้องรวม 1.21 ล้านไร่ จากนาข้าวตั้งท้องทั้งหมด 1.36 ล้านไร่ ส่วนจ.กำแพงเพชร ได้รับฝนดีจึงไม่ต้องการขอปันน้ำส่งปช่วย

“ทั้งนี้ พื้นที่นาข้าวตั้งท้อง1.21ล้านไร่ ที่ขอปันน้ำจากกรมชลฯ โดยแบ่งเป็นนาข้าวเหนือในพื้นที่เหนือ จ.นครสวรรค์ ขึ้นไปประมาณ 460,000 ไร่ และใต้ จ.นครสวรรค์ ลงมา 750,000 ไร่ กระจายตัวอยู่ใน จ.พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี อ่างทอง ปทุมธานี และบริเวณรอบนอกของกรุงเทพฯซึ่งปัจจุบัน กรมชลฯได้ปันน้ำจากการส่งน้ำทั้งระบบวันละประมาณ 19 ล้าน ลบ.ม. เพื่อให้การเกษตร วันละ 5 ล้าน ลบ.ม. โดยส่งน้ำเข้าคลองต่างๆ ตามพื้นที่นาข้าวตั้งท้อง หากในอนาคตฝนไม่ตก ปริมาณน้ำน้อยลง ก็จะลดการปันน้ำเพื่อการเกษตรตามสัดส่วน แต่หากฝนตกเพิ่มขึ้น เกษตรกรก็จะใช้น้ำฝน และลดการขอปันน้ำไปเอง”นายทองเปลว กล่าว

ที่ จ.มหาสารคาม นายกิตติพงศ์ โรจน์วิรัตน์ หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำและบำรุงโครงการชลประทานจังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่าจากปริมาณฝนที่ตกลงมาอย่างต่อ ส่งผลให้มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำทั้ง17แห่ง โดยเฉพาะน้ำในแม่น้ำชี มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นกว่า 2 เมตรโดยน้ำในแม่น้ำชีที่ไหลผ่านจ.มหาสารคาม ระดับน้ำอยู่ที่137.45 เมตรจากระดับน้ำน้ำทะเลปานกลาง ยังคงต่ำกว่าตลิ่ง 6.36 เมตร ยังคงสามารถรองรับน้ำได้อีกมาก ขณะที่ปริมาณฝน สะสมยังต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ต้องรอดูปริมาณฝนที่ตกลงมาว่า จะมีจำนวนมากหรือน้อย ชลประทานจะได้วางแผนบริหารจัดการน้ำเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนต่อไป

ที่ จ.ลพบุรี เช้าวันเดียวกัน นายปรัทญา เปปะตัง นายอำเภอท่าวุ้ง จ.ลพบุรี พร้อมด้วยชาวนาในพื้นที่ ต.บางงา ต.เขาสมอคอน ลงพื้นที่บริเวณคลองชัยนาท-อยุธยา หรือคอลมหาราช หลังชลประทานได้เปิดประตูน้ำปากคลองเจ้าพระยา เข้าสู่คลองชัยนาท-อยุธยา เพื่อช่วยชาวนาของต.บางงา อ.ท่าวุ้ง ที่ข้าวกำลังแห้งเหี่ยวยืนต้นตายจำนวน16,000ไร่ ขณะนี้ปริมาณน้ำได้ไหลเข้ามาถึงคลอง7ซ้ายแล้ว ทำให้ชาวนาต่างนำเครื่องสูบน้ำเร่งมาติดตั้งพร้อมสูบน้ำเข้านาของตัวเองกันตั้งแต่เช้าทำให้ขณะนี้มีน้ำเข้านาบางส่วนแล้ว ทำให้ต้นข้าวน่าจะรอดตายอย่างแน่นอน

นายเสวย มีหิรัญ ชาวนาในต.บางงา อ.ท่าวุ้งได้ฝากขอบคุณรัฐบาล ผู้ว่าราชการจังหวัดและขอบคุณทางชลประทานที่เปิดประตูน้ำปากคลองเจ้าพระยาส่งน้ำเข้าสู่คลองชัยนาท-อยุธยา หรือคลองมหาราช ทำให้ชาวนาได้สูบน้ำเข้านาทันเวลาก่อนข้าวจะตายทำให้ชาวนาต่างดีใจกันทั่วหน้า ถือว่ารัฐบาลได้คืนความสุขให้กับชาวนาอย่างแท้จริง

ที่ จ.แม่ฮ่องสอน นายจำรัส ตุ้ยดง นายช่างหัวหน้าสถานีวัดระดับน้ำปายบ้านท่าโป่งแดง กรมชลประทาน ต.ผาบ่อง อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน กล่าวถึงสถานการณ์ปริมาณน้ำในแม่น้ำปายว่า ระดับน้ำในแม่น้ำปายได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ถึง1.79 เมตร เป็นผลจากเกิดฝนตกบริเวณพื้นที่ต้นน้ำทั้งในเขต อ.ปาย และ อ.ปางมะผ้า หากยังคงมีฝนตกอย่างต่อเนื่องจะทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำปายเพิ่มสูงขึ้นถึงระดับ3.50 เมตร อาจจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตรและบ้านเรือน ก็ขึ้นอยู่ที่ปริมาณฝนที่ตกบริเวณพื้นที่ป่าต้นน้ำเป็นสำคัญ

นายเพิ่มวิทยา กันทะทรง ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.)จังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่าจากที่กรมอุตุนิยมวิทยาระบุจะมีฝนตกอย่างต่อเนื่องจนถึงหนักมากช่วงเดือนสิงหาคมจึงประกาศเตือนให้ราษฎรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มใกล้เชิงเขา และบริเวณปากลำห้วยสายต่างๆระมัดระวังน้ำป่าไหลหลากเฉียบพลันและดินโคลนถล่ม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ริมแม่น้ำโขง ในวัดป่าเทพวิมุติ ต.หอคำ อ.เมือง จ.บึงกาฬ ตัวแทน

เครือข่ายภาคประชาชนลุ่มน้ำโขงจากจังหวัดเชียงรายจนถึงอุบลราชธานีในนาม “เครือข่ายสภาประชาชนลุ่มน้ำโขง 8 จังหวัด” ร่วมแถลงจุดยืนต่อสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงและผลกระทบคุกคามต่อแม่น้ำโขงในโครงการพัฒนาต่างๆ ทั้งเขื่อน การผันน้ำเขตเศรษฐกิจพิเศษ รวมถึงการอนุรักษ์ระบบนิเวศข้ามพรหมแดน

น.ส.จินตนา เกษรสมบัติ ตัวแทนสภาองค์กรชุมชนบึงกาฬ กล่าวว่าตลอดนับตั้งแต่มีการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงตอนบนในจีนเกือบ20 ปีบัดนี้สร้างเสร็จไปแล้วถึง6 เขื่อนซึ่งความเปลี่ยนแปลงแม่น้ำโขง เกิดความเสียหายจากน้ำมือมนุษย์จากนโยบายของรัฐประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษ ใน 8 จังหวัดริมโขง ที่ส่งเสริมให้ภาคเอกชนเข้ามาใช้ทรัพยากรแม่น้ำโขงโดยปราศจากความรับผิดชอบ พวกเราที่อาศัยริมน้ำโขงจากเชียงราย ลงมาถึงอุบลราชธานี ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขง การผันน้ำแม่น้ำโขง เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง เป็นการปัดฝุ่โครงการเก่า ที่เคยศึกษาไว้นานแล้ว ทั้งแนวทางการผัน น้ำโขง กก อิง น่าน แนวคิด ผันน้ำ โขง เลย ชี มูล จำเป็นจะต้องศึกษาผลกระทบให้รอบคอบ พิจารณาการใช้น้ำในพื้นที่ อีกทั้ง แม่น้ำโขงใช้ร่วมกันกับประเทศเพื่อนบ้าน การผันน้ำข้ามลุ่มน้ำ จะต้องผ่านกระบวนการตามข้อตกลงแม่น้ำโขง พ.ศ.2538 ระหว่าง ลาว ไทย กัมพูชา เวียดนาม พวกเราขอยืนยันในสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรรัฐมีหน้าที่ปกป้องสิทธิให้แก่พลเมืองและขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยตระหนักถึงปัญหาแม่น้ำโขงด้วย

ข้อมูลจาก naewna.com/local/170265
 

มะพร้าวน้ำหอม ราคาพุ่ง! หน้าสวนลูกละ20บ. ส่งออกโตฉลุย-ตลาดในประเทศมาแรง


ชาวสวนมะพร้าวน้ำหอม "สมุทรสาคร-อัมพวา-ราชบุรี" เฮรับปีทอง ราคาพุ่งสูงในรอบ 40 ปีทะลุ 18-20 บาท/ลูก เกษตรกรเร่งลงทุนซื้อที่ดินปลูกเพิ่ม ยึดหัวหาดอำเภอดำเนินสะดวกทำเลฮอตด้านธุรกิจขายกล้าพันธุ์รับอานิสงส์ ลูกค้าแห่ซื้อเกลี้ยงตลาด พันธุ์ก้นจีบยอดนิยม ด้านบิ๊กส่งออกเมืองโอ่งมังกร"เอ็นซี โคโคนัท" ชี้ส่งออกสดใส โกยรายได้ 400 ล้านบาท ราคาหน้าสวนพุ่ง 20 บาท/ลูก

นางสาวเยาวลักษณ์ เนตรสิงห์ นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ สำนักงานเกษตรอำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า อำเภอบ้านแพ้วเป็นพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมเชิงพาณิชย์แหล่งใหญ่ของประเทศ มีพื้นที่ปลูก 13,127 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 4.2 ตัน/ไร่ มูลค่าตลาด 496 ล้านบาท/ปีคิดเป็นสัดส่วน 80.26% ของรายได้มะพร้าวน้ำหอมทั้งจังหวัดที่มีมูลค่า 618 ล้านบาท จากพื้นที่ปลูกรวมทั้งหมด 16,360 ไร่ ซึ่งปลูกมากที่สุดในอำเภอบ้านแพ้ว เมือง และกระทุ่มแบน

สำหรับสถานการณ์ราคามะพร้าวน้ำหอมปี 2558 แนวโน้มดี ปัจจัยบวกมาจากการส่งออกขยายตัวอย่างรวดเร็ว และตลาดในประเทศก็เติบโตเช่นกัน ดีมานด์พุ่งสูงในรอบหลายทศวรรษ ราคาเฉลี่ยหน้าสวนอยู่ที่ 17-18 บาท/ลูก ปีนี้นับว่าเป็นปีทองชาวสวนมะพร้าวน้ำหอม ราคาดี ความต้องการสูง ผลผลิตออกสู่ตลาดมากกว่าทุกปี โรงงานแปรรูปและพ่อค้าคนกลางแย่งกันซื้อ

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรได้เร่งเพิ่มพื้นที่ปลูกมากขึ้น แต่จังหวัดสมุทรสาครมีข้อจำกัดด้านการขยายพื้นที่ปลูก เพราะโครงการที่อยู่อาศัย บ้านจัดสรรขยายตัวรุกล้ำพื้นที่เกษตร ส่วนหนึ่งก็กลายเป็นโรงงานอุตสาหกรรมไปแล้ว ส่วนใหญ่จะเข้าไปกว้านซื้อที่ดินในเขตอำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ซึ่งยังสามารถขยายพื้นที่ปลูกได้ ซึ่งมะพร้าวน้ำหอมจะเจริญเติบโตให้ผลผลิตดีในดินที่มีความเค็มนิด ๆ หากใช้ขี้แดดนาเกลือโรยรอบต้นจะทำให้รสชาติดี ศัตรูพืชสำคัญคือ หนอนหัวดำ ด้วงแรดแมลงดำหนาม ซึ่งต้องปล่อยแตนเบียนไปกำจัดกล้าพันธุ์มะพร้าวขาดตลาด

นายบุญลอย ทรัพย์มา เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวเชิงพาณิชย์รายใหญ่ อำเภอบ้านแพ้ว เปิดเผยว่า ปีนี้ราคามะพร้าวน้ำหอมปรับตัวดีที่สุดในรอบ 40 ปีราคาซื้อขายหน้าสวนเฉลี่ย 18-20 บาท/ลูก

ปัจจุบันมีสวนมะพร้าว 20 ไร่ กำลังจะเข้าไปซื้อที่ดินในอำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี 30 ไร่ เพื่อลงทุนปลูกเพิ่มรองรับความต้องการตลาดในอนาคตที่จะสูงขึ้น ส่วนใหญ่จำหน่ายให้กับบริษัทแปรรูปส่งออกที่เข้ามารับซื้อถึงหน้าสวนแบบไม่อั้นขณะนี้พันธุ์ก้นจีบตลาดต้องการมากเนื่องจากน้ำหวาน หอม เนื้อนิ่ม

นอกจากนั้น ธุรกิจจำหน่ายกล้าพันธุ์มะพร้าวน้ำหอมก็กำลังขยายตัวตามไปด้วยลูกค้าแห่ซื้อ ทำให้ชาวสวนต่างเร่งเพาะพันธุ์ซึ่งขณะนี้กล้าพันธุ์ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดราคาปรับตัวสูงขึ้นมากถึง50% จากเดิมราคาอยู่ที่ประมาณ5-25 บาท/ต้น ปรับขึ้นเป็น 30-50 บาท/ต้น บางรายต้องแจกบัตรคิว และติดประกาศให้ลูกค้าจองล่วงหน้าหลายเดือน

ช่วยเติมกำลังซื้อชาวอัมพวา

นางกานดา พาเจริญ รองประธานหอการค้าจังหวัดสมุทรสงคราม ฝ่ายเกษตร กล่าวว่า จังหวัดสมุทรสงครามเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่มีการปลูกมะพร้าวน้ำหอมเป็นอาชีพหลักส่วนใหญ่จะปลูกมากบริเวณอำเภออัมพวาบางคนที และอำเภอเมือง ปีนี้ราคาดี ทำให้เกษตรกรมีรายได้สูงขึ้น ส่งผลดีต่อกำลังซื้อในจังหวัด ชดเชยรายได้ภาคการประมง และพืชเกษตรชนิดอื่น ๆ ที่ราคาตกต่ำ

ตลาดส่งออกขยายตัวดี

ด้านนายณรงค์ศักดิ์ ชื่นสุชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็นซี โคโคนัท จำกัด ผู้ผลิตและแปรรูปมะพร้าวน้ำหอม แบรนด์เอ็นซี โคโคนัท อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี เปิดเผยว่า บริษัทเป็นผู้ส่งออก

มะพร้าวน้ำหอมแปรรูปรายใหญ่ ปีนี้ตลาดส่งออกขยายตัวดี ได้แก่ อเมริกา จีน ออสเตรเลีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ไต้หวัน ญี่ปุ่น ฮ่องกง ผลิตภัณฑ์หลักคือ วุ้นมะพร้าวมะพร้าวควั่น และน้ำมะพร้าว

ปัจจัยหลักที่ทำให้ธุรกิจขยายตัว คือ กลุ่มผู้รักสุขภาพในต่างประเทศนิยมหันมาบริโภคมะพร้าวน้ำหอมมากขึ้น ส่งผลดีต่อเกษตรกรชาวสวนมะพร้าวในจังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นแหล่งผลิตใหญ่ของประเทศ มีพื้นที่ปลูกกว่า 50,000 ไร่ในอำเภอดำเนินสะดวก บางแพ วัดเพลง ปากท่อ และอำเภอเมือง ตามลำดับ

สำหรับสถานการณ์มะพร้าวน้ำหอมปีนี้แม้ว่าหลายพื้นที่จะประสบปัญหาภัยแล้ง แต่ผลผลิตยังคงออกสู่ตลาดมากเพียงพอต่อกระบวนการผลิต บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโต 60-70% หรือมูลค่า 400 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังได้หันมาเจาะตลาดในประเทศควบคู่กับการส่งออก โดยส่งไปจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ เทสโก้ โลตัส และเซเว่นอีเลฟเว่นเร็ว ๆ นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาขายปลีกมะพร้าวน้ำหอมในตลาดทั่วไปลูกละ 25-30 บาท ปรับขึ้นจากเดิมราคาลูกละ 15-20 บาท ขณะที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรระบุว่า ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอม 1.5 ล้านไร่ มูลค่าตลาด 8,000 ล้านบาท พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่อยู่ในโซนภาคกลาง

จากกระแสความนิยมน้ำมะพร้าวพร้อมดื่ม ล่าสุด บริษัท เอเซียติค อุตสาหกรรมเกษตร จำกัด ผู้แปรรูปและส่งออกผลิตภัณฑ์มะพร้าวได้ผลิตน้ำมะพร้าว "โคโค่แม็กซ์" เข้ามาวางตลาดตั้งเป้ารายได้รวมในปีแรก 70 ล้านบาท เป็นรายได้จากน้ำมะพร้าวพร้อมดื่มถึง 50 ล้านบาท เช่นเดียวกัน บริษัท มาลีสามพราน จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำผลไม้รายใหญ่ ได้เตรียมส่งผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าว "มาลี โคโค่"

ด้านบริษัท อาหารสากล จำกัด (มหาชน) หรือยูเอฟซี เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้เปิดตัว "ยูเอฟซี รีเฟรช โคโคนัท วอเตอร์" น้ำมะพร้าว 100% พร้อมกับชูจุดขายไม่แต่งกลิ่น สี รสชาติ และไม่ใช้วัตถุกันเสียโดยวางจำหน่ายในวิลล่ามาร์เก็ต โฮม เฟรช มาร์ท ในเดอะมอลล์ และห้างสรรพสินค้าโตคิว

ส่วนบริษัทแปรรูปผลิตภัณฑ์มะพร้าวเบอร์ 1 บริษัท เทพผดุงพรมะพร้าว จำกัด หรือที่รู้จักในชื่อ กะทิ ชาวเกาะ ที่ผ่านมาก็มีการส่งออกน้ำมะพร้าว ภายใต้แบรนด์ คิงส์ไอแลนด์ ไปจำหน่ายในอเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ส่วนในประเทศยังมีสัดส่วนน้อยและยังไม่มีแผนทำตลาด เพราะคนไทยยังนิยมดื่มน้ำมะพร้าวจากลูกสดมากกว่า อย่างไรก็ตาม คาดว่าเทรนด์การดื่มน้ำมะพร้าวกำลังขยายเข้ามาในไทย แต่ก็ต้องใช้เวลาอีกพักหนึ่ง

ข้อมูลจาก prachachat.net
 

ม.เกษตรศาสตร์ ประยุกต์ใช้งานอากาศยานไร้คนขับเพื่อการเกษตร


รศ.ดร.ธัญญะ เกียรติวัฒน์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ลงนามกับ นายพงศธร เอื้อมงคลชัย ผู้จัดการใหญ่ด้านการเงิน วางแผน และบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด เพื่อร่วมดำเนินโครงงานวิจัย “การทำนาข้าวให้ได้ผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ระบบเฮลิคอปเตอร์แบบไร้คนขับ” (Effective Rice Production Using Yamaha RMAX System) ทั้งนี้ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และ คณะเกษตร ร่วมกับ บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด พัฒนาการใช้งานอากาศยานไร้คนขับ หรือ Unmanned Aerial Vehicle (UAV) เพื่อใช้ในงานด้านการเกษตร เพื่อเพิ่มมูลค่า ทางเศรษฐกิจให้กับชาวนาและเกษตรกรไทย ลดการใช้แรงงานในการผลิต และ เพิ่มประสิทธิภาพการปลูกข้าวของประเทศไทยสู่การแข่งขันในตลาดโลก โดยมี รศ.วุฒิชัย กปิลกาญจน์ อธิการบดี  Mr. Osamu Ishioka, Senior General Manager-UMS Business Development Section บริษัท ยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ประเทศญี่ปุ่น และ รศ.ดร.วิจารณ์ วิชชุกิจ คณบดีคณะเกษตร ให้เกียรติเป็นสักขีพยาน เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2556 ณ ห้องประชุม 0203 อาคารชูชาติ กำภู คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน


ดร.ไชยวัฒน์ กล่ำพล หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมการบินและอวกาศ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ในฐานะ หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า “ในความร่วมมือดังกล่าว คณะวิศวกรรมศาสตร์ จะดำเนินการด้านวิศวกรรมต่างๆ ทั้งการออกแบบ ดัดแปลง และปรับปรุงอุปกรณ์ของอากาศยานไร้คนขับ รุ่น Yamaha R-Max ที่ได้รับการสนับสนุน จาก บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด เพื่อใช้ในงานด้านการเกษตร ให้เกิดประสิทธิภาพและเหมาะสมกับการเกษตรในประเทศไทย โดยมี คณะเกษตร         จะเป็นหน่วยงานสนับสนุนองค์ความรู้ด้านการเกษตร ความสัมพันธ์ของปริมาณการใช้ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ตลอดจน เมล็ดพืชพันธุ์สำหรับพื้นที่เพาะปลูกต่างๆ ซึ่งจะนำมาประยุกต์ใช้งานกับเครื่อง UAV ต่อไป”

อากาศยานไร้คนขับ รุ่น Yamaha R-Max มีน้ำหนักรวมประมาณ 70 กิโลกรัม บรรทุกน้ำหนักได้ถึง 28 กิโลกรัม บินสูงได้ถึง 400 เมตร และบินได้นานถึง 2 ชั่วโมง โดยใช้น้ำมันเชื้อเพลิงประมาณ 8 ลิตรต่อการบิน 1 ครั้ง

จุดเด่นของ Yamaha R-Max คือ ความสามารถในการควบคุมตำแหน่งความสูงที่ถูกต้องแม่นยำและความมีเสถียรภาพของอากาศยาน นอกจากนี้ยังมีความแม่นยำสูงในการหว่านเมล็ดพืช การให้ปุ๋ย และการพ่นยาฆ่าแมลง ซึ่งจะลดการฟุ้งกระจายทำให้เกษตรกรหรือผู้ใช้งานลดปริมาณการใช้ปุ๋ย ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ลดต้นทุนการผลิต ลดความเสี่ยงในการใช้ยาฆ่าแมลง เพิ่มประสิทธิภาพในการเพาะปลูก

โครงการความร่วมมือในการพัฒนาอากาศยานไร้คนขับกับการเกษตรมีระยะเวลา 1 ปี ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการศึกษารูปแบบที่ชัดเจนในการดัดแปลง ปรับปรุง และ ประยุกต์ใช้งานอากาศยานไร้คนขับเพื่อการเกษตร หรือ Yamaha R-Max ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งจะมีการทดลองใช้จริงในพื้นที่นาข้าวของเกษตรกรต่อไป นับเป็นอีก 1 โครงการที่มีการบูรณาการองค์ความรู้ทั้งจากด้านเกษตรกรรมและวิศวกรรมเข้าด้วยกัน โดยการสนับสนุนจาก บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด เพื่อพัฒนางานด้านการเกษตรให้มีความก้าวหน้าอย่างยั่งยืนสืบไป

ข้อมูลจาก ku.ac.th
 

กล้วยหอมแคระ ปลูกประดับก็สวย ทานก็อร่อย


กล้วย หอมแคระเป็นพันธุ์ไม้พื้นเมืองของอเมริกา นำเข้าในปลูกในเมืองไทยในปี 2543 โดยคุณสาธิต พุทธวรรักษ์ จากนั้นไม่นานก็กลายเป็นพันธุ์ไม้ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีคุณบัติที่โดดเด่นทั้งขนาดที่เล็กกระทัดรัด คือสูงเพียงไม่เกิน 1 เมตรเท่านั้น สามารถปลูกให้ผลได้ในกระถาง รูปทรงสวยงามแปลกตา ใบสั้นไม่เกะกะ ทรงต้นแข็งแรง ดูแลรักษาง่าย และทีสำคัญผลของกล้วยหอมแคระนั้นทานได้ จึงจัดได้ว่าเป็นไม้ที่มีประโยชน์ได้หลายทางเลยทีเดียว

กล้วย หอมแคระมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Musa sapientum L. ซึ่งเป็นชื่อเดียวกันกับ กล้วยหอม กล้วยน้ำว้า กล้วยหักมุก และกล้วยหิน เนื่องจากมีลักษณะทางพันธุกรรมร่วมกัน แต่ว่ามีรูปลักษณ์ที่แตกต่างจากกล้วยชนิดอื่นๆมาก โดยเฉพาะขนาดที่เตี้ยแต่ว่ามีลำต้นโตและแข็งแรง ใบกลมสั้น

หลายๆ ท่านอาจเข้าใจผิดเกี่ยวกับกล้วยหอมขนาดเล็กในบ้านเรา จนมีความสับสนเกิดขึ้นเกี่ยวกับกล้วยหอมแคระชนิดนี้ คือมีความเชื่อหนึ่งซึ่งผมได้ยินบ่อยๆนั่นก็คือ กล้วยหอมแคระหากไม่ปลูกในกระถาง แต่ปลูกลงดิน ต้นก็จะใหญ่บึ้มกลายเป็นไม่แคระไป ซึ่งนั่นไม่เป็นความจริงเลย ต้องยอมรับนะครับ ว่ากล้วยหอมแคระหากปลูกลงดิน ผลและต้นจะใหญ่กว่าปลูกในกระถาง ผลอาจจะใหญ่ขึ้นมาก แต่ต้นนั้นจะไม่สูงไปกว่ากันเกิน 1 ฟุตหรอกครับ เท่าที้ผมเห็นมานะครับ

แต่ ความเชื่อที่ว่านั้นมาจากไหน ก็มาจากกล้วยหอมอีกสายพันธุ์หนึ่งที่ปลูกในบ้านเราชื่อว่า กล้วยหอมเตี้ย และมีคนสับสนเรียกหอมเตี้ยเป็นหอมแคระ ก็เลยกลายมาเป็นความเชื่อดังที่ว่า ทั้งที่กล้วยหอมเตี้ยนั้นแตกต่างจากกล้วยหอมแคระมาก คือ 1.ขนาดของกล้วยหอมเตี้ยนั้นใหญ่กว่าหอมแคระมาก 2.ลักษณะทรงต้นของกล้วยหอมเตี้ยนั้นเหมือนกล้วยหอมธรรมดาย่อส่วนลงมา ซึ่งกล้วยหอมเตี้ยนั้นหากว่าปลูกในพื้นที่ที่ได้รับแสงแดดไม่เพียงพอ ต้นก็จะยืดยาวขึ้นมากจนไม่เตี้ยอีกต่อไป พอคนเรียกและจำกันสับสน มันเลยออกมามั่วไปหมด


ฉะนั้น การจะเลือกซื้อกล้วยหอมแคระนั้น ให้แน่ใจว่าได้ของแท้ ก็ให้ดูที่ใบ ใบเขาจะแปลกๆเหมือนในรูป ใบจะเป็นกระจุกตรงปลาย บานออกรอบด้าน คือเอาว่าทรงต้นไม้คุ้นตานะครับ ถ้าคุ้นตาก็กล้วยธรรมดานี่หล่ะ ปลูกลงดินก็จะใหญ่ยักษ์


เคย มีคนถามผมนะครับ ว่ากล้วยทั่วไปนั้น ปลูกในกระถางจะให้ผลไหม ก็ฟันธงนะครับ ว่าอยู่ที่การดูแล ผมเคยอยู่ที่สวนเกษตรดาดฟ้าหลักสี่มาก่อน ที่นั้นก็ปลูกกล้วยน้ำว้าในกระถาง ปลูกบนดาดฟ้าเลย ก็ให้ผลหวานอร่อยเช่นกันครับ

กล้วยยังเป็นไม้ที่มีคุณสมบัติในการดู ซึมคาบอนไดออกไซต์และผลิตออกซิเจนได้ดีอีกด้วย จึงเป็นไม้ที่ช่วยปรับอากาศในบ้านได้อย่างดีทีเดียวครับ


ถ้า ถามเรื่องรสชาดของกล้วยหอมแคระ ก็เหมือนกล้วยหอมทองนะ แต่ว่าความหวานสู้ไม่ได้ กล้วยต้นโตๆอร่อยกว่าครับ แต่เรื่องคุณสมบัติ โดยเฉพาะใส่กระถางปลูกที่ระเบียงคอนโดได้เลย ผมว่าไม่มีกล้วยชนิดไหนที่ทานได้มีคุณสมบัตินี้หรอกครับ

ส่วนเรื่องระยะเวลาให้ผลก็คือ 1 ปีครับ พอให้ผลต้นแม่ก็ตาย แต่จะแตกหน่อขึ้นมาแยะเลยครับ แยกหน่อไปปลูกได้

ส่วน การดูแลรักษา ก็ดูแลไม่ยากครับ อึดทน ชื้นแต่ไม่แฉะ แล้งได้แต่น้ำขังตายครับ ให้ปุ๋ยสูตรเสมอ 16-16-16 ก็พอแล้วครับ หากมีอาการใบแตกก็เสริมโพแทสเซี่ยม เท่านี้เองครับ กล้วยแคระก็สวยอยู่คู่บ้านแล้ว

ข้อมูลจาก xn--12c8dclkzo4t.blogspot.com
 

บ้านใต้ถุนทรงโมเดิร์น ออกแบบตกแต่งอย่างทันสมัย พร้อมพื้นที่ภายในที่ดูโล่งตา


หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับแบบบ้านใต้ถุนทรงไทย สร้างด้วยไม้ทั้งหลัง ตามรูปแบบที่นิยมในประเทศเราตั้งแต่ยุคโบราณ แต่คราวนี้ผมจะพางานสร้างสรรค์บ้านทรงใต้ถุนที่แหวกแนวสักหน่อย ผลงานออกแบบของทาง Cornelia Stumpf  ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกามาให้ได้ชมกัน

ตัวบ้านออกแบบเป็นทรงกล่อง มีกันสาดและระเบียงด้านหน้า ลักษณะเหมือนกับบ้านใต้ถุน แต่ออกแบบด้วยสไตล์โมเดิร์นแฝงความเรโทรเข้าไปหน่อย โดยใช้วัสดุเมทัลชีทเป็นหลัก ด้านข้างเป็นหน้าต่างกระจกเพื่อให้พื้นที่ภายในนั้นได้รับแสงแดดส่องเข้าไปอย่างทั่วถึงนั่นเอง

ภายในของบ้านหลังนี้ก็เลยดูค่อนข้างโปร่งและโล่งตา ผสมผสานกับการใช้สีสันเรียบๆโทนสว่างเป็นหลัก แซมด้วยของตกแต่งสีสันฉูดฉาดสดใส เพิ่มชีชิวตชีวาให้ภายในบ้าน และเฟอร์นิเจอร์แบบโมเดิร์นก็เข้าชุดกันกับรูปแบบการตกแต่งภายนอกอีกด้วย

พื้นที่ใช้งานตกแต่งแบบห้องสตูดิโอ ในตัวอย่างนี้ทำเป็นโฮมออฟฟิศเล็กๆ เราก็เลยเห็นเพียงส่วนโต๊ะทำงานติดผนังด้านหนึ่ง โต๊ะทานอาหารและใช้นั่งพูดคุย กับห้องน้ำในมุมเท่านั้น ส่วนใครจะเอาไอเดียไปต่อยอดปรับใช้เป็นบ้านอยู่จริง ก็น่าจะทำได้โดยเพิ่มเติมขนาดและแบ่งพื้นที่ภายในเอาเอง น่าสนใจทีเดียว.








ข้อมูลจาก
- naibann.com
- architectsandartisans.com
 

การเจาะน้ำบาดาล


การเจาะบ่อเป็นเรื่องทางเทคนิคของช่างเจาะโดยเฉพาะ แต่การเจาะจะได้ผลต้องอยู่ที่ผู้เกี่ยวข้องอื่นๆด้วย ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของบริษัทผู้รับเหมาเจาะ หรือผู้จ้างเจาะหรือแม้แต่ผู้วางแผนการเจาะ ปัญหาสำคัญประการแรกที่เกี่ยวข้อง ได้แก่การเลือกใช้เครื่องเจาะให้ถูกต้อง การเลือกประเภทเครื่องเจาะนี้ ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบสำคัญหลายประการ เช่น วัตถุประสงค์ที่จะเอาน้ำมาใช้ปริมาณน้ำที่ต้องการ ความลึกของน้ำบาดาล สภาพความแข็งและการวางตัวของชั้นหิน และงบประมาณค่าใช้จ่าย ปัญหาเรื่องการเลือกใช้เครื่องเจาะไม่ถูกหลักนี้มีบ่อยๆ ในประเทศไทย ตัวอย่างเช่น ครั้งหนึ่งบริษัทผู้รับเหมาไปเจาะบ่อในแหล่งหินปูนบริเวณอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดยใช้เครื่องเจาะแบบ Reverse rotary เครื่องเจาะประเภทนี้เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าไม่อาจจะเจาะในหินแข็ง เช่น หินปูน ซึ่งโพรงมากมายได้ ฉะนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นจึงมิใช่เฉพาะแต่เจาะไม่ลงอย่างเดียว ยังมีปัญหาเรื่องน้ำที่ต้องใช้มากมาย แต่ซึมหายลงไปในโพรงหมดด้วย เมื่อพบปัญหาเรื่องนี้ผู้รับเหมาจึงเปลี่ยนเครื่องมาใช้เครื่องเจาะหัวเพชร ซึ่งก็เจาะได้ลึกถึง 400 ฟุต ตามต้องการ แต่เจาะได้รูขนาด 2 ½ นิ้ว จะคว้านรูโตขึ้นเพื่อใส่ท่อกรุก็ไม่ได้ เพราะเครื่องเจาะหัวเพชรไม่ใช่เครื่องเจาะน้ำบาดาล รวมเวลาที่เสียไปเพราะใช้เครื่องเจาะไม่ถูกต้องนี้ประมาณ 6 เดือน ต่อมาทางกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ได้รับคำร้องขอจากหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องให้ไปช่วยแก้ไข กรมทรัพยากรน้ำบาดาลนำเครื่องเจาะแบบใช้ลมเจาะไปดำเนินการให้และเจาะเสร็จภายใน 20 วัน
การก่อสร้างบ่อ (Well Completion)

การทำรูเจาะ (Hole) ให้เป็นบ่อน้ำ (Water Well) พร้อมที่จะพัฒนาเอาน้ำขึ้นมาใช้ได้เรียกว่าการทำบ่อ (Well Completion) ซึ่งประกอบด้วยการออกแบบบ่อ (Well Design) การใส่ท่อกรุและท่อกรองน้ำ การกรุกรวด (Gravel Packing) การพัฒนาบ่อและการทดสอบปริมาณน้ำ

1. การออกแบบบ่อ

การออกแบบบ่อ หมายถึงการนำรายละเอียดต่างๆ ที่ได้จากการเจาะบ่อนั้นๆ มาวางแผนการ
ทำบ่อให้ได้ผลที่สุด ทั้งด้านปริมาณน้ำและคุณภาพน้ำ หลักใหญ่ของการออกแบบ อยู่ที่การใส่ท่อกรุและท่อกรอง ให้ถูกขนาดและถูกตำแหน่งที่ควรจะอยู่ เช่น ท่อกรองจะต้องมีความยาวอย่างน้อย 2/3 ของความหนาของชั้นน้ำ ตำแหน่งของท่อกรองจะต้องอยู่ตรงกับชั้นน้ำ ในกรณีที่บ่อนั้นเจาะผ่านชั้นน้ำเค็ม ก็ต้องกำหนดวิธีการอุดหรือกันน้ำเค็มไม่ให้ปนกับน้ำจืด และเข้ามาในบ่อ เหล่านี้ เป็นต้น เพื่อเป็นอุทาหรณ์ใคร่จะนำการออกแบบบ่อจริงๆ บ่อหนึ่งมาเป็นตัวอย่างดังนี้
บ่อกรมทรัพยากรธรณีบริเวณใกล้เคียงอำเภอพระประแดง เจาะลึก 900 ฟุต ด้วยหัวเจาะ ขนาด ฦ 6 ¼ นิ้ว มีจุดประสงค์ที่จะเจาะสำรวจสภาพน้ำบาดาลและชั้นหิน และพัฒนาเอาน้ำจืดขึ้นมาใช้ด้วย บ่อนี้เจาะชั้นกรวดทราย และดินเหนียวสลับกันไปถึงก้นบ่อ จากการตรวจด้วยเครื่องตรวจชั้นน้ำแบบไฟฟ้า และแบบกัมมันตภาพรังสี ปรากฎว่ามีชั้นทรายน้ำจืดอยู่ที่ความลึก 252 – 307 ฟุต

1.1 คว้านบ่อด้วยหัวเจาะ 15 นิ้ว เพื่อใส่ท่อกรุและท่อกรองขนาด 8 นิ้ว

1.2 คว้านบ่อลงไปจนถึง 350 ฟุต และปล่อยให้เศษดินกรวดทรายลงไปถมถึง 900 ฟุต หากไม่เต็มก็ต้องหาดินหรือทรายจากภายนอกใส่เพิ่มเข้าไปจนเต็มถึงระดับ 350 ฟุต

1.3อุดซีเมนต์ในบ่อที่คว้านขนาด 15 นิ้วนี้แล้ว จาก 295 ฟุต ไปจนถึง 350 ฟุต เพื่อไม่ให้น้ำเค็ม ชั้นล่างเข้ามาปนน้ำจืด (ระยะจาก 295 – 350 ฟุต ซึ่งเป็นชั้นน้ำจืดนั้นอุดซีเมนต์ไว้ด้วย เพื่อให้การอุดมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น)

1.4ใส่ท่อกรุขนาด 8 นิ้ว จากผิวดินลงไปจนถึงความลึก 270 ฟุต จาก 270 - 290 ฟุต ใส่ท่อกรองขนาดเดียวกัน โดยใช้ท่อกรองขนาดช่องว่าง 50/1000 นิ้ว จากระดับ 290 – 295 ฟุต อันเป็นระดับซีเมนต์ก้นบ่อ ใส่ท่อกรุอีกท่อนหนึ่งขนาดเดียวกัน ปลายท่อกรุล่างสุดปิด

1.5ใส่กรวดคัดขนาด 1/8 – ¼ นิ้ว รอบๆ ท่อกรองและท่อกรุ จากระดับ 265 – 295 ฟุต
1.6ช่องว่างระหว่างท่อกรุกับผนังบ่อ ตั้งแต่ผิวดินจนถึง 265 ฟุต อุดไว้ด้วยซีเมนต์ อีกครั้งเพื่อกันน้ำเค็มตอนบนลงไปปนน้ำจืด
1.7ซีเมนต์ที่ใช้ทั้งหมดคำนวณได้ 18 ตัน ผลการทำบ่อนี้ ปรากฏว่า เมื่อพัฒนาบ่อเสร็จแล้ว ได้น้ำจืดตามความประสงค์

2. การใส่ท่อกรุและท่อกรองน้ำ


ท่อกรุเป็นเหล็กเหนียวใช้ใส่ในบ่อเพื่อเป็นผนังถาวรของบ่อ และเป็นเรือนรับหัวดูดของเครื่อง
สูบน้ำบาดาลด้วย บ่อทุกบ่อที่จะเจาะในหินร่วนต้องใส่ท่อกรุเพื่อกันไม่ให้บ่อพัง บ่อเจาะในหินแข็งซึ่งเมื่อถูกน้ำแช่นาน จะแตกเปื่อยยุ่ย เช่นหินดินดานก็ต้องใส่ท่อกรุด้วย ส่วนบ่อที่เจาะในหินแข็งซึ่งสามารถจะทรงตัวอยู่ได้ไม่ว่าจะมีน้ำหรือไม่มี ก็ไม่จำเป็นต้องใส่ บ่อที่ไม่ใส่ท่อกรุเรียกว่า บ่อเปิด (Open Hole)
ท่อกรุบ่อน้ำบาดาลส่วนใหญ่ยาวประมาณ 20 ฟุต โดยเฉลี่ยมีหลายขนาดตั้งแต่ 4 นิ้ว จนถึง 24 นิ้ว การเลือกใช้ท่อกรุขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ที่จะใช้น้ำ เช่น ถ้าใช้น้ำสำหรับครัวเรือนก็ใช้ขนาดเล็ก 4-6 นิ้ว ถ้าใช้น้ำเพื่อกิจการอื่นๆ ที่ต้องการน้ำมากๆ ก็ใช้ขนาดตั้งแต่ 8 นิ้วขึ้นไป ทั้งนี้เพื่อสะดวกแก่การติดตั้งเครื่องสูบที่มีขนาดต่างๆ กัน

ในการทำบ่อ บางกรณีใส่ท่อกรุตลอดตั้งแต่ปากบ่อจนถึงก้นบ่อ ที่ระยะลึกๆ อาจลดขนาดท่อลงเพื่อประหยัดเงิน บริเวณที่เป็นชั้นน้ำจะเจาะรู (Slotted) หรือเซาะร่อง (perforated)ไว้ให้เป็นทางน้ำไหลเข้าบ่อการใช้ท่อกรุแบบเจาะรูหรือเซาะร่องนี้มีส่วนดีที่ราคาถูกกว่าท่อกรองมากและยังทำได้ง่าย เพราะเจาะหรือเซาะเอาเองได้โดยใช้เครื่องเจาะหรือเครื่องเซาะร่อง (Perforator) หรือใช้หัวตัวไฟแก๊ส ข้อเสียของท่อเซาะร่องอยู่ที่ไม่อาจะจะเซาะให้รูถี่มากๆ จำนวนช่องว่างที่จะให้น้ำไหลเข้าบ่อจึงมีน้อย และไม่อาจจะเซาะให้รูเล็กๆ พอที่จะกันไม่ให้ทรายเม็ดเล็กสอดเข้าไปในบ่อ บ่อบาดาลที่สูบน้ำปนออกมากับทราย มีผลเนื่องจากเหตุนี้

บ่อที่ต้องการประสิทธิภาพสูง สูบน้ำได้มาก และไม่มีทรายปน จะต้องใช้ท่อกรอง (Screen) แทนท่อเซาะร่อง ท่อกรองทำขึ้นจากการเอาลวดเหลี่ยม ซึ่งมีหน้าตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมู พันรอบๆ โครงเหล็ก หรือพันรอบๆ ท่อเหล็กซึ่งเจาะรูขนาดใหญ่ โดยใช้ด้านหน้ากว้างของเส้นลวด อยู่ด้านนอกช่องว่างระหว่างเส้นลวดมีขนาดต่างๆ กัน คิดเป็นเศษของ 1000 ส่วนของนิ้วและเรียกช่องว่างขนาดต่างๆ นี้ว่า Slot Number ฉะนั้น ท่อกรองขนาด Slot No.50 หมายความว่ามีช่องว่างขนาด 50/1000 นิ้ว หรือท่อกรองขนาด Slot No.20 หมายความว่ามีช่องว่างขนาด 20/1000 นิ้ว เป็นต้น วัสดุที่เอามาใช้ทำท่อกรอง มีมากมายหลายชนิดทั้งประเภทที่ทนความกัดกร่อนหรือสนิม แต่ที่นิยมใช้กันมักทำด้วยโลหะผสมที่เรียกว่า Red brass, Stainless Steel หรือ Evader Metal ความยาวของท่อกรองแต่ละท่อนที่ใช้กันทั่วๆ ไปมีตั้งแต่ 5 ฟุต 10 ฟุต และ 20 ฟุต และมีขนาดแตกต่างกันเหมือนท่อกรุ ท่อกรองใช้ร่วมกับท่อกรุได้ทั้งแบบต่อกันโดยใช้ข้อต่อ หรือใช้สวมเข้าไปในท่อกรุ แบบสวมในท่อกรุจะมีช่องว่างระหว่างปลายซึ่งเหลื่อมกันอยู่ ช่องว่างนี้อุดให้แน่นด้วยตะกั่วหรือยางส่วนดีของท่อกรองอยู่ที่ใช้ได้ดีที่สุดในชั้นน้ำประเภททรายขนาดต่างๆ ปนกันหรือในชั้นทรายปนกรวดในการเลือกใช้ท่อกรองให้ถูกต้องจำเป็นต้องรู้ขนาดต่างๆ ของเม็ดทรายเสียก่อน แล้วจึงเลือกใช้ท่อที่มีขนาดช่องว่างเหมาะสม โดยถือหลักว่ายอมให้เม็ดทรายละเอียดผ่านรูท่อกรองเข้าไปได้ประมาณ 50 – 60 เปอร์เซ็นต์ ทรายเม็ดหยาบหรือกรวดที่ค้างอยู่นอกท่อจะทำตัวเป็นชั้นน้ำ ที่มีความพรุนและความซึมได้สูงน้ำจึงไหลผ่านได้มาก ทั้งยังช่วยกรองน้ำได้ด้วยข้อเสียของท่อกรองส่วนใหญ่ เกี่ยวกับราคาซึ่งมักจะแพงกว่า ท่อกรุเซาะร่องธรรมดาไม่น้อยกว่า 15 เท่า            

3. การกรุกรวด (Gravel Packing) 

ได้กล่าวในตอนต้นแล้วว่าช่องว่างระหว่างผนังบ่อกับท่อกรองต้องใส่กรวดไว้โดยรอบ กรวดเหล่านี้ทำหน้าที่เหมือนกับบ่ออีกบ่อหนึ่งหุ้มบ่อจริงไว้ บ่อเทียมนี้ประกอบด้วยกรวดที่มีความพรุนและความซึมได้สูง จึงยอมให้น้ำไหลผ่านได้มากที่สุด นอกนั้นยังช่วยกรองตะกอนต่างๆ ไม่ให้เข้าไปในบ่อจริงๆ และช่วยกันไม่ให้ดินหรือทรายจากส่วนอื่นๆ พังลงไปทับกรุหรือท่อกรองด้วยกรวดที่กรุลงไปข้างๆ บ่อนี้ ถ้าทำได้ถูกต้องจริงๆ จะทำให้น้ำไหลเข้าบ่อมากกว่าธรรมดา และแก้ไขปัญหาเรื่องทรายเข้าบ่อได้โดยเด็ดขาด ฉะนั้นการใช้กรวดที่ถูกขนาดและได้สัดส่วนกับรูของท่อกรองหรือท่อเซาะร่องและขนาดเม็ดทรายในชั้นน้ำ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ขนาดเม็ดทรายในชั้นน้ำหาได้แน่นอน โดยใช้วิธีการแยกส่วนโดยใช้ตะแกรงร่อน ส่วนขนาดท่อกรองรู้ได้โดยตรงจากบริษัทผู้ผลิต ซึ่งมักปั๊มเลขขนาดรูเอาไว้ที่ตัวท่อกรองแล้ว แต่อย่างไรก็ตามการแยกส่วนเม็ดทรายโดยให้ตะแกรงร่อนมักจะทำกันไม่ได้ทั่วไป จึงกำหนดขนาดเม็ดกรวดที่ใส่รอบๆบ่อไว้ว่าถ้าได้ขนาดตั้งแต่ทรายหยาบไปจนถึงกรวดขนาด ¼ นิ้ว ก็จะได้ผลดี
ความหนาของกรวดกรุรอบๆ บ่อ ไม่จำเป็นต้องมีขอบเขตอยู่ที่ผนังบ่อ แต่ยิ่งหนาได้เท่าไรก็จะยิ่งดีขึ้นเท่านั้น ในการพัฒนาบ่อมีวิธีการที่จะให้ผนังบ่อตรงชั้นน้ำขยายกว้างออกไปจึงเป็นช่องทางที่จะให้เติมกรวดเพิ่มให้มีความหนามากขึ้น บ่อที่มีกรวดกรุรอบๆ หนามาก จะสูบน้ำได้มากกว่าบ่อที่มีกรวดกรุบางๆ เสมอไป

4. การพัฒนาบ่อ 

เป็นงานขั้นสุดท้ายในการทำบ่อก่อนที่จะสูบน้ำจากบ่อออกไปใช้การพัฒนาบ่อมีวัตถุประสงค์ที่จะทำให้บ่อมีน้ำเพิ่มมากขึ้น ป้องกันไม่ให้ทรายเข้าบ่อ และทำให้อายุการใช้งานของบ่อยืนยาวขึ้น

5. การทดสอบปริมาณน้ำ 

บ่อที่พัฒนาเสร็จเรียบร้อยแล้วถือว่าพร้อมที่จะติดตั้งเครื่องสูบ สูบน้ำขึ้นมาใช้ แต่ในทางปฏิบัติควรจะทดสอบปริมาณน้ำ (Pumping test) เสียก่อน เพื่อให้ได้รายละเอียดเกี่ยวกับปริมาณน้ำที่จะสูบขึ้นมาได้และเพื่อหาข้อมูลสำหรับการเลือกใช้เครื่องสูบให้ถูกต้อง

ข้อมูลจาก 202.129.59.73/tn/sub/sub1.htm
 

เขื่อนลำปาว น้ำไหลเข้าต่อเนื่อง เกษตรกรเตรียมพื้นที่เพาะปลูก


21 ก.ค.58 จากการติดตามสถานการณ์น้ำในเขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเริ่มดีขึ้น หลังจากตลอด 1 สัปดาห์ที่ผ่านมามีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่องทั่วทั้ง 18 อำเภอ ทำให้เขื่อนลำปาวเริ่มมีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเพิ่มขึ้นโดยจากการตรวจสอบ ล่าสุด พบว่า ฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องทำให้มีน้ำไหลเข้าเขื่อนประมาณ 8 ล้านลูกบาศก์เมตร และในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมามีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนเฉลี่ย 7-8 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งปัจจุบันเขื่อนลำปาวมีปริมาณน้ำกักเก็บอยู่ที่ 453 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 23 ของความจุอ่าง ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมาพบว่าน้ำกักเก็บมากกว่าประมาณ 20 ล้านลูกบาศก์เมตร จึงถือว่าสถานการณ์น้ำในเขื่อนลำปาวเริ่มคลี่คลายและกับมาสู่สภาวะปกติแล้ว

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเขื่อนลำปาว ได้ทำการส่งน้ำตามคลองส่งน้ำชลประทานวันละ 4 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อให้เกษตรกรได้ทำการเพาะปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์น้ำและปลูกพืชไร่ ซึ่งขณะนี้พบว่ามีเกษตรกรได้ทำการเกษตรโดยการปลูกข้าวนาปีไปแล้วกว่า 296,381 ไร่หรือคิดเป็นร้อยละ 97 ของพื้นที่ในเขตชลประทาน ทั้งนี้ทางเขื่อนมั่นใจว่าน้ำในเขื่อนลำปาวจะเพียงพอไปจนถึงช่วงหน้าฝนอย่างแน่นอน แต่เกษตรควรใช้น้ำอย่างประหยัดและให้คุ้มค่ามากที่สุด พร้อมทั้งหาแหล่งสำรองน้ำไว้หากเกิดปัญหาฝนทิ้งช่วงจึงจะสามารถนำน้ำไปใช้ในการเกษตรได้

ข้อมมูลจาก
naewna.com/local/169721
 

มะนาวจัมโบ้สีทอง น้ำเยอะแปรรูปอร่อย


มะนาวชนิดนี้ ผู้ขายกิ่งตอนระบุว่า มีถิ่นกำเนิดจากประเทศออสเตรเลีย สามารถปลูกเจริญเติบโตมีดอกและติดผลดกได้เป็นอย่างดีในประเทศไทย บ้านเรา มีลักษณะเด่นประจำพันธุ์คือ ผลใหญ่น้ำหนักเฉลี่ยระหว่าง 3–4 ผล ต่อ 1 กิโลกรัม ที่สำคัญขณะผลยังอ่อนเป็นสีเขียว ยังไม่เริ่มเข้าสู่ผลแก่ สามารถเก็บผลผ่าบีบหรือคั้นเอาน้ำไปใช้ประโยชน์ได้เลย ให้น้ำเยอะเช่นเดียวกับผลที่แก่จัด รสชาติของน้ำช่วงนี้จะเปรี้ยวจัด มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวเป็นที่นิยมแพร่หลาย

ผลแก่จัดสีของเปลือกผลจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองอย่างชัดเจน ดูคล้ายกับผลแก่ของมะนาวด่านเกวียนของไทยมาก จึงเป็นสาเหตุให้คนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นมะนาวชนิดเดียวกัน ซึ่งผู้ขายกิ่งตอนยืนยันว่าไม่ใช่อย่างแน่นอน โดยเฉพาะเปลือกผลของ “มะนาวจัมโบ้สีทอง” จะบางกว่าและผ่าผลบีบหรือคั้นเอาน้ำจะได้น้ำเยอะกว่า รสชาติก็แตกต่างกันอีกด้วยคือน้ำจากผลแก่จัดของ “มะนาวจัมโบ้สีทอง” จะไม่เปรี้ยวจัด มีรสหวานเจือปนเล็กน้อย จึงทำให้ส่วนใหญ่ผู้ปลูก “มะนาวจัมโบ้สีทอง” นิยมเอาน้ำจากผลแก่จัดที่เปลือกผลเป็นสีทองแล้วไปแปรรูปทำเป็นน้ำมะนาวเติมน้ำเชื่อม เกลือป่นลงไปเพียงเล็กน้อย รสชาติหวานหอมชื่นใจดีมาก ใน 1 ผล จะมีเมล็ด 3-5 เมล็ด แตกต่างกันอย่างชัดเจน ผู้นำเข้าจึงตั้งชื่อเป็นภาษาไทยว่า “มะนาวจัมโบ้สีทอง” ดังกล่าว

มะนาวจัมโบ้สีทอง เป็นไม้พุ่ม สูง 2-4 เมตร ลำต้นกิ่งก้านมีหนามเล็กน้อยหรือเกือบไม่มีเลย ใบเป็นใบประกอบชนิดใบย่อยใบเดียว ดอกสีขาว มีกลิ่นหอม “ผล” รูปกลมรีเล็กน้อย ผลมีขนาดใหญ่ เปลือกผลแก่เป็นสีเหลืองทอง น้ำเป็นสีเหลืองด้วย เวลาติดผลเป็นพวงน่าชมยิ่ง ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ตอนกิ่ง ทาบกิ่ง และเสียบยอด

มีกิ่งตอนรุ่นใหม่ขายที่ ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณ แผง “คุณตุ๊ก” หน้าตึกกองอำนวยการเก่า โทร.08–5164–2800 กับที่งานบ้านและสวนไบเทค บางนา กทม. วันที่ 22–26 ก.ค. 58 ราคาสอบถามกันเองครับ.

ข้อมูลจาก
thairath.co.th/content/513082
 

การปลูกพืชบนที่ลาดชัน


คำถาม อยากทราบวิธีปลูกพืชบนพื้นที่ลาดชันบนภูเขาสูงครับ ขอถามหลายๆ วิธีนะครับ

ณัฐพงษ์ เขมะอนุจินดา

อ.ร้องกวาง จ.แพร่

คำตอบ สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่ในภาคเหนือตอนบน จะเป็นภูเขาสูง มีพื้นที่ลุ่มและพื้นที่ดอนเพียงส่วนน้อย จากปัญหาการเพิ่มของประชากร และการใช้ดินอย่างผิดวิธี ก่อให้เกิดปัญหาการชะล้างพังทลายของผิวหน้าดิน ซึ่งเป็นแหล่งธาตุอาหารพืชมีผลทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของดินลดลงจนบางแห่งไม่สามารถปลูกพืชได้ เกษตรกร จึงต้องบุกรุกทำลายป่ามากขึ้น ส่งผลกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจและสังคม

การปลูกพืชบนพื้นที่ลาดชันบนภูเขาสูงในภาคเหนือ ซึ่งเกษตรกรสามารถปฏิบัติได้ด้วยตัวเอง นักวิชาการเกษตรได้แนะนำแนวทางไว้ดังนี้

การใช้แถบไม้พุ่มบำรุงดินและการใช้แถบหญ้าแฝก มีขั้นตอนและวิธีการ ดังนี้

1. การเตรียมวัสดุอุปกรณ์

- อุปกรณ์ในการจัดทำแนวระดับ ได้แก่ ไม้เอ-เฟรม ซึ่งเกษตรกรสามารถจัดทำได้ในพื้นที่ และไม่ต้องใช้เงินลงทุนมากนัก

- วัสดุที่ใช้ทำแถบอนุรักษ์ ได้แก่ เมล็ดพันธุ์ และกล้าพันธุ์พืชที่ใช้ปลูกเป็นแถบขวางความลาดชันของพื้นที่ ในกรณีที่จะใช้แถบไม้พุ่มบำรุงดิน แนะนำให้ใช้ถั่วมะแฮะ กระถิน ถั่วมะแฮะนก หรือครามป่า ส่วนกรณีที่ใช้แถบหญ้า แนะนำให้ใช้หญ้ารูซี่หญ้าเซททาเรียหญ้าแฝก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการของเกษตรกรที่จะนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นด้วย และขึ้นอยู่กับแหล่งวัสดุว่ามีปริมาณที่เพียงพอหรือไม่

2. การจัดทำแถบพืชอนุรักษ์ดินและน้ำ

- กำหนดเส้นแนวระดับหรือแนวแถบพืช โดยการทำการปักหลักเพื่อแสดงแนวแถบพืชแต่ละแถบ จากพื้นที่ด้านล่างขึ้นไปสู่พื้นที่ด้านบน ซึ่งโดยปกติแล้ว แนะนำให้ปักหลักเป็นแนวตรงกลางแปลง ให้แต่ละหลัก หรือแต่ละแถบพืช ห่างกัน 3 เมตร ตามแนวดิ่ง

- การวางแนวระดับหรือวางแนวแถบพืช หลังจากกำหนดแนวแถบพืชหลักบริเวณกลางแปลง หรือบริเวณพื้นที่ที่เป็นตัวแทนของความลาดชันเรียบร้อยแล้วก็ทำการวางแนวระดับ จากจุดกลางแปลงออกไปทางซ้ายและขวา โดยใช้ไม้เอ-เฟรมและควรปักหลักตรงจุดที่ได้ระดับเป็นแนวไว้ให้ชัดเจน การวางแนวระดับ โดยการใช้ไม้เอ-เฟรม เริ่มจากเส้นฐานกลางแปลง โดยการวางไม้เอ-เฟรม ปรับขาข้างใดข้างหนึ่งจนลูกตุ้มถ่วงตรงกลาง จึงปักหลักตรงจุดที่ 1 และจุดที่ 2 แสดงว่า จุดที่ 1 และ 2 อยู่แนวระดับเดียวกันขยับไม้เอ-เฟรม และปักไม้หลักไปจนสุดพื้นที่ทั้ง 2 ด้าน ก็จะได้เส้นแนวระดับ

3. การปลูกแถบพืชอนุรักษ์ดินและน้ำ

- การเลือกใช้แถบไม้พุ่มบำรุงดิน เมื่อทำแนวระดับแล้ว ควรมีการเตรียมดินพอสมควร โดยใช้จอบสับดินเป็นร่องยาว โรยเมล็ดพืชตระกูลถั่ว การปลูกพืชตระกูลถั่วแนะนำให้ปลูกเป็นแถวคู่ ห่างกัน 50 เซนติเมตร เมื่อโรยเมล็ดเสร็จแล้ว ก็กลบดิน เกษตรกรสามารถเลือกปลูก โดยวิธีกระทุ้งหลุมปลูกก็ได้ โดยให้ระยะหลุมในแต่ละแถวห่างกัน 10-20 เซนติเมตร การผสมเมล็ดพืชตระกูลถั่วมากกว่าหนึ่งชนิด ก็สามารถกระทำได้เพื่อให้ได้แถบพืชอนุรักษ์ดินและน้ำ ที่ถาวรและมีประสิทธิภาพ เช่น การใช้กระถินผสมถั่วมะแฮะ ในอัตรา 1:1 ปลูกโรยเป็นแถวคู่เช่นเดียวกัน สำหรับการดูแลแถบไม้พุ่ม ให้ทำการตัดแต่งแถบไม้พุ่มทุกเดือน ในช่วงฤดูกาลปลูกพืช โดยตัดแต่งไม่ให้สูงเกิน 1 เมตร จากพื้นดิน และใช้เศษของพืชที่ตัดเป็นวัสดุคลุมบำรุงดินในพื้นที่ปลูกพืชระหว่างแถบไม้พุ่มบำรุงดินทั้งหมด

- การเลือกใช้แถบหญ้า ทำการเตรียมดินตามแนวระดับที่กำหนดไว้เช่นเดียวกัน ในกรณีที่ใช้หญ้าที่ปลูกจากเมล็ด เช่น หญ้ารูซี่หญ้าเซททาเรีย ก็ทำการหว่านให้เป็นแถบกว้างไม่เกิน 1 เมตร ส่วนในกรณีที่ใช้หน่อปลูก เช่น หญ้าบาเฮีย และหญ้าแฝก ก็ขุดหลุมตามคำแนะนำ การดูแลรักษาแถบหญ้า ควรตัดแต่งทุกเดือนเช่นกัน ในช่วงฤดูปลูกพืช และใช้เศษพืชเป็นวัสดุคลุมบำรุงดิน หรือนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นตามต้องการ เช่น นำไปเลี้ยงสัตว์ หรือทำปุ๋ยหมัก เป็นต้น


ข้อมูลจาก
- นาย รัตวิ
- naewna.com/local/169624
 

มะม่วงการะเกด ผลดก ติดลูกทั้งปี


ธรรมชาติ ของ “มะม่วงการะเกด” พันธุ์ ดั้งเดิม จะมีดอกและผลตามฤดูกาลปีละครั้ง แต่ในปัจจุบันพบว่ามี “มะม่วงการะเกด” สายพันธุ์ที่มีดอกและติดผลแบบทวายหรือตลอดปีวางขาย โดยผู้ขายกิ่งพันธุ์ยืนยันว่าเป็น “มะม่วงการะเกด” พันธุ์ใหม่เกิดจากการพัฒนาพันธุ์จนทำให้สามารถมีดอกและติดผลแบบทวายหรือทั้งปีได้ ส่วนขนาดของผลและรสชาติยังคงเหมือนเดิมทุกอย่าง กำลังเป็นที่นิยมของผู้ปลูกอยู่ในเวลานี้

มะม่วงการะเกด พันธุ์ทวายหรือมีดอกและติดผลตลอดทั้งปี มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์เหมือนกับ “มะม่วงการะเกด” พันธุ์ดั้งเดิมทุกอย่าง คือ เป็นไม้ยืนต้นแต่ไม่สูงนัก ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับถี่บริเวณปลายกิ่ง ใบ เป็นรูปรี ปลายแหลม โคนมน เนื้อใบหนา ใบดกและหนาแน่นมาก

ดอก ออกเป็นช่อแบบแยกแขนงช่อที่ปลายยอด แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยขนาดเล็ก สีเหลืองนวลจำนวนมาก ดอกมีกลิ่นหอม “ผล” รูปกลมรีเล็กน้อย รูปทรงของผลคล้ายกับผลของมะม่วงพันธุ์เบาทั่วไป ติดผลเป็นพวง 7–10 ผล ผลดิบสีเขียว เมื่อสุกเป็นสีเหลืองอมส้ม เวลาติดผลดกห้อยเป็นพวงจะดูสวยงามมาก ผลดิบรสชาติเปรี้ยวจัด เนื้อสุกเป็นสีเหลืองส้มหวานหอมไม่มีเสี้ยนรับประทานอร่อยทั้งผลดิบและผลสุก ผลโตเต็มที่มีน้ำหนักระหว่าง 3-4 ผล ต่อ 1 กิโลกรัม ติดผลดกไม่ขาดต้นตลอดทั้งปีตามที่ผู้ขายกิ่งตอนยืนยัน ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ตอนกิ่ง ทาบกิ่ง และเสียบยอด

ปัจจุบัน “มะม่วงการะเกด” พันธุ์ดกทั้งปีมีต้นขายที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ แผง “คุณตุ๊ก” หน้าตึกกองอำนวยการเก่า โทร.08–5164-2800 และที่งานบ้านและสวนฯ จัดขึ้นที่ไบเทค บางนา กทม. ระหว่างวันที่ 22–26 ก.ค.58 เป็นกิ่งตอนด้วยระบบเสียบยอด ผู้ขายบอกว่าหลังปลูก 2 ปี จะติดผลชุดแรกและติดผลเรื่อยๆไม่ขาดต้นหรือตลอดทั้งปี ราคาสอบถามกันเองครับ.

ข้อมูลจาก thairath.co.th/content/512889
 

สมาพันธ์ข้าวและชาวนาแห่งประเทศไทย


รมช.เกษตรฯสนับสนุนจัดตั้ง “สมาพันธ์ข้าวและชาวนาแห่งประเทศไทย”

นายอำนวย ปะติเส รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายการประชุมคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปการเกษตร ณ อาคารรัฐสภา ว่า ตามที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีนโยบายส่งเสริมให้องค์กรชาวนามีความเป็นเอกภาพและเกิดความเข้มแข็ง เพื่อร่วมขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรให้เกิดประสิทธิภาพนั้น คณะอนุกรรมาธิการเกษตร สภาปฏิรูปแห่งชาติ ( สปช.) นำโดยนายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานอนุกรรมาธิการเกษตร ได้เสนอแนวคิดการจัดตั้งสมาพันธ์ข้าวและชาวนาแห่งประเทศไทย โดยนำสมาคมชาวนาระดับประเทศ จำนวน 9 องค์กร อาทิ สภาเกษตรกรแห่งชาติ สหพันธ์สมาคมชาวนาไทย  สมาคมชาวนาข้าวไทย สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย สมาคมโรงสีข้าวไทย สมาคมส่งเสริมชาวนาไทย สมาคมการค้าเครือข่ายชาวนาไทย สมาคมผู้รวบรวมและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว  และคณะกรรมการกลางศูนย์ข้าวชุมชน เข้าร่วมประชุมเพื่อให้องค์กรชาวนารวมกันเป็นหนึ่งเดียวและเกิดความเข้มแข็ง เพื่อร่วมขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรให้เกิดประสิทธิภาพตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี


ทั้งนี้ การรวมตัวกันขององค์กรชาวนาเพื่อจัดตั้ง “สมาพันธ์ข้าวและชาวนาแห่งประเทศไทย”ในครั้งนี้ เป็นการแสดงถึงเจตนารมณ์และความตั้งใจจริงที่ต้องการให้องค์กรชาวนาเกิดความเป็นเอกภาพและสร้างความเข้มแข็ง  เช่น สมาคมชาวนาไทย  สมาคมโรงสีข้าวไทย ก็มารวมตัวกัน เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการผลิตให้เกิดความเข้มแข็งมากขึ้น นอกจากนี้ การรวมกันขององค์กรชาวนายังช่วยแก้ไขปัญหาด้านการเกษตร การเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขัน  ตลอดทั้งเป็นศูนย์กลางเสนอความต้องการของเกษตรกร ปัญหา อุปสรรค ไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรอย่างตรงสภาพความเป็นจริง และให้เกิดประโยชน์แก่เกษตรกรอย่างแท้จริง  เช่น ปัญหาภัยแล้ง ส่งเสริมการลดต้นทุนการผลิต ปัญหาหนี้สินเกษตรกร ปัญหาเกษตรกรไม่มีที่ทำนาเป็นของตนเอง เป็นต้น นับเป็นการปฏิรูปองค์กรชาวนาให้เกิดความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน ซึ่งรัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรแบบมีส่วนร่วม  โดยจะเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

ข้อมูลจาก
- thannews.th.com

รูปภาพจาก
- mcot.net
- thairath.co.th/content/404708
 

หญ้าคา : สรรพคุณ แก้ปวด อาเจียนเป็นเลือด ห้ามเลือดกำเดาได้ ราก รสชุ่มเย็น แก้ไอ กระหายน้ำ ห้ามเลือดได้


หญ้าคา

⇒ ชื่ออื่น
หญ้าคา, คาหลวง (ทั่วไป), ลาลาง (มะลายู), สาแล (มลายู-ยะลา-ตานี) : แปะเม่ากึง, เตี่ยมเซากึง (จีน-แต้จิ๋ว); Thatch Grass.

⇒ ชื่อวิทยาศาสตร์
Imperata Cylindrica Beauv วงศ์ Gramineae

⇒ลักษณะต้น
เป็นพวกพืชพวกหญ้า มีลำต้นใต้ดินเป็นเส้นกลม สีขาวทอดยาว มีข้อชัดเจน ผิวเรียบ หรืออาจมีขนบ้างเล็กน้อย แตกกิ่งก้านสาขาเลื้อยแผ่และงอกเป็นกอใหม่มากมายหลายกอ ใบแตกจากลำต้นใต้ดิน ลักษณะแบนเรียวยาว มีใบยาว 20-50 ซ.ม. กว้าง 5-9 ม.ม. ตอนแตกใบอ่อนใหม่ ๆ จะมีปลอกหุ้มแหลม แข็งที่ยอด ยาวประมาณ 1 ม.ม. งอกแทงขึ้นมาจากดิน ดอกออกเป็นช่อทรงกระบอก ยาว 5-20 ซ.ม. เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5-3 ซ.ม. มีดอกย่อยอยู่ติดกันแน่น เมื่อแก่จะเป็นขนฟูสีขาว เมล็ดจะหลุดร่วงปลิวไปตามลม แพร่พันธุ์ไปได้ไกล ๆ พวกที่ขึ้นในทุ่งหญ้าออกดอกในฤดูร้อน พวกที่ขึ้นในที่ชื้นแฉะออกดอกปลายฤดูร้อนหรือฤดูหนาว นอกจากแพร่พันธุ์โดยเมล็ดแล้ว ยังแพร่พันธุ์โดยลำต้นใต้ดิน ที่งอกลามไปแล้วเจริญเป็นต้นใหม่อีก เป็นพืชชอบแดด และทนทานมาก เผาก็ไม่ตายและดูเหมือนว่าไฟจะไปช่วยกระตุ้นให้มันงอกมากขึ้น และออกดอกแพร่พันธุ์มากขึ้นไปอีก จึงกลายเป็นวัชพืชที่ขึ้นลุกลามไปตามไร่และปราบได้ยากชนิดหนึ่ง พบขึ้นเป็นทุ่งทั่วไป ตามพื้นที่ร้างว่างเปล่า ตามหุบเขาและริมทางทั่วไป

⇒การเก็บมาใช้
ใช้ราก ดอก ขน (ดอกแก่) และใบ เป็นยา
ดอก เด็ดทั้งก้านตอนดอกบานในฤดูร้อนหรือหนาว ใช้สดหรือตากแห้ง เก็บไว้ใช้ ลักษณะดอกแห้งที่ดี เป็นแท่งทรงกระบอกยาว 5-20 ซ.ม. มีขนที่โคนดอกย่อย ขนมีมากเป็นส่วนใหญ่ของช่อดอก สีขาวออกเทา เป็นปุยเบา ๆ คล้ายนุ่น ดอกย่อยมีสีเหลืองออกเทา มีก้านเกสรตัวเมียเป็นเส้นยาว ๆ 2 เส้น มีกลิ่นอ่อน ๆ รสจืด ควรแห้งสนิท มีก้านดอกสั้น ๆ จึงดี

ขน (ดอกแก่) เก็บเมื่อช่อดอกแก่เต็มที่ เป็นขนสีขาวฟู เก็บมาตากแห้ง เก็บไว้ใช้
ราก เก็บในฤดูฝน หรือฤดูหนาว ตัดส่วนเหนือดินทิ้ง ขุดเอารากและลำต้นใต้ดินล้างสะอาด ขูดรากฝอย ๆ ออก ใช้สดหรือตากแห้งเก็บไว้ใช้ ลักษณะรากแห้งที่ดี เป็นเส้นกลม ๆ ยาว 30-60 ซ.ม. เส้นผ่า-ศูนย์กลางประมาณ 1.5 ซ.ม. ผิวนอกมีสีขาวหรือเหลืองขาว มีข้อสีน้ำตาลอ่อนนูนออกมา แต่ละข้อห่างกันประมาณ 3 ซ.ม. เนื้อเหนียว หักยาก เนื้อในตรงกลางมีสีเหลืองอ่อน มีรูเล็ก ๆ 1 รู รอบนอกมีสีขาว มีรูเล็ก ๆ เรียงเป็นวงรอบ มีกลิ่นอ่อน ๆ ต้นที่อวบใหญ่สีขาว ไม่มีรากฝอย มีรสหวานจึงดี ก่อนใช้ผสมยา ใช้รากแห้ง เลือกสิ่งแปลกปนออก ล้างสะอาดพรมน้ำให้ชุ่ม หั่นเป็นท่อน เอาไปตากให้แห้ง ร่อนเศษผงทิ้ง ชั่งไปใช้ผสมยา อีกวิธีหนึ่งหั่นเป็นท่อน ๆ ใส่หม้อดินเผาด้วยไฟแรง ๆ จนดำ พรมน้ำให้เย็น เอามาตากให้แห้ง เรียกว่า ถ้าหญ้าคา ผสมใช้เป็นยา
ใบ ตัดมาผึ่งให้แห้ง เก็บไว้ใช้


⇒ สรรพคุณ
ช่อดอก รสชุ่ม สุขุม ใช้ห้ามเลือด แก้ปวด อาเจียนเป็นเลือด บาดแผลจากของมีคม
ขน (ดอกแก่) รสชุ่ม สุขุม ไม่มีพิษ ใช้ห้ามเลือดกำเดาออก ปัสสาวะเป็นเลือด อุจจาระเป็นเลือด ใช้สด แก้แผลบวมอักเสบ ฝีมีหนอง
ราก รสชุ่มเย็น ใช้ห้ามเลือด ขับปัสสาวะ แก้ไข้ ไอ กระหายน้ำ อาเจียนเป็นเลือด เลือดกำเดาออก ความดันเลือดสูง ปัสสาวะเป็นเลือดหนองในปัสสาวะขัด บวมน้ำ ดีซ่าน ประจำเดือนมามากเกินไป
ใบ ใช้ภายนอก ต้มน้ำอาบ แก้ลมพิษ ผื่นคัน ปวดเมื่อยหลังคลอด

⇒ วิธีและปริมาณที่ใช้
ช่อดอกแห้ง 10-15 กรัม ต้มน้ำกิน ใช้ภายนอก ตำพอกหรืออุดรูจมูก
ขน (ดอกแก่) แห้ง 10-15 กรัม ต้มน้ำกิน ใช้ภายนอก ตำพอกหรืออุดรูจมูก
รากแห้ง 10-15 กรัม (สด 30-60 กรัม) ต้มน้ำกินหรือคั้นเอาน้ำกิน หรือบดเป็นผงกิน
ใบ ใช้ภายนอก ต้มหรือแช่น้ำอาบ

⇒ ตำรับยา
1. แก้เลือดกำเดาออกง่าย หรือออกไม่ค่อยหยุด ใช้ช่อดอกแห้ง 15 กรัม จมูกหมู 1 อัน ต้มให้เดือดประมาณ 1 ชั่วโมง กินหลังอาหารหลายครั้ง อาจหายขาดได้ หรือใช้ขน (ดอกแก่) 15 กรัม ต้มน้ำกินก็ได้หรือใช้น้ำคั้นจากรากสดกิน 1 ถ้วยชา (15 ม.ก.) หรือใช้รากแห้งบดเป็นผง 2.6 กรัม ผสมน้ำซาวข้าวกินหรือใช้รากสด 30 กรัม ต้มน้ำกิน
ขณะที่เลือดกำเดาออก ใช้ช่อดอกหรือขนตำอุดรูจมูก ช่วยห้ามเลือดกำเดาอีกด้วย

2. แก้อาเจียนเป็นเลือด ใช้รากแห้ง 30 กรัม ต้มน้ำกินหรือผสมรากบัว 15 กรัม ต้มน้ำกิน

3. แก้หอบ ใช้รากสด 1 กำมือ เปลือกต้นหม่อน (Morus alba L.) อย่างละเท่าๆ กัน ใส่น้ำ 2 ชาม ต้มให้เหลือ 1 ชาม กินแต่น้ำ

4. แก้ปัสสาวะเป็นหนอง ใช้รากแห้ง 15 กรัม ใส่น้ำ 250 ม.ล. ต้มให้เหลือ 50 ม.ล. รินกินตอนอุ่นหรือเย็นก็ได้ วันละ 3 ครั้ง

5. แก้ปัสสาวะเป็นเลือด ใช้ราก 1 กำมือ ใส่น้ำ 1 ถ้วยใหญ่ ต้มให้เหลือ 1 ถ้วยชา (15 ม.ล.) รินกินตอนอุ่นๆ หรือใช้รากแห้ง เมล็ดผักกาดน้ำ (Plantago asia-tica L.) อย่างละ 30 กรัม น้ำตาลทราย 15 กรัม ต้มน้ำกิน

6. แก้ตรากตรำทำงานหนัก ช้ำใน ใช้รากสดและขิงสดขนาดเท่าๆ กัน (60 กรัม) ใส่น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา น้ำ 2 ถ้วย ต้มให้เหลือ 1 ถ้วย กินวันละครั้ง

7. ปัสสาวะขุ่นเหมือนน้ำนม ใช้รากสด 250 กรัม ใส่น้ำ 2,000 ม.ล. ต้มให้เหลือ 1,200 ม.ล. ใส่น้ำตาลพอสมควรแบ่งกิน 3 ครั้ง ให้หมดใน 1 วัน หรือกินแทนชาติดต่อกัน 5-15 วัน เป็น 1 รอบของการรักษา

8. แก้ไตอักเสบ ใช้รากแห้ง 30 กรัม ดอกเจ๊กกี่อึ้ง (Solidago virga-aureus var. leiocarpa (Benth) A Gray) 30 กรัม เปลือกลูกน้ำเต้า 15 กรัม เหล้าขาว 3 กรัม ต้มน้ำแบ่งกิน 2 ครั้ง วันละชุด (ห้ามผสมเกลือกิน) หรือใช้รากสด 60-120 กรัม ต้มน้ำแบ่งกิน 2-3 ครั้ง ให้หมดใน 1 วัน

9. แก้ปัสสาวะขัด ตัวบวมน้ำ ใช้รากสด 500 กรัม ลอกเปลือกที่อยู่ระหว่างข้ออก หั่นฝอยใส่น้ำ 4 ถ้วยใหญ่ ต้มให้เดือด 10 นาที เปิดดู ถ้ารากยังไม่จมน้ำ ก็ให้ต้มต่อไปจนรากจมน้ำหมด เอากากออกรินตอนอุ่นๆ ประมาณครั้งละครึ่งถ้วย กลางวัน 5-6 ครั้ง กลางคืนอีก 2-3 ครั้ง ต่อเนื่องกันจนครบ 12 ชั่วโมง ปัสสาวะจะถูกขับออกมากขึ้น

10. cdhดีซ่าน ตัวเหลืองจากพิษสุรา ใช้รากสด 1 กำมือ หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ต้มกับเนื้อหมู 500 กรัม กิน

11. แก้พิษจากต้นลำโพง ใช้รากสด 30 กรัม ต้นอ้อย 500 กรัม ตำคั้นเอาน้ำมาผสมกับน้ำมะพร้าว 1 ลูก ต้มกิน

12. แก้ออกหัด กระหายน้ำ ใช้รากแห้ง 30 กรัม ต้มเอาน้ำดื่มบ่อย ๆ

⇒ ผลรายงานทางคลินิกของจีน
1.แก้ไตอักเสบเฉียบพลัน ใช้รากแห้ง 250 กรัม ล้างสะอาด หั่นฝอย ต้มน้ำกินวันละ 2-3 ครั้ง (เปลี่ยนรากหญ้าคาวันละครั้ง) กินติดต่อกันทุกวันเป็นเวลา 1-2 อาทิตย์ หรือจนกว่าจะหาย
หรืออาจผสมกับ ไต่โซว (Circium Japanicum Dc.) เซียวโซว (Cephalanoplos regetum (Bge.) Kitam) โกฏขี้แมว (Rehmania glutinosa (Gaertn. )Libosch) และมั่วอึ้ง (Ephredra Siniga Stapf.) ร่วมกันเป็นตำรับยา ต้มน้ำกิน ในระหว่างกินยานี้ต้องพักผ่อนให้มาก ควบคุมน้ำและเกลือ ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ถ้าจำเป็นก็ให้ยาอื่นช่วยด้วย เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อน

ผลการรักษาให้ผลดี ช่วยย่นระยะเวลาการรักษา จากคนไข้ไตอักเสบเฉียบพลัน 10 ราย หลังจากกินยานี้ภายใน 1-5 วัน ปัสสาวะออกมากขึ้น เฉลี่ย 1,500-3,000 ม.ล.ต่อวัน หลังจากนั้นอาการบวมน้ำลดลงและหายไป ในคนที่มีความดันเลือดสูง กินยานี้แล้วคอยตรวจดูความดันเลือด จะค่อย ๆ ลดเป็นปกติ อาการบวมน้ำหายไปภายใน 4-5 วันถึง 1 อาทิตย์ ความดันเลือดจะลดลงเป็นปกติ ภายใน 5-20 วัน (โดยเฉลี่ย 7-9 วัน) พวกปัสสาวะขัด กินยานี้โดยเฉลี่ย 11-26.4 วันก็หายเป็นปกติ ใช้เป็นยาแก้ไตอักเสบเรื้อรัง และเป็นยาขับปัสสาวะแต่กับคนไข้ที่บวมน้ำหรือท้องมานเนื่องจากโรคตับหรือหัวใจ ใช้ยานี้ไม่ได้ผลเด่นชัดนัก คาดว่ายานี้คงจะทำให้เลือดไม่คั่งในไต ทำให้การไหลเวียนของเลือดในไตเพิ่มขึ้น กรองปัสสาวะออกได้มากขึ้นและลดความดันเลือดให้เป็นปกติ ใช้แก้อาการไตอักเสบเฉียบพลันได้ดีมาก แก้อาการไตอักเสบเรื้อรังได้ผลน้อยกว่า และอาการบวมน้ำเนื่องจากโรคตับหรือหัวใจเกือบไม่ได้ผล ในระหว่างที่กินยานี้อาจมีอาการวิงเวียนหัว อึดอัดไม่สบายใจได้ ยังไม่พบอาการเป็นพิษอื่นใดอีก


2. แก้โรคตับอักเสบเฉียบพลัน ใช้รากแห้ง 60 กรัม ต้มน้ำกินวันละ 2 ครั้ง จากการรักษาคนไข้ 28 ราย ภายใน 45 วัน สภาพร่างกายดีขึ้น ตับกลับคืนสู่สภาวะปกติจำนวน 21 ราย อีก 7 รายภายใน 45 วัน การทำงานของตับดีขึ้นเกินกว่าครึ่ง และอีก 15 วันต่อมา ตับกลับคืนสู่สภาวะปกติ ส่วนใหญ่หลังจากรักษา 10 วัน อาการโรคที่สำคัญจะหายไป อาการตับหรือม้ามบวมโตจะหายไปในเวลาประมาณ 20 วัน อาการตัวเหลืองจะหายเป็นปกติ เฉลี่ยประมาณ 20.15 วัน ไม่พบอาการข้างเคียงอะไร นอกจากนั้นยานี้ยังใช้ลดความดันเลือดสูง ใช้ร่วมกันกับ เซียวเหาะเช่า (Agrimonia Pilosa Ledeb. Var. japonica (Mig) Nakai) แก้ปัสสาวะ อุจจาระเป็นเลือดได้

⇒ ตำรับยาสัตว์
1. แก้วัว ม้า ปัสสาวะเป็นเลือด ใช้รากสด 120 กรัม ผมคนล้างน้ำด่าง แล้วล้างให้หมดด่าง ตากแห้งเผาเป็นถ่าน 30 กรัม ใบหญ้าขุยไม้ไผ่สด (Lophatherum gracile Brugn) 120 กรัม ต้มนำให้กิน

2. แก้ไตอักเสบ บวมน้ำ ใช้รากสด เปลือกแตงโมสด สัตว์เลี้ยงขนาดใหญ่ ใช้อย่างละ 250-500 กรัม ต้มน้ำให้กิน

⇒ ผลทางเภสัชวิทยา
1. ฤทธิ์ห้ามเลือด ให้กระต่ายทดลองกินดอกแห้งครั้งละ 0.5 กรัม วันละครั้งติดต่อกัน 3 วัน ในวันที่ 5 หลังจากเริ่มให้กินยานี้ อาการเลือดออกลดลงอาการดีขึ้น และฤทธิ์ห้ามเลือดนี้มีผลไปได้หลายวัน นอกจากนั้นยังสามารถลดอาการเส้นเลือดแตกง่ายลงได้อีกด้วย

2. ฤทธิ์ขับปัสสาวะ ให้กระต่ายทดลองกิน น้ำต้มจากราก กลุ่มที่ให้กิน 5-10 วันเห็นผล ขับปัสสาวะได้ดี กลุ่มที่ให้กินติดต่อกัน 20 วัน ไม่เห็นผลเด่นชัดนัก แต่ในการทดลองมิได้ควบคุมการให้น้ำเข้า จึงนำมาเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มไม่ได้ ต้องทดลองใหม่อีก ในรากหญ้าคามีโปแตสเซียมมาก อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้มีฤทธิ์ขับปัสสาวะได้

3. ฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค น้ำต้มจากราก มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อบิด แบคทีเรีย แต่ฆ่าเชื้อบิดอะมีบ้าไม่ได้

4. ฤทธิ์แก้ไข้ ยังพิสูจน์ไม่เห็นผลที่มีนัยสำคัญ

⇒ การเป็นพิษ
ทดลองให้กระต่ายกินน้ำต้มจากรากขนาด 25 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม หลังจากนั้น 16 ชั่วโมง กระต่ายจะเคลื่อนไหวช้าลง การหายใจเร็วขึ้น แต่ก็จะกลับคืนสู่ปกติอีกไม่นานนัก ฉีดเข้าหลอดเลือดดำ ขนาด 10-15 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม การหายใจจะเร็วขึ้น ไม่ค่อยเคลื่อนไหว หลังจากนั้น 1 ชั่วโมง จะกลับคืนสู่ปกติ ถ้าฉีดขนาด 25 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม หลังจากฉีด 6 ชั่วโมง ก็ตาย

⇒ หมายเหตุ
ในฟิลิปปินส์ ใช้น้ำต้มจากรากสด แก้บิด หนองใน ผลใช้ห้ามเลือดบาดแผล ใช้กินเป็นยาสงบประ-สาท
ในจีน ใช้บำรุงกำลังหลังจากฟื้นไข้ ห้ามเลือด ลดไข้
ในกัมพูชา ใช้เป็นยารม แก้ริดสีดวงทวาร
ในอัฟริกา ใช้เป็นยาแก้ปวดบวมในเด็ก
ชาวซูลู ใช้แก้อาการสะอึก
น้ำร้อนชงสกัดน้ำตาลจากรากมาหมักเบียร์
นอกจากนี้ยังใช้รากทำเชือก แปรง สานตะกร้า เสื่อ ต้นแห้งใช้เป็นเชื้อเพลิง ใช้เผาเครื่องปั้นดินเผาในอูกันดา
ใช้มัดต้นแผ่เป็นแผ่นแบน ๆ ทุบให้แตก ตัดใบทิ้ง ใช้เป็นแปรงฉาบน้ำปูนตามกำแพงหรือผนังตึกได้
อาจทำน้ำตาลจากรากหญ้าคา โดยในฤดูหนาว ขุดดินใต้กอหญ้าคาให้เป็นโพรงชอนเข้าไปลึก ๆ ตัดรากหญ้าคายาว ๆ ออกบ้าง เอาแกลบใส่ให้เต็มโพรงนั้น หมั่นรดน้ำที่โคนต้นทุกวัน จนมีรากงอกยาวสีขาวงามดี เอาแกลบออก จับรากมัดรวมกัน เอามีดคม ๆ ปาดแบบปาดจั่นตาลโตนดหรือจั่นมะพร้าว ทิ้งไว้ 3 วัน ในวันที่ 3 ตอนเย็น เอาภาชนะไปรองรับที่มัดรากที่ปาดแล้วนั้น วันรุ่งขึ้นก็มาเก็บน้ำตาล แล้วปาดลึกเข้าไปอีก ได้ทุกวันจนหมดหรือพอได้น้อยก็พอ

ในไทย ตามสรรพคุณยาโบราณกล่าวว่า รากหญ้าคาต้มกิน เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ร้อนในกระหายน้ำ บำรุงไต แก้ดีซ่าน ตาเหลือง ตัวเหลือง อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร

ข้อมูลจาก
นิตยสารหมอชาวบ้าน  เล่มที่: 18
เดือน/ปี: ตุลาคม 2523
คอลัมน์: อื่น ๆ
นักเขียนหมอชาวบ้าน: ภก.ชัยโย ชัยชาญทิพยุทธ

รูปจาก
551254603115.blogspot.com
 
 
Copyright © 2011. ฟาร์มเกษตร - All Rights Reserved