Latest Post

จริงรึ? แผ่นดินไหวไม่ได้มีหน่วยเป็น -ริกเตอร์- คนไทยใช้ผิดมาตลอด


ริกเตอร์ (Richter) ไม่มีในข่าวฝรั่ง

คุณจะไม่พบคำว่า ริกเตอร์ (richter) ในข่าวเกี่ยวกับแผ่นดินไหวของฝรั่งไม่ว่า CNN BBC หรือญี่ปุ่น ก็ไม่มีทั้งนั้น
ในบทความเกี่ยวกับแผ่นดินไหวสำคัญ อย่างสึนามิสุมาตรา 26 ธันวาคม 2004 ที่มีผู้เสียชีวิตเป็นแสนๆหรือแผ่นดินไหว 11 มีนาคม 2011 ที่ญี่ปุ่น คุณก็หาคำว่าริกเตอร์ไม่เจอ

ถ้ามี มันจะอยู่คู่กับว่า scale เสมอ

ทำไมเป็นแบบนั้น

ก็เพราะแม้แต่คนที่ชื่อ ชาลส์ ฟรานซิส ริกเตอร์ (Charles Francis Richter) เจ้าของคำๆนี้ ยังแนะนำให้ใช้คำว่า แมกนิจูด เรียกขนาดแผ่นดินไหว ไม่เคยบอกให้ใครเอานามสกุลตัวเองไปใช้เรียกเลย

จะเล่าให้ฟัง

ชาลส์ ฟรานซิส ริกเตอร์ เป็นคนที่มีจิตใจฝักใฝ่ด้านดาราศาสตร์ ชอบการดูดาวเป็นชีวิตจิตใจ และอยากมีอาชีพทางด้านดาราศาสตร์  แต่โชคชะตาพลิกผัน จากฟ้าจากอวกาศมาสู่ดิน เมื่อโรเบอร์ต มิลลิแกน ผู้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา (ริกเตอร์เรียนระดับดุษฎีบัณฑิต สาขาฟิสิกส์ อยู่ในสถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนีย) ขอให้เขาเป็นผู้ช่วยนักวิจัยที่ห้องปฏิบัติการด้านแผ่นดินไหว ณ สถาบันที่เขาเรียนอยู่

เมื่อมาทำงานที่ห้องปฏิบัติการด้านแผ่นดินไหว  ริกเตอร์ได้พบกับทีมงานของ แฮรี วูด ผู้ปฏิบัติงานอยู่ก่อนแล้ว ทีมของวูดกำลังทำโครงการวิจัยด้านแผ่นดินไหวบริเวณแคลิฟอร์เนียใต้ โดยใช้เครื่องตรวจแผ่นดินไหวแบบบิดของวูด-แอนเดอร์สัน (สูตรของริกเตอร์ต่อๆมาก็อ้างอิงจากเครื่องมือตัวนี้)

การวัดขนาดแผ่นดินไหวในสมัยนั้น วัดเป็น “มิลิเมตร” ของปากกาที่ขีดไปบนกระดาษ ปากกานี้ต่อมาจากเครื่องวัดแผ่นดินไหว ถ้าแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ ปากกาก็ขีดเส้นสูงเรียกว่าแอมปริจูดสูง ถ้าเบาๆ เส้นก็จะเตี้ยๆ คือแอมปริจูดต่ำ

ตอนนั้น มีเครื่องวัดแบบงวูด-แอนเดอร์สันอยู่ 7 เครื่อง วางอยู่กระจายกันในแคลิฟอรเนี่ยร์ ริกเตอร์เสนอว่า ขนาดแผ่นดินไหวที่วัดได้แต่ละเครื่อง มันเป็นเส้นสูงไม่เท่ากัน เพราะห่างจากจุดแผ่นดินไหวไม่เท่ากัน อย่างนั้น ควรหาทางจัดการให้ทราบขนาดจริงๆ โดยหักลบระยะทางจากเครื่องวัด ( ริกเตอร์เอาผลวิจัยของ ดร.วาดาติ แห่งประเทศญี่ปุ่น ที่กล่าวถึงการเปรียบเทียบแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ โดยอาศัยค่าการเคลื่อนที่ของพื้นดินตามระยะทาง มาประยุกต์ใช้ ) แต่ก็มาติดที่บางครั้ง ขนาดของแผ่นดินไหวใหญ่เกินจะวาดในกระดาษ เนื่องจากมีค่าตั้งแต่ 1 ถึง พันล้าน

ปัญหาเรื่องนี้ ริกเตอร์นำไปปรึกษา ดร.กูเตนเบอร์ก และก็ได้คำแนะนำ ให้ใช้ค่าแบบล็อกการิธึม (Logarithms) ซึ่งจะสามารถทำฝันให้เป็นจริงได้ เพราะค่าตัวเลช 1 พันเมื่อเท็กล็อกก็จะได้แค่ 3 หนึ่งล้านก็แค่ 6 ร้อยล้าน ก็แค่ 8 กลายเป็นเลขหน่วยน้อยๆในการพูดและอ้างอิง

เป็นอันว่า ริกเตอร์สามารถสรุปวิธีการหาขนาดของแผ่นดินไหว วู้ดก็แนะนำต่อว่าควรมีชื่อเรียกขนาดของแผ่นดินไหวที่คิดขึ้นได้นี้ (แตกต่างจาก “ความรุนแรง” ของแผ่นดินไหว ขนาดคือขนาด อย่าสับสน) ริกเตอร์ก็เห็นด้วย

ด้วยความที่เป็นคนรักด้านดาราศาสตร์ ริกเตอร์เสนอให้ใช้คำว่า “แมกนิจูด” แบบเดียวกับความสว่างของดวงดาว มาเรียกขนาดของแผ่นดินไหว ที่คิดคำนวนขึ้นมาได้นี้ เป็นอันว่าในที่สุดก็เกิดการวัดขนาดแผ่นดินไหวก็เกิดขึ้นมา ในปี 1935 นั่นเอง

แต่ครับแต่ ผลงานแรกของริกเตอร์นี้ เป็นผลมาจากการตรวจแผ่นดินไหวเฉพาะในแคลิฟอร์เนียใต้ (ระยะไม่เกิน 600 กิโลเมตร) และได้จากการตรวจวัดของเครื่องตรวจแผ่นดินไหวแบบบิดของวูด-แอนเดอร์สัน ถ้าเอาไปวัดที่อื่น ค่าก็จะใช้ไม่ได้ หรือใช้เครื่องมืออื่น ก็ใช้ไม่ได้อีก จึงเรียกค่าขนาดแผ่นดินไหวของที่ริกเตอร์คิดค้นได้เป็นสูตรแรกนี้ว่า ขนาดแผ่นดินไหวแบบท้องถิ่น หรือ Local Magnitude หรือย่อว่า ML

ปีต่อมาคือ 1996 ริกเตอร์ได้พยายามหาวิธีวัดขนาดแผ่นดินไหวที่เอาไปใช้ได้ทั่วโลก และจากความร่วมมือของ ดร. กูเตนเบอร์ก ก็ได้พบวิธีการใหม่ สูตรใหม่ คือ ใช้ค่าแอมปลิจูดของคลื่นพื้นผิว (Surface Wave หรือ S-Wave) ที่มีช่วงคลื่นประมาณ 20 วินาที มาสร้างสูตร และก็ได้วิธีวัดขนาดแบบใหม่ที่ชื่อ Surface Wave Magnitude หรือย่อว่า MS ขึ้นมาอีก 1 สูตร

แต่หลังจากปีนั้น ริกเตอร์ก็ไม่ค่อยได้เข้าไปร่วมหาวิธีการวัดขนาดเพิ่มเติมกับดร. กูเตนเบอร์กอีก แต่ทางกูเตนเบอร์ก ไม่ได้หยุดแค่นั้น เขายังพยายามนำคลื่นแผ่นดินไหวแบบอื่นๆ เฟสอื่นๆ เช่น คลื่น P-Wave คลื่น pp มาพัฒนาหาทางวัดขนาดแผ่นดินไหวให้หลากหลายมากขึ้น

ปัจจุบัน มีมาตราการวัดขนาดแผ่นดินไหวมากมาย เช่น ML,MS,mb แต่ละมาตราก็มีข้อจำกัดต่างๆกัน เช่น บางมาตราไม่สามารถวัดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ๆได้  หลังๆมีการพัฒนามาตราวัดขนาด Mw ขึ้นมาหรือที่เรียกว่าขนาดแบบโมเมนต์ (Moment Magnitude) ซึ่งเป็นมาตราที่ใช้ช้วัดขนาดแผ่นดินไหวใหญ่ๆได้ดีโดยผิดเพี้ยนน้อยที่สุด

หลังจากเกิดแผ่นดินไหวทุกครั้ง เอเยนต์แต่ละเจ้า จะใช้มาตราที่ตัวเองคิดว่าเหมาะสมในการรายงานขนาด เช่น ใช้มาตราคลื่นผิว MS ใช้มาตราท้องถิ่น ML (หรือมาตราริกเตอร์) หรือ มาตราโมเมนต์ ซึ่งบางครั้งหลังแผ่นดินไหวอาจต้องใช้เวลาในการรอค่าและคำนวนซ้ำ เราจึงมักเห็นขนาดแผ่นดินไหวที่รายงานโดย USGS หรือ EMSC หรือ Geofon หรือเอเยนต์อื่นๆ ในชั่วโมงแรกๆของแผ่นดินไหวออกมาไม่เท่ากัน แต่จะค่อยๆปรับจนเท่ากันในที่สุด

เมื่อยังไม่แน่ใจว่าใช้แมกนิจูดไหน หรือมาตราไหนในการวัดขนาด การรายงานข่าวก็ไม่ต้องใส่ชื่อมาตราลงไป แค่บอกว่าเป็นแผ่นดินไหวขนาดเท่าไร หรือ แมกนิจูดเท่าไร ก็พอแล้ว

เช่น “เมื่อเวลา 09:38 เกิดแผ่นดินไหวแมกนิจูด 7.2 มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น” เป็นต้น หรืออาจใช้ตัวย่อว่า M เฉยๆ ถ้ายังไม่รู้ว่ามาตราไหนแน่ เช่น M7.2 ก็ได้ หรือจะใช้ภาษาไทยล้วนก็ไม่ผิด เช่น “เมื่อเวลา 09:38 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.2 มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น”

อย่าบังอาจไปโกหกใครว่า มันเป็นมาตราริกเตอร์ เป็นอันขาด จนคุณแน่ใจว่าเค้าใช้ ML แน่ๆแล้ว เพราะมันอาจเป็น MS ก็ได้ หรือ MK Md ได้หมด คุณจะรู้ว่าเป็นริกเตอร์หรือไม่ก็ต่อเมื่อทางเอเยนต์ ระบุมาแน่ๆว่าเป็น ML

ที่แย่กว่านั้น คนไทยจำนวนมาก ตัดคำว่า “ตามมาตรา” ออกไป อาจเพราะความสะดวกปาก คำว่าริกเตอร์สำหรับคนไทย เลยกลายเป็นเมตร เป็นกิโลกกรัม เป็นหน่วยแผ่นดินไหวไปซะงั้น เช่นที่ได้ยินจนชินหูว่า แผ่นดินไหว 7.2 ริกเตอร์

การย่อคำแบบนั้น มันผิดหลักการทุกหลักการ ….อย่างแรง

จาก mrvop.wordpress.com

http://www.farmkaset.org/html5/contents.aspx?con_id=02148
 

เพาะถั่วงอกคอนโดขาย พื้นที่จำกัดก็ทำเป็นอาชีพได้!!


หากถามว่า ผักอะไรเอ่ย? ที่ใช้เวลาในเวลาการเพาะปลูกน้อยที่สุด หลายๆคนคงตอบได้อย่างทันทีเลยว่า"ถั่วงอก" วันนี้เหมียววดีจะมาแนะนำอาชีพเสริมจากการเกษตรแบบง่ายๆที่สร้างรายได้ให้กับเราอย่างไม่น้อยเลยทีเดียว นั่นก็คือ "การเพาะถั่วงอกขาย" ถั่วงอกเกิดจากการเพาะเมล็ดถั่ว ซึ่งสามารถเพาะได้จากถั่วหลายชนิด แต่เมล็ดถั่วเขียวจะเป็นที่นิยมที่สุด ถั่วงอกถือว่าเป็นผักที่ให้คุณค่าทางอาหารสูงทั้งโปรตีนและเกลือแร่ เวลาที่ใช้ในการเพาะถั่วงอกนั้นก็แสนสั้นใช้เวลาเพียง 3-4 วัน และที่สำคัญถั่วงอกเป็นผักที่ยังมีความต้องการในตลาดสูง เพราะในการปรุงอาหารทั้งไทย จีน อาหารพื้นบ้าน อาหารเจและมังสวิรัต ก็ยังใช้ถั่วงอกเป็นส่วนประกอบหรือเป็นเครื่องเคียง การเพาะถั่วงอกเพื่อขายนั้น จึงถือว่าเป็นธุรกิจทำเงินที่น่าสนใจและยังคงมาแรงถึงยุคปัจจุบันเลยทีเดียว เหมียววดีจึงอยากแนะนำให้เพื่อนๆได้รู้ถึงวิธีทำเงินจากการเพาะถั่วงอกเพื่อขายไว้เป็นทางเลือกของอาชีพเสริมกันค่ะ

วิธีการเพาะถั่วงอกเพื่อขาย

การเพราะถั่วงอก มีหลากหลายวิธี เช่น เพาะในทราย เพาะในขวดน้ำ หรือเพาะในหม้อดิน และอีกหลายวิธี แต่วันนี้ เหมียววดี มีวิธีการเพาะถั่วงอกเพื่อขาย ที่เหมาะกับผู้ที่มีพื้นที่จำกัด แต่จะได้ปริมาณถั่วงอกที่มาก ด้วยวิธีการง่ายๆเหมาะผู้เริ่มต้นกับการเกษตรเชิงสร้างสรรค์ นั่นก็คือ "การเพาะถั่วงอกคอนโด" เราไปดูกันเลยค่ะว่ามีอุปกรณ์อะไรและมีวิธีการเพาะถั่วงอกคอนโดอย่างไร

อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการเพาะถั่วงอกคอนโด

1. ถังขนาด 30 ลิตร มีฝาปิดและทึบแสง นำมาเจาะรูที่ก้นถังให้ทั่วเพื่อระบายน้ำที่รดถั่วงอก

2. ผ้ากระสอบ ตัดเป็นวงกลมเท่ากับขนาดก้นถัง จำนวน 7 ผืน

3. ตะแกรงปิ้งปลา ให้นำมาดัดขาให้สูง 1 นิ้ว จะใช้วางที่ก้นถัง เพื่อให้ถั่วงอกคอนโดชั้นแรกหยั่งรากได้

4. ตะแกรงไนล่อน หรือตาข่ายพลาสติก ต้องมีรูเล็กกว่าเมล็ดถั่ว นำมาตัดเป็นวงกลมให้เท่ากับขนาดก้นถัง จำนวน 5 ใบ

5. เมล็ดถั่วเขียว ครึ่งกิโลกรัม นำมาคัดเมล็ดลีบเสียทิ้งไป แล้วแช่เมล็ดถั่วในน้ำอุ่น อัตราส่วน น้ำร้อน:น้ำเย็น 1:1 นาน 4 ชั่วโมง ถ้าแช่ในน้ำธรรมดา นาน 8 ชั่วโมง เมื่อครบชั่วโมงให้นำมาล้างน้ำสะอาดอีกครั้ง จากนั้นไปเริ่มวิธีการเพาะถั่วงอกคอนโดกันเลยค่ะ

ขั้นตอนการเพราะถั่วงอกคอนโด

ก่อนอื่นเราต้องลวกอุปกรณ์ทั้งหมดเพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรคก่อนนะคะ จากนั้นก็เริ่มขั้นตอนการเพาะถั่วงอกคอนโดได้เลยค่ะ

1. วางตะแกรงปิ้งปลาลงที่ก้นถัง แล้ววางทับด้วยผ้ากระสอบ 1 ผืน วางตะแกรงไนล่อน 1 ใบ ทับบนผ้ากระสอบ

2. วางเมล็ดถั่วส่วนลงบนตะแกรงไนล่อน เกลี่ยให้ทั่วตะแกรง เทคนิคคืออย่าวางเมล็ดถั่วซ้อนกัน ถั่วงอกจะได้งอกสมบูรณ์และอวบน่ารับประทาน

3. ทำเช่นเดียวกันจนครบทั้ง 5 ชั้น ปิดทับถั่วเขียวชั้นบนสุดด้วยผ้ากระสอบ 2 ผืน ใช้ฝักบัวรดน้ำให้ชุ่ม แล้วปิดฝาถัง

4. ใช้ฝักบัวรดน้ำทุก 4-6 ชั่วโมง แต่ละครั้งให้สังเกตน้ำที่ระบายออกมาจากรูก้นถัง หากยังมีอุณหภูมิสูง ให้รดน้ำต่อไปจนกระทั่งน้ำมีอุณหภูมิปกติ ทำเช่นนี้ 2 คืน 3 วัน

5. เมื่อครบ 3 วัน ให้เตรียมกะละมังใส่น้ำ ยกแผงของถั่วงอกออกมาจากถัง แล้วจะเห็นว่าต้นถั่วงอกจะอยู่ด้านบนของตะแกรงไนล่อนค่ะ ส่วนรากถั่วงอกจะทะลุผ่านผ้ากระสอบ ให้ใช้มีดปาดที่โคนต้นถั่วงอกด้านที่ติดกับตะแกรงไนล่อนลงสู่กะละมัง ล้างถั่วงอกที่ตัดรากแล้วให้สะอาด ถั่วงอกก็พร้อมที่จะนำไปบรรจุถุงเพื่อเตรียมจำหน่ายต่อไป เป็นอันเสร็จขึ้นตอนการเพาะถั่วงอกคอนโดแล้วค่ะ

ช่องทางการขาย

ช่องทางทำเงินจากการขายถั่วงอกคอนโดนั้น มีทั้งในตลาดขนาดเล็ก เช่น ตลาดในหมู่บ้าน ในชุมชน หรือถ้าทำเป็นธุรกิจหลัก ก็สามารถติดต่อกับตลาดค้าส่งผักได้อีกด้วย ถั่วงอกคอนโดยังสามารถทำกลยุทธ์ทางการตลาดได้ ด้วยการบรรจุหีบห่อที่สวยงาม แล้วพิมพ์ข้างถุงได้เลยค่ะว่าเป็นถั่วงอกคอนโดปลอดสารเคมี อุปกรณ์ที่เราใช้ในการเพาะถั่วงอกครั้งแรกทั้งหมดก็สามารถใช้ซ้ำและมีอายุยาวนาน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการใช้งานและการเก็บรักษา จึงถือว่าประหยัดต้นทุนมากค่ะ

สรุป

การเพาะถั่วงอกคอนโดนั้น ยังแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อผู้บริโภคด้วยค่ะ เพราะไม่ได้ใช้สารเคมีใดๆในการเพาะปลูกเลย สบายใจทั้งผู้ผลิตและผู้รับประทาน การลงทุนก็เป็นการลงทุนเพียงครั้งเดียว ซื้ออุปกรณ์ในช่วงเริ่มแรก จากนั้นก็สามารถใช้อุปกรณ์เดิมในการเพาะถั่วงอกได้ในครั้งต่อๆไป ทำให้ประหยัดต้นทุนได้มากเลยค่ะ หรือจะเพราะถั่วงอกเพื่อกินเองในครอบครัว ก็ยิ่งทำให้ประหยัดค่าใช้จ่าย มีเงินเหลือเก็บเหลือออมไว้ลงทุนด้านอื่นๆ ยังไงเพื่อนๆก็ลองพิจารณาการเพาะถั่วงอกคอนโดเพื่อขายเผื่อไว้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของอาชีพเสริมกันดูนะคะ

จาก careermakemoney.blogspot.com

http://www.farmkaset.org/html5/contents.aspx?con_id=02147
 

ตั้งครรภ์กินทุเรียน ได้รับโฟเลตสูง!


กลิ่นหอมของราชาผลไม้ไทยอย่างทุเรียน ใครที่ชอบทานมักจะทนไม่ไหว ด้วยความเย้ายวนของกลิ่นเฉพาะตัว แม้พยายามห้ามตัวเองแค่ไหนก็ทำได้ยาก คุณแม่ตั้งครรภ์หลายคนกลัวว่า ไม่สามารถรับประทานทุเรียนในช่วงนี้ได้ กลัวเป็นอันตรายต่อทารก และส่งผลเสียต่อร่างกายมากขึ้น

ทุเรียนเป็นผลไม้ไทยที่มีโฟเลตสูงมาก แต่ก็ไม่ได้มีแค่เพียงทุเรียนเท่านั้นที่มีโฟเลตสูง ซึ่งผลไม้ไทยที่มีโฟเลตสูงนอกจากทุเรียนแล้วก็ยังมีกล้วยไข่ ขนุน ลิ้นจี่ อีกด้วยค่ะ โฟเลตมีความสำคัญอย่างมากสำหรับคนทุกเพศทุกวัย และเหมาะกับสตรีตั้งครรภ์เนื่องจากช่วยลดโอกาสที่ทารกในครรภ์จะพิการ และป้องกันอัลไซเมอร์ได้

สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่รับประทานทุเรียนจะช่วยหยุดภาวะความพิการของทารก ช่วยให้เซลล์ตัวอ่อนเจริญเติบโตเป็นปกติ ลดภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ หรือกระดูกสันหลังไม่ปิดได้ ขณะที่ทารกก็ต้องการเพื่อพัฒนาเซลล์สมอง นอกจากนี้ โฟเลตยังช่วยหลั่งสารซีโรโทนินที่ช่วยควบคุมการนอน ความหิว ความอยาก และอาการซึมเศร้า ได้ด้วยค่ะ

โฟเลตเป็นสารอาหารที่สูญเสียได้เมื่อผ่านความร้อน การรับประทานอาหารที่สดทำให้ร่างกายได้รับโฟเลตอย่างเต็มที่ ซึ่งการรับประทานผลไม้อย่างทุเรียนที่มีโฟเลตสูงก็จะทำให้คุณแม่ได้รับโฟเลตเต็มที่ สำหรับคุณแม่ที่ไม่ปลื้มกับกลิ่นของทุเรียนหรือไม่เคยกิน ก็เลือกรับประทานกล้วยไข่ ลิ้นจี หรือขนุนทดแทนกันได้ค่ะ

แม้ทุเรียนจะมีโฟเลตสูง คุณแม่ตั้งครรภ์สามารถรับประทานได้ แต่ควรกำหนดปริมาณให้พอเหมาะ เพราะทุเรียนมีปริมาณของแป้งและน้ำตาลที่สูง ควรเลือกรับประทานทุเรียนพันธุ์หมอนทอง วันละไม่เกิน 1 พูเท่านั้นนะคะ ถ้าทานมากกว่านี้แทนที่จะได้รับประโยชน์แต่กลับเกิดโทษต่อร่างกายเป็นแน่ เพราะในทุเรียนนอกจากจะมีโฟเลตแล้วยังมีโพสแทสเซี่ยมและน้ำตาลสูง คุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีโรคประจำตัวหรือภาวะเสี่ยงต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หญิงตั้งครรภ์ที่มีน้ำหนักมาก ควรหลีกเลี่ยงดีกว่าค่ะ..

จาก maerakluke.com

http://www.farmkaset.org/html5/contents.aspx?con_id=02146
 

ถักสานตะกร้า อาชีพเสริมสร้างรายได้


หนองกระทุ่มหนุนถักสานตะกร้า พัฒนาเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้

                             หลังจากเทศบาลตำบลหนองกระทุ่ม อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี ได้มอบให้หน่วยงานพัฒนาชุมชน จัดทำโครงการพัฒนาสตรีโดยการฝึกอบรมตะกร้าถักสานเชือกฟาง กลุ่มพัฒนาสตรี บ้านหนองนา หมู่ 6 โดยมีวัตถุประสงค์โครงการเพื่อส่งเสริมอาชีพให้กลุ่มแม่บ้าน ทำให้เกิดรายได้เสริมเพื่อช่วยเหลือครอบครัวและยังใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ เกิดความสามัคคีในกลุ่มแม่บ้านและส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและอนุรักษ์การถักสานด้วยมือ ซึ่งโครงการนี้ทำให้กลุ่มแม่บ้าน นักเรียนและเยาวชน ผู้เข้าร่วมมีรายได้จากการทำตะกร้าถักสานเชือกมัดฟาง เพื่อนำไปจำหน่ายในท้องตลาด ผู้เข้าร่วมทุกคนเกิดทักษะความชำนาญการทำตะกร้าถักสานเชือกฟางและสามารถถ่ายทอดให้คนอื่นได้

                             "ธง กาฬภักดี" นายกเทศมนตรีตำบลหนองกระทุ่ม เล่าว่า ปัจจุบันราคาผลผลิตทางด้านการเกษตรตกต่ำ ทำให้เกษตรกรซึ่งมีรายได้น้อยแต่ต้องรับภาระรายจ่ายสูงไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน จึงเป็นสาเหตุให้กลุ่มสตรีแม่บ้านบ้านหนองนา หมู่ 6 ตำบลหนองกระทุ่มและหมู่บ้านใกล้เคียง ได้รวมกลุ่มกันถักสานเชือกฟางขึ้น ซึ่งการถักทอเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ได้รับการถ่ายทอดจากผู้เฒ่าผู้แก่ของหมู่บ้าน แต่เดิมเริ่มจากการถักทอแหและอวนเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการจับปลามาปรุงเป็นอาหารดำรงชีวิตประจำวัน

                             ต่อมามีการพัฒนาถักทอแห อวนและเปลนอน ไปจำหน่ายตามที่พ่อค้ารับซื้อจะสั่งให้ทำ แต่ต้องใช้ระยะเวลานาน มีต้นทุนในการผลิต ทำให้บางรายเลิกทำไป ซึ่งลงทุนไปซื้อเส้นด้ายขาวนำมาถักแหและอวน ต้องใช้ความอดทน ความมานะพยายามอย่างยิ่ง แต่ยังถูกเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลางที่เดินทางมารับซื้อโดยการกดราคา แต่ยังอดทนทำงานส่งเพื่อเป็นอาชีพเสริมให้ครอบครัวในยามที่ข้าวยากหมากแพงและราคาสินค้าด้านการเกษตรตกต่ำ

                             แม่บ้านได้รวมกลุ่มกันขึ้นเพื่อต่อรองราคากับพ่อค้าคนกลางและเริ่มทำตะกร้าที่ถักสานเชือกฟางขึ้น โดยการไปศึกษาเรียนรู้จากหมู่บ้านอื่นๆ แล้วนำมาประยุกต์ลวดลายและสีสันให้ตรงกับความต้องการของตลาด เพื่อนำไปจำหน่ายให้ชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียง ประกอบกับฝีมือในการทำก็ประณีตและละเอียดขึ้น มีลวดลายสวยงาม ซึ่งเกิดจากความคิดและภูมิปัญญาจากการเคยถักแหและอวนอยู่แล้ว จึงทำให้ผลิตภัณฑ์จากตะกร้าที่ถักสานด้วยเชือกฟางมีมูลค่าเพิ่มขึ้น และทำให้กลุ่มสตรีมีรายได้เสริม ช่วยลดภาระรายจ่ายในครอบครัว อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมอาชีพในกลุ่ม ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์และทำให้ห่างไกลจากอบายมุขทั้งปวง

                             นายกเทศมนตรีตำบลหนองกระทุ่ม เล่าต่อว่า โครงการพัฒนาสตรีฝึกอบรมตะกร้าถักสานเชือกฟาง ของกลุ่มพัฒนาสตรีบ้านหนองนา ได้ประสานการจัดฝึกอบรมการทำผลิตภัณฑ์จากวิทยากรของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี (กศน.) แล้วนำกลุ่มแม่บ้านเข้าฝึกอบรมการทำตะกร้าถักสานด้วยเชือกฟาง เพื่อให้เกิดทักษะความชำนาญยิ่งขึ้นและเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น เพื่อเป็นการเผยแพร่และส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมทั้งถ่ายทอดให้อนุชนรุ่นหลังได้เรียนรู้และเป็นที่แพร่หลายต่อไปด้วย

                             ทั้งนี้ ยังเป็นการส่งเสริมอาชีพให้กลุ่มแม่บ้านเพื่อทำให้เกิดรายได้เสริมช่วยเหลือครอบครัว ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และเกิดความสามัคคีในกลุ่มแม่บ้าน และยังเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นและอนุรักษ์ประเพณีการถักสานด้วยมือ โดยเป้าหมายคือ กลุ่มสตรีแม่บ้านและเยาวชนเข้าร่วมกลุ่มเพื่อจัดฝึกอบรมให้แม่บ้านและเยาวชนที่สนใจได้ฝึกฝนเรียนรู้ทักษะการถักสานเชือกฟาง ซึ่งสมาชิกในกลุ่มสามารถนำสินค้าไปจำหน่ายทำให้เกิดรายได้เสริมในครอบครัว ซึ่งจะสามารถถ่ายทอดการทำให้คนอื่นได้และยังช่วยส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นในการถักสานตะกร้าด้วยมืออีกด้วย

จาก komchadluek.net

http://www.farmkaset.org/html5/contents.aspx?con_id=02145
 

อดีตพนักงานรัฐฯ ซื้อที่ในเมือง 70 ตรว. 3 ล้าน ปลูกมะะนาวด้วยเทคนิคระยะชิด ทำกำไรเยอะเลย


อดีตพนักงานรัฐวิสาหกิจซื้อที่ดินในเมือง ขนาด 70 ตารางวา ราคา 3 ล้านบาท ลงทุนปลูกมะนาวพันธุ์ดี ใช้เทคนิคปลูกระยะชิดได้ถึง 80 ต้น และบังคับให้ออกผลเพียงปีละครั้งช่วงราคาแพงสุดในเดือนเมษายน และตอนกิ่งขายตลอดปี สร้างรายได้รวมหลายแสนบาท

พื้นที่เล็กๆ ขนาด 70 ตารางวา กลางหมู่บ้านจัดสรรในเขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ เป็นสวนมะนาวพันธุ์แป้นใหญ่ดกพิเศษและพันธุ์เทพประทานไร้เมล็ด ซึ่งให้ผลผลิตเป็นปีที่ 2 เฉลี่ยต้นละ 200 ลูก อดีตพนักงานรัฐวิสาหกิจรายนี้ได้วางแผนการปลูกมะนาวนอกฤดู บังคับให้ออกผลและเก็บเกี่ยวได้ปีละครั้ง ในช่วงที่ราคาดีที่สุด ระหว่างวันที่ 1-15 เมษายนเท่านั้น ซึ่งปีนี้ราคามะนาวจากสวนสูงสุดถึงผลละ 10 บาท

ที่ดินผืนนี้ซื้อมาในราคา 3 ล้านบาท เพราะเห็นว่าที่ดินในเมืองจะมีราคาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างนี้จึงเลือกปลูกมะนาวพันธุ์ดีแบบปลอดสาร โดยใช้เทคนิคการปลูกระยะชิดในวงบ่อซีเมนต์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เมตร ระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 2 เมตรครึ่ง จึงปลูกมะนาวได้ถึง 80 ต้นในพื้นที่จำกัด สร้างรายได้จากการขายผลเป็นเงินก้อนใหญ่

หลังเก็บผลผลิตแล้ว ต้องแต่งทรงพุ่มมะนาวด้วยวิธีตอนกิ่ง เพื่อให้ต้นมีขนาดคงที่ ไม่แผ่กิ่งก้านชนกัน ซึ่งทำได้ตลอดทั้งปี เป็นรายได้มากกว่าการขายผล โดยปีที่แล้วมียอดขาย 2,000 กิ่ง และปีนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 3,000 กิ่ง ซึ่งก็ยังไม่พอขาย


ผลมะนาวจากสวนนี้ปลอดสารเคมีร้อยเปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมดินปลูก ไปจนถึงเก็บเกี่ยว โดยใช้ปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพสูตรต่างๆ ที่กรมพัฒนาที่ดินแนะนำไว้ ต้นทุนจึงไม่สูง และยังเพิ่มผลผลิตแบบใหม่ในรูปของกิ่งพันธุ์มะนาวปลูกในเข่ง ที่ต้นใหญ่สมบูรณ์พร้อมลูกดกชุดแรก ต้นละ 1,500-3,000 บาท รองรับผู้บริโภคที่ต้องการต้นมะนาวที่ออกผลแล้วและให้ผลผลิตต่อเนื่องอีกหลายปี.-สำนักข่าวไทย

จาก tnamcot.com

http://www.farmkaset.org/html5/contents.aspx?con_id=02144
 

ดื่มชามากและนานเกินไป เสี่ยงโรคไต-นิ่ว แพทย์มหิดลเตือน


           เตือนดื่มชามากเกินพึงระวัง โดยเฉพาะชาดำแบบกระป๋อง แพทย์มหิดลชี้ เสี่ยงโรคไต-นิ่ว ส่วนใหญ่กว่าจะรู้ตัวไตเสื่อมไปแล้ว 70%

           เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2558 นายแพทย์สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ อาจารย์ประจำหน่วยโรคไต ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยข้อมูลเรื่องการดื่มชา ระบุว่า การดื่มชามีประโยชน์ก็จริงแต่หากดื่มในปริมาณมากเกินไปและดื่มติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้ไตเสื่อม หรือเป็นนิ่วได้ โดยเฉพาะชาดำแบบกระป๋อง เนื่องจากในชานั้นจะมีสารที่ชื่อว่า "ออกซาเลต" ซึ่งจะทำปฏิกิริยาตรวจจับแคลเซียมในปัสสาวะให้กลายเป็นผลึกเล็ก ๆ ทำให้เกิดการอุดตันบริเวณท่อไตจนไม่สามารถขับของเสียได้ตามปกติ

           อย่างไรก็ตาม ในส่วนของชาเขียวนั้นพบว่าจะมีสารออกซาเลตน้อยกว่า และในงานวิจัยบางชิ้นยังระบุด้วยว่า ชาเขียวช่วยป้องกันการเกิดนิ่วได้ แต่ทั้งนี้ก็ไม่ควรดื่มชาที่เติมน้ำตาล

           นายแพทย์สุรศักดิ์ บอกด้วยว่า ผู้ป่วยไตเสื่อมมักรู้ตัวช้า กว่าจะมาพบหมอก็อยู่ในระยะแสดงอาการ สูญเสียการทำงานของไตไปกว่า 70 เปอร์เซ็นต์แล้ว ดังนั้นจึงหมั่นตรวจสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดัน มีพฤติกรรมกินเค็มมาก ดื่มชามาก

จาก มติชนออนไลน์

http://www.farmkaset.org/html5/contents.aspx?con_id=02143
 

ต้นอ่อนทานตะวัน (ทานตะวันงอก) ทานอร่อย มีประโยชน์มาก


  ต้นอ่อนทานตะวัน ประโยชน์ที่น่าอัศจรรย์จากต้นอ่อนดอกไม้ที่แสนสดใสอย่างดอกทานต­ะวัน ลองไปดูกันสิว่า ต้นอ่อนทานตะวัน สรรพคุณของพืชชนิดนี้จะดีกับร่างกายของเราอย่างไรกันบ้าง

          ต้นอ่อนทานตะวัน พืชตัวน้อยที่กำลังอยู่ในกระแสฮอตฮิตของคนรักสุขภาพ ด้วยเพราะเจ้าพืชชนิดนี้มีสารอาหารสูง และดีต่อสุขภาพ แต่หลายคนก็ยังคงสงสัยว่าพืชต้นเล็กที่เพิ่งเกิดจากเมล็ดทา­นตะวันนี้มีประโยชน์อย่างไร ถ้าอยากรู้กันละก็ ได้เวลาไปทำความรู้จักกับเจ้าต้นอ่อนพืชชนิดนี้กันให้มากขึ้น จะได้ไม่พลาดของดี ๆ กัน ไป บอกเลยว่าถ้าไม่อ่าน มาเสียดายทีหลังไม่รู้ด้วยนะ


ต้นอ่อนทานตะวัน คืออะไร

          ต้นอ่อนทานตะวันก็คือต้นอ่อนของดอกทานตะวันที่มีอายุเพียง 7 - 11 วัน ซึ่งว่ากันว่าในต้นอ่อนทานตะวันนี้เต็มไปด้วยสารอาหารที่ดีต่อส­­­ุขภาพ เช่น ไฟเบอร์ โปรตีน ธาตุเหล็ก แคลเซียม สังกะสี และโพแทสเซียม หรือแม้แต่ไขมันชนิดที่ดีต่อร่างกายอีกด้วย

          ต้นอ่อนทานตะวันถือว่าเป็นพืชที่อุดมไปด้วยสารอาหารและคุณประ­โยชน์มากเลยล่ะค่ะ ในปริมาณ 1/4 ถ้วย ต้นอ่อนทานตะวันมีปริมาณไขมันสูงถึง 16 กรัม ไขมันอิ่มตัว 2 กรัม ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน 8 กรัม ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว 6 กรัม คาร์โบไฮเดรต 6 กรัม ไฟเบอร์ 2 กรัม และโปรตีน 6 กรัม ซึ่งไขมันที่อยู่ในต้นอ่อนทานตะวันนี้ล้วนแต่เป็นไขมันชนิดที่ด­­­ีและมีประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้อีกด้วย

          ไม่เพียงเท่านั้น ต้นอ่อนทานตะวันยังมีแคลเซียมและธาตุเหล็กสูงด้วยเช่นกัน โดยต้นอ่อนทานตะวัน 1/4ถ้วย ก็มีประมาณธาตุเหล็กถึง 8% ของปริมาณธาตุเหล็กที่ควรได้รับต่อวัน และมีแคลเซียมถึง 2% ของปริมาณที่ควรได้รับต่อวันอีกด้วย ถือว่าเป็นพืชคุณค่าทางอาหารสูงไม่ใช่เล่นเลยค่ะ

ต้นอ่อนทานตะวัน ประโยชน์ที่น่าลอง

          เจ้าต้นอ่อนทานตะวันนี้ จัดเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมาก เพราะมีสารชนิดหนึ่งที่มีชื่อเรียกว่า GABA (gamma aminobotyric acid) ซึ่งเจ้าสารชนิดนี้มีคุณสมบัติในการช่วยป้องกันโรคมากมายหลายชน­­­ิด อาทิเช่น โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน ช่วยในการควบคุมน้ำหนัก บำรุงเซลล์สมอง ป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์ ช่วยบำรุงผิวพรรณ สายตา ชะลอความแก่ชรา

          นอกจากนี้ก็ยังอุดมไปด้วยวิตามินบี 1 บี 6 วิตามินอี วิตามินซี และเซเลเนียม กรดไขมันโอเมก้า 3, 6, 9 มีโฟเลทสูง เหมาะสำหรับหญิงตั้งครรภ์ และขจัดเชื้อโรคต่าง ๆ ในปอด โดยในศาสตร์ของแพทย์แผนอายุรเวทโบราณนั้น ต้นอ่อนทานตะวันสามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใ­จได้อีกด้วย


วิธีเพาะต้นอ่อนทานตะวัน

          ต้นอ่อนทานตะวันเป็นพืชที่เราสามารถเพาะไว้รับประทานเองได้ที่บ­­­้าน แบบไม่ต้องเสียเวลาไปหาซื้อ แค่มีภาชนะ และเมล็ดดอกทานตะวันก็สามารถเพาะพันธุ์ได้แล้ว แถมวิธีการปลูกก็ยังง่ายสุด ๆ ใครที่สนใจอยากลองปลูกต้นอ่อนทานตะวันละก็ ลองศึกษาดูในเน็ต แต่จริงๆแล้วก็ปลูกวิธีเดียวกับถั่วงอกก็ได้ ง่ายจัง


ต้นอ่อนทานตะวัน เมนูอาหารสุดอร่อยกับพืชตัวน้อย

          ต้นอ่อนทานตะวัน สามารถนำมาทำอาหารได้หลากหลายชนิด แถมยังให้ประโยชน์ต่อสุขภาพได้อีกเพียบเลยล่ะค่ะ และขอบอกเลยว่าเจ้าต้นอ่อนทานตะวันนี้สามารถนำไปทำอาหารแทนถั่ว­­­งอกได้ด้วยล่ะ

ต้นอ่อนทานตะวัน รับประทานมากไปมีผลเสียหรือเปล่านะ ?

          ต้นอ่อนทานตะวันเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพก็จริงแล้วว่าก็ควรระมั­­­ดระวังในเรื่องของปริมาณการรับประทานด้วยนะคะ การรับประทานต้นอ่อนทานตะวันมากจนเกินไปก็อาจจะทำให้อ้วนได้ เพราะปริมาณแคลอรีในต้นอ่อนทานตะวันไม่ใช่น้อย ๆ เลยเชียวล่ะค่ะ โดยต้นอ่อนทานตะวัน เพียง 1/4 ถ้วยก็มีปริมาณแคลอรีสูงถึง 190 มิลลิกรัมเลย ถ้ารักสุขภาพและไม่อยากอ้วนก็ควรรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะจะ­­­ดีกว่านะคะ

          เห็นประโยชน์ของเจ้าต้นอ่อนทานตะวันกันไปแล้ว หลายคนก็คงจะยิ่งอยากหามาปลูกไว้รับประทานกันเลยใช่ไหมล่ะ เป็นอาหารที่หาได้ไม่ยาก ราคาก็ยังถูกแถมยังมีประโยชน์เพียบแบบนี้ ได้ลองลิ้มชิมสักครั้งจะต้องติดใจแน่นอน แต่ก็อย่าลืมนะว่าอาหารไม่ได้ช่วยให้เรามีสุขภาพแข็งแรงเพียงอย­­­่างเดียว ต้องออกกำลังกาย และดูแลสุขภาพของเราอย่างสม่ำเสมอด้วยนะจะบอกให้

จาก kapook.com

http://www.farmkaset.org/html5/contents.aspx?con_id=02142
 

ถั่วเวลเวท พืชเศรษฐกิจตัวใหม่ สมุนไพรเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ


ถ้าพูดถึงถั่วเวลเวท (Velvet bean) คนทั่วโลกรู้จักแต่คนไทยหลายคนอาจจะไม่รู้จักแต่ถ้าบอกว่า “หมามุ่ย” จะรู้จักเป็นอย่างดี เพราะ ในสมัยเด็กหลายคนคงมีโอกาสได้ใช้ฝักของหมามุ่ย

ถ้าพูดถึงถั่วเวลเวท (Velvet bean) คนทั่วโลกรู้จักแต่คนไทยหลายคนอาจจะไม่รู้จักแต่ถ้าบอกว่า “หมามุ่ย” จะรู้จักเป็นอย่างดี เพราะ ในสมัยเด็กหลายคนคงมีโอกาสได้ใช้ฝักของหมามุ่ยในการแกล้งเพื่อนบ้าง ถ้าเป็นผู้ใหญ่ก็คงไม่มีใครอยากเข้าใกล้ เพราะหากสัมผัสฝักของหมามุ่ยทำให้เกิดอาการแพ้ระคายเคือง เกิดอาการคัน หรือถึงขั้นปวดแสบปวดร้อน มีอาการบวมแดง  ในทั่วโลกมีหมามุ่ยมากกว่า 100 สายพันธุ์ ในไทยมีเพียงประมาณ 13 พันธุ์  หมามุ่ยที่พบในประเทศไทยมีลักษณะใบรูปร่างคล้ายรูปไข่หรือรูปไข่ปนขนมเปียกปูน หมามุ่ยจัดเป็นพืชตระกูลถั่ว ลักษณะทั่วไปของหมามุ่ย เป็นไม้เลื้อยล้มลุก เป็นพืชเถาซึ่งมีขนที่ฝัก ที่มีทั้งชนิดที่คันและไม่คัน แต่ในไทยเป็นสายพันธุ์ส่วนใหญ่มีขนพิษที่ฝัก ลำต้นเล็กเหนียวคล้ายเชือก ดอกออกเป็นช่อห้อยลง สีม่วงแก่ถึงม่วงออกดำ  โคนใบอาจมีทั้งมน กลม หรือหน้าตัดก็ได้ ตัวใบบางและมีขนทั้งสองด้าน ดอกสีม่วงดำ ออกเป็นช่อตามง่ามใบ มีเมล็ด 4-7 เมล็ด ฝักจะมีขนอ่อนคลุม ฝักแก่กลายเป็นพืชที่มีพิษ ซึ่งมีขนคันและไม่คันจากฝัก เมื่อขนพิษสัมผัสกับผิวหนังทำให้เกิดอาการคัน เนื่องจากขนประกอบด้วยเอนไซม์มูคูแนน (mucunain enzyme) ที่สามารถย่อยโปรตีนได้ เซโรโทนิน (serotonin) และมีสารคล้ายฮิสตามีน (histamine) ทำให้เกิดพิษ เมื่อสัมผัสขนของฝักหมามุ่ยจึงก่อให้เกิดอาการระคายเคืองมาก คัน ปวดแสบปวดร้อน บวมแดง

การวิจัยหมามุ่ยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้เริ่มต้นในปี 2554 โดยหมามุ่ย ม.เกษตรศาสตร์ กำแพงแสน ที่ทำการวิจัยเป็นสายพันธุ์จากต่างประเทศ เป็นสายพันธุ์อินเดียและจีนที่มีลักษณะพิเศษตรงที่ขนของฝักไม่ก่อให้เกิดอาการคัน เป็นสายพันธุ์ที่ทั่วโลกให้การยอมรับถึงความปลอดภัยและบริโภคกันทั่วโลก LD 50 มากกว่า 2000 mg/kg (LD 50 คือ ปริมาณสารที่เราให้กับสัตว์ทดลอง แล้วสัตว์ทดลองตายไปครึ่งหนึ่ง หรือ  50%) ส่วนลักษณะเมล็ดสองสีคือ สีขาวและสีดำ สรรพคุณเด่นของหมามุ่ยที่คนทั่วไปรู้จักคือ เสริมสร้างสมรรถภาพทางเพศและบำรุงร่างกาย

สรรพคุณหมามุ่ยทางแพทย์ปัจจุบัน ในเมล็ดหมามุ่ยประกอบด้วยสารแอลโดปา (L-Dopa, Levodopa) เป็นสารเคมีที่พบได้ทั้งใน มนุษย์ สัตว์ และพืช ในมนุษย์และสัตว์สามารถสังเคราะห์ได้ในร่างกายจากกรดอะมิโนแอลไทโรซีน (L-tyrosine) ซึ่งสารแอลโดปามีในเมล็ดหมามุ่ยปริมาณ 3.0-6.0 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็น aromatic non-protein amino acid และเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์สารสื่อประสาทโดพามีน (dopamine), นอร์เอพิเนฟริน (norepinephrine) และ เอพิเนฟริน epinephrine (adrenaline) ซึ่งเป็นสารเคมีที่เป็นทั้งฮอร์โมนและสารสื่อประสาทในกลุ่มแคททีโคลามีน (Catecholamines) ที่มีอิทธิพลต่อระบบการสืบพันธุ์ มีผลทำให้สมรรถภาพทางเพศเพิ่มขึ้น เป็นสารเคมีที่ผลิตขึ้นในร่างกาย ในสมอง โดพามีนทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาท (neurotransmitter) คอยกระตุ้นโดพามีน รีเซพเตอร์ (dopamine receptor) โดพามีนทำหน้าที่เป็นฮอร์โมนประสาท (neurohormone) ที่หลั่งมาจากไฮโปทาลามัส  (hypothalamus) หน้าที่หลักของฮอร์โมนตัวนี้คือยับยั้งการหลั่งโปรแลคติน (prolactin) จากต่อมใต้สมองส่วนหน้า (anterior pituitary)

นอกจากนี้ จากการวิเคราะห์เมล็ดหมามุ่ยพบกรดอะมิโนที่จำเป็น และแร่ธาตุ รวมถึงคุณค่าทางโภชนะ พบเมล็ดหมามุ่ยประกอบด้วยกรดอะมิโนถึง 18 ชนิด และพบแร่ธาตุ 8 ชนิด ได้แก่ แคลเซียม ทองแดง เหล็ก แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม โซเดียม และสังกะสี และผลจากการวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนะ พบว่าเมล็ดหมามุ่ยมีโปรตีนร้อยละ 29.14 ไขมัน ร้อยละ 5.05 และไฟเบอร์ร้อยละ 8.68

ปัจจุบันแอลโดปาถูกสกัดเป็นยาเม็ดไปทำยาเพื่อรักษา โรคพาร์กินสัน คนไทยเรียก สั่นสันนิบาต หรือ สันนิบาตลูกนก เป็นโรคทางระบบประสาทที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุเป็นส่วนใหญ่ เป็นโรคที่ถูกค้นพบครั้งแรกโดยนายแพทย์เจมส์ พาร์กินสัน ชาวอังกฤษในปี พ.ศ. 2360 โดยเป็นผู้รายงานโรคพาร์กินสันเป็นคนแรก อธิบายว่าถ้าหากร่างกายมีสารโดพามีนน้อยเกินไป จะทำให้เกิดเป็นโรคพาร์กินสันเนื่องจาก

การเสียสมดุลของสารโดพามีนในสมอง เซลล์สมองส่วนที่สร้างโดพามีนตายไปมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ โดพามีนเป็นสารเคมีในสมอง ทำหน้าที่ควบคุมระบบการเคลื่อนไหวของร่างกาย เมื่อสมองขาดโดพามีน จึงเกิดอาการเคลื่อนไหวผิดปกติขึ้น แอลโดปาเป็นสารตั้งต้นสำหรับการสังเคราะห์โดพามีน (dopamine ไม่สามารถผ่านเข้าสมองได้)

คุณประโยชน์ สารแอลโดปาที่พบในเมล็ดของหมามุ่ยที่มีรายงานจากการวิจัยในต่างประเทศ ช่วยให้การนอนหลับดีขึ้น  กระตุ้นการสลายไขมันส่วนเกินที่ร่างกายไม่ต้องการ ช่วยในการลดริ้วรอยการเหี่ยวย่นลดลง ช่วยร่างกายให้กระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อมากขึ้น ช่วยให้อารมณ์ดี คลายเครียด  ร่างกายมีพละกำลังมากขึ้นกว่าเดิม ควบ คุมคอเลสเตอรอลและควบคุมระบบการทำงานของระบบหัวใจ, ปอด,ตับและไตให้เป็นปกติ ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย เพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูกลดปัญหาโรคกระดูกพรุน

 ปริมาณที่แนะนำให้กิน ผู้เป็นโรคพาร์กินสันกินไม่เกินวันละ 5 กรัม ต่อวัน ติดต่อ 15 วัน ควรรับประทานภายใต้การดูแลของแพทย์ ผู้ที่ต้องการกินบำรุงร่างกายสำหรับคนทั่วไปที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องการมีบุตรแนะนำให้กินวันละ 3 เมล็ดต่อวัน ทำให้ร่างกายสดชื่นแต่ถ้าร่างกายมีปัญหาให้กินไม่เกินวันละ 5 กรัม

ข้อควรระวัง เด็ก สตรี คนมีครรภ์ หญิงให้นมบุตร ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงและผู้ป่วยอาการทางจิตและระบบประสาทไม่ควรรับประทาน ผู้ที่มีภาวะฮอร์โมนเพศชายและเพศหญิงสูงควรงดรับประทาน  ในการทานเมล็ดหมามุ่ยไม่ควรกินเมล็ดหมามุ่ยแบบดิบ หรือการกินเมล็ดที่ไม่ได้คั่ว ไม่ได้นึ่ง หรือไม่สุก อาจทำให้เกิดพิษได้  การกินเมล็ดหมามุ่ยมากเกินไป ทำให้เกิดอาการประสาทหลอนเนื่องจากหมามุ่ยมีสารแอลโดปาที่จะทำให้สารสื่อประสาทเกิดความไม่สมดุลได้ คลื่นไส้ อาเจียน

การทานเม็ดหมามุ่ยการกินเป็นผงบด และกินผสมกับกาแฟ หรือชา เพื่อเพิ่มความน่ารับประทาน ชงกินกับน้ำร้อนก็จะออกรสมัน    เคี้ยวเมล็ดที่คั่วแล้วหรือสุก กินเมล็ดหมามุ่ยคั่วกับข้าวเหนียว

ผู้สนใจสมุนไพรทั้งหมดนี้ ขอเชิญติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ สถานที่ผลิตยาสมุนไพร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน โทร. 0-3435-5184 หรือ 0-3435-1398  อีเมล swktct@ku.ac.th

จาก dailynews.co.th

http://www.farmkaset.org/html5/contents.aspx?con_id=02141
 

Pop Rice นวัตกรรมเพิ่มมูลค่าข้าวไทย สู่ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ


ดร.ศศธร สิงขรอาจดร.ศศธร สิงขรอาจ    ทุกคนคงรู้จัก"ป๊อปคอร์น" ขนมขบเคี้ยวยอดนิยมที่ทำจากเมล็ดข้าวโพด ด้วยรสชาติหอมหวานมันเค็มจนเป็นที่ชื่นชอบทั้งเด็กและผู้ใหญ่ กินเพลินเกินก็เจ็บคอเป็นไข้กันได้ เป็นภัยกับร่างกายมากกว่า แต่ล่าสุดได้มีการนำเอาเมล็ดข้าวหอมของไทยมาต่อยอดผลิตเป็น "ป๊อปไรซ์" (Pop Rice) ได้เป็นผลสำเร็จรายแรกของโลกและพร้อมที่จะวางจำหน่ายในท้องตลาด โดยบริษัท ณัฐกฤษกาญจน์ อะกริเทค จำกัด น้องใหม่ในวงการสแน็กที่ได้ร่วมงานวิจัยนำมาต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ออกขายเจาะกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียมและได้ผลตอบรับอย่างดี ถือเป็นนวัตกรรม new product ที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน

    ดร.ศศธร สิงขรอาจ ผู้จัดการโรงงาน บริษัท ณัฐกฤษกาญจน์ อะกริเทค จำกัด เล่าว่า บริษัท จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2549 เพื่อต้องการนำงานวิจัยออกมาสู่เชิงพาณิชย์หรือจากหิ้งสู่ห้าง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์จากข้าวและธัญพืช เนื่องจากมองว่าข้าวมีคุณค่าและสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับข้าวไทยได้ จึงควรออกไปสู่มือผู้บริโภค ออกไปสู่ตลาด ประกอบกับที่ได้ร่ำเรียนระดับปริญญาโทคณะทรัพยากรชีวภาพและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และเคยร่วมทำงานวิจัยเกี่ยวกับกระบวนการงอกของข้าวกล้องเพาะงอกทำให้เกิดความสนใจเรื่องข้าวมาโดยตลอด


4802    กระทั่งมาเปิดบริษัททำธุรกิจแรกๆขายเฉพาะข้าวกล้องเพาะงอก ข้าวผงผสมคอลลาเจนชนิดชงดื่ม เน้นอาหารเพื่อสุขภาพ ยังไม่ได้คิดเรื่อง Pop Rice พอได้ไอเดียนี้จึงลองแตกไลน์ผลิตภัณฑ์เป็นขนมดูบ้าง นับเป็นจุดเริ่มต้นให้ลองมาทำวิจัยร่วมกับ รศ.ดร.ณัฎฐา เลาหกุลจิตต์ ประธานสายวิชาเทคโนโลยีชีวเคมี คณะทรัพยากรชีวภาพและเทคโนโลยี มจธ. หลังจากปรับปรุงพัฒนากระบวนการต่างๆจนสามารถผลิตได้ในปริมาณมากแล้ว จึงนำออกทดลองขายตามงานต่างๆเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ปรากฏว่าได้ผลตอบรับดีมาก ทำให้บริษัทเตรียมแผนนำผลิตภัณฑ์ Pop Rice ออกสู่ตลาด หลังจากที่ได้พัฒนาแพ็กเกจจิ้งให้ดูทันสมัยขึ้น คาดว่าจะเริ่มวางจำหน่ายได้ที่ร้าน 7- Eleven ทั่วประเทศ ภายใต้คอนเซ็ปต์ Be Live Rice อาหารเพื่อสุขภาพ เจาะกลุ่มผู้รักสุขภาพ ปัจจุบันมีให้เลือก 3 รสชาติ คือ ดั้งเดิม คาราเมลและช็อกโกแลต

    ส่วนแนวคิดในการนำข้าวหอมมาพัฒนาเป็น Pop Rice เพราะประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตข้าวรายใหญ่ของโลกและในชีวิตประจำวันเราต่างกินข้าวกันอยู่แล้ว แต่ปัจจุบันคนเริ่มสนใจบริโภคข้าวน้อยลงหันไปสนใจทานขนมขบเคี้ยว เช่น ข้าวโพดคั่วหรือป๊อปคอร์นมากขึ้น แต่ป๊อปคอร์น เราต้องสั่งเมล็ดพันธุ์มาจากต่างประเทศ   ขณะที่ข้าวเราปลูกได้เองและสามารถใช้ภูมิปัญญาแปรรูปไปเป็นขนมชนิดต่างๆได้ อาทิ ข้าวพอง ข้าวแต๋น กระยาสารท ด้วยวิธีการทอด แต่มักจะมีปัญหาเรื่องกลิ่นหืน และน้ำมันที่ใช้ทอดอาจจะมีปัญหาต่อสุขภาพ และที่สำคัญรสชาติที่ได้อาจไม่เป็นที่นิยมหรือถูกปากผู้บริโภค จึงได้ทดลองนำข้าวมาแปรรูปในลักษณะเดียวกับข้าวโพดคั่ว เพื่อช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับข้าวหอมของไทยในรูปแบบของขนมขบเคี้ยว

 
"นวัตกรรม Pop Rice มีความแตกต่างจาก Pop Corn คือ เวลาทาน Pop Corn จะมีกากแข็งๆเหลือ ทำให้รู้สึกระคายลิ้น แต่สำหรับ Pop Rice จะไม่มีปัญหาดังกล่าว เพราะผลิตจากข้าวกล้องหอม นอกจากนี้ข้าวโพดพันธุ์ที่นำมาแปรรูปเป็น Pop Corn นั้นเรายังไม่สามารถปลูกได้เองจะต้องนำเข้าเมล็ดข้าวโพดมาจากต่างประเทศ"เขากล่าว

    นอกจากนี้การนำข้าวมาแปรรูปคล้ายข้าวโพดคั่ว นอกจากเป็นการเพิ่มมูลค่าของข้าว โดยมีราคาเพิ่มขึ้นจากราคาข้าวเปลือกถึง 80 เท่าตัวแล้ว ยังพบว่าช่วยให้ทานได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาไม่สามารถทานข้าวหรือมีอาการแพ้โปรตีนกลูเตนที่อยู่ในข้าวสาลี เช่น คนในแถบยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา ก็สามารถทาน Pop Rice แทนข้าวสาลีได้  โดยนำมาทานเป็นซีเรียลหรืออาหารเช้า หรือการนำมาปรุงรสชาติให้มีความเป็นสากลมากขึ้น เช่น รสช็อกโกแลต รสคาราเมล ฯลฯ เชื่อว่าจะได้รับความนิยมเช่นเดียวกันกับ Pop Corn

    "เราเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นนวัตกรรมจากภูมิปัญญาไทยสู่สากล และยังแสดงให้เห็นว่า "ข้าวคั่วพองกรอบยุคใหม่ ใส่ใจสุขภาพ ด้วยการคัดสรรข้าวกล้องคุณภาพดีไม่ใช้น้ำมันในกระบวนการผลิต" ดร.ศศธร กล่าวในที่สุด

จาก aec.thanjob.com

http://www.farmkaset.org/html5/contents.aspx?con_id=02140
 

น่ายินดี.. เตาอบรมควันยางพารา ประหยัดพลังงาน แก้ปัญหายางแผ่นไม่ได้คุณภาพ ขายได้ราคาดีขึ้น


     นับเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับชาวสวนยางพาราและผู้ประกอบการ ที่กำลังประสบปัญหาการผลิตแผ่นยางพาราที่ไม่ได้คุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นยางที่แห้งไม่สม่ำเสมอ เมื่อผ่านห้องอบที่มีความร้อนกระจายตัว ทำให้แผ่นยางพารารมควันที่ได้มีคุณภาพต่ำ สีเหลืองไม่สม่ำเสมอ และมีรอยดำไหม้ ทั้งสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง

รศ.ดร. ฐานิตย์ เมธิยานนท์รศ.ดร. ฐานิตย์ เมธิยานนท์     ต่อปัญหานี้ รศ.ดร. ฐานิตย์ เมธิยานนท์ อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและการถ่ายเทความร้อน จึงร่วมมือกับทีมวิจัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร โครงการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย (iTAP) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสำนักงานอุตสาหกรรมกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย (พัทลุง ชุมพร สุราษฎ์ธานี นครศรีธรรมราช)  พัฒนาเทคโนโลยีเตาอบยางพาราให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น สามารถควบคุมอุณหภูมิในห้องอบได้ดี  ภายใต้ "โครงการเพิ่มศักยภาพการแปรรูปน้ำยางพาราแบบลดต้นทุนและรักษาสิ่งแวดล้อม"                                      

รศ.ดร. ฐานิตย์ เล่าให้ฟังว่า จุดเด่นของเทคโนโลยีเตาอบรมควันยางพาราแบบประหยัดพลังงานมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูง ทั้งลดต้นทุนเชื้อเพลิงที่ใช้ในขั้นตอนการอบรมและเพิ่มความสม่ำเสมอของยางแผ่นรมควันในห้องอบรมควัน โดยได้พัฒนาระบบให้เป็นแบบหมุนเวียนอากาศภายในห้องอบกลับมาใช้ใหม่ได้หลังการอบแห้งผ่านไปช่วงเวลาหนึ่ง  ทำให้ประหยัดเชื้อเพลิง พร้อมกันนี้ระบบที่ออกแบบไว้ยังคำนึงถึงความปลอดภัยในการใช้งาน โดยติดตั้งชุดดักสะเก็ดไฟที่อาจหลุดลอยเข้าสู่ห้องอบ อันเป็นที่มาของการเกิดไฟไหม้ห้องอบรมควันยางพารา นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งชุดวัดอุณหภูมิของลมร้อนที่เข้าห้องอบ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถควบคุมอุณหภูมิลมร้อนไม่ให้สูงเกินไป ทำให้มั่นใจได้ว่า อุณหภูมิในห้องอบจะมีความสม่ำเสมอและไม่สูงเกินไปจนเป็นผลเสียต่อคุณภาพของยางแผ่น

     ในปี 2553-2554  ทีมวิจัยเทคโนโลยีเตาอบรมควันยางพาราแบบประหยัดพลังงาน มีการจัดทำโครงการเพื่อขยายผลการนำเทคโนโลยีเตาอบรมควันยางพาราชุดนี้ไปทดลองใช้กับสหกรณ์ยางแผ่นรมควันในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ได้แก่ ชุมพร  สุราษฎร์ธานี  นครศรีธรรมราช และ พัทลุง  ซึ่งเป็นเตาอบรมควันยางพาราที่ใช้เตาผลิตความร้อน 1 ลูกสำหรับใช้งานกับห้องอบรมควันแบบสหกรณ์กองทุนสวนยาง(สกย.)ปี 2538 จำนวน 1 ห้อง

     โดยผลที่ได้จากการทดสอบประสิทธิภาพ ปรากฏว่า 1. สามารถประหยัดจำนวนเชื้อเพลิงที่ต้องใช้ถึงร้อยละ 40 หรือได้มากกว่า คิดเป็นมูลค่า 66,000 บาทต่อเตาต่อปี(คำนวณจากราคาไม้ฟืน 1 บาทต่อกิโลกรัม)  2. ปริมาณการผลิตยางแผ่นยังได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 40 จากเดิม 49 ตันยางแห้งต่อเดือนเป็น 70 ตันยางแห้งต่อเดือน  3.ใช้เวลาในการอบต่อครั้งลดลงได้ถึงร้อยละ 20  จากเดิมใช้เวลาอบ 4 วัน 3 คืน เหลือ 3 วัน 2 คืน และ 4. ลดความเสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้


     นอกจากนี้ทีมงานวิจัยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ยังได้ทำการขยายผลด้วยการนำเตาอบยางพาราแผ่นไปติดตั้งให้กับกลุ่มเกษตรกรสวนยาง กลุ่มสัจจะพัฒนายาง จังหวัดตราด จำนวน 2 เตา ซึ่งจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปรับปรุงประสิทธิภาพเตาอบเพื่อพัฒนากระบวนการผลิตและผลิตภัณฑ์ยาง โดยได้ติดตั้งเตาอบรมควันและระบบท่อลมในโรงอบยางแผ่นให้กับกลุ่มสัจจะ พัฒนายาง บ้านท้ายวัง จ.ตราด จำนวน 1 เตาต่อ 2 ห้องรมควัน  ทำให้สามารถผลิตยางแผ่นรมควันได้เพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจในท้องถิ่น มีรายได้เพิ่มขึ้น 4.2 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดการลงทุนเพิ่มจากกลุ่มสัจจะฯ 1.8 ล้านบาทจากการที่กลุ่มสัจจะฯลงทุนสร้างเตาขึ้นใหม่อีก 1 ชุดด้วยเงินทุนของกลุ่มโดยได้ใช้ประสบการณ์ร่วมกับนักวิจัยในการปรับปรุงเตาจากรูปทรงกลมเป็นทรงสี่เหลี่ยม เพื่อใส่ฟืนได้สะดวกรวดเร็วขึ้น  ซึ่งปัจจุบันเตาอบรมควันชุดนี้ได้มีการขยายผลการนำไปใช้ในกลุ่มสัจจะพัฒนายาง บ้านเขาหมาก จังหวัดตราด เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

จาก aec.thanjob.com

http://www.farmkaset.org/html5/contents.aspx?con_id=02139
 

มาเลย์ผลิตแผงโซลาร์เบอร์ 3 โลก ส้มหล่นหรือเขาเก่งจริง?


จากศึกการค้าโซลาร์เซลล์ระหว่างสหรัฐอเมริกา-ยุโรป ซัดกับจีน

    ประเทศมาเลเซีย ได้กลายเป็นผู้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์ สำหรับพลังงานแสงอาทิตย์ใหญ่อันดับ 3 ของโลกไปแล้ว หลังจากบริษัทต่างชาติแห่ไปลงทุนตั้งโรงงาน เพื่อส่งไปขายตลาดอเมริกา-ยุโรป หลังเกิดศึกกีดกันการค้า แผงโซลาร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน

    หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ส รายงานว่าบริษัทผู้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์จากสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ยุโรป และเกาหลี แห่เข้าไปตั้งโรงงานผลิตแผงโซลาร์เซลล์ในมาเลเซีย เพื่อผลิตสินค้าส่งไปขายอเมริกาและยุโรป หลังจากที่สหรัฐอเมริกาใช้มาตรการกีดกันแผงโซลาร์เซลล์จากจีนด้วยกำแพงภาษี ส่วนยุโรปใช้วิธีจำกัดโควตานำเข้าจากจีน

    รายงานข่าวระบุว่า บริษัทที่เข้าไปลงทุนสร้างโรงงานผลิตแผงโซลาร์เซลล์ในมาเลเซียแล้วมีอาทิ บริษัท ซันเอดิสันฯ (SunEdison) บริษัท ฮันฮวา คิว เซลล์สฯ (Hanwha Q Cells) บริษัท ชาร์ปฯ  (Sharp) บริษัท ซันพาวเวอร์ฯ (SunPower) บริษัท เฟิสท์โซลาร์ และโซเล็กเซลฯ (Solexel) ซึ่งเป็นบริษัทเกิดใหม่จากซิลิคัลวัลเลย์ ซึ่งอยู่ในขั้นสร้างโรงงานด้วยงบลงทุน 810 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 25,920 ล้านบาท) โดยสิ่งที่ดึงดูดให้บริษัทยักษ์แผงโซลาร์เซลล์โลก เข้าไปลงทุนในมาเลเซีย คือวิศวกรท้องถิ่นที่พูดภาษาอังกฤษได้ดี ค่าแรงถูกและการสนับสนุนทางภาษีจากรัฐบาล

    นิวยอร์กไทม์สระบุว่า การลงทุนจากต่างชาติทำให้มาเลเซีย กลายเป็นผู้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์อันดับ 3 ของโลกรองจากประเทศจีนและยุโรปโดยที่ยังมีปริมาณการผลิตที่ห่างจากประเทศจีนมาก แต่กำลังไล่กวดสหภาพยุโรปมาติดๆ และคาดว่าจะเลื่อนอันดับขึ้นมาอีกเนื่องจากสหรัฐอเมริกา ยังมีแนวโน้มออกมาตรการกีดกันแผงโซลาร์เซลล์จากจีนอย่างต่อเนื่อง

    สหรัฐอเมริกาใช้มาตรการกีดกันการค้าแผงโซลาร์เซลล์จากจีนหลังจากที่ผู้ผลิตจีน ส่งสินค้าไปทุ่มตลาดสหรัฐอเมริกาจนผู้ผลิตอเมริกัน ไม่สามารถแข่งขันได้โดยฝ่ายอเมริกากล่าวหาว่าจีนอุดหนุนผู้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์ท้องถิ่นด้วยการให้แบงก์รัฐปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำแก่ผู้ผลิตอย่างไม่อั้น และยังให้ที่ดินตั้งโรงงานโดยไม่คิดค่าเช่าทำให้จีนสามารถส่งออกแผงโซลาร์เซลล์ในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต

    Mr.Tom Werner ประธานบริหารบริษัท ซันพาวเวอร์ฯ จากแคลิฟอร์เนียที่มีกำลังผลิตแผงโซลาร์เซลล์ครึ่งหนึ่งของบริษัทอยู่ในมาเลเซียให้สัมภาษณ์ นิวยอร์กไทม์ส ว่า “ชอบประเทศมาเลเซียเพราะว่ามีวิศวกรชั้นดีในอัตราจ้างที่ไม่แพง” ขณะที่Mr. Jochen Endle โฆษก ฮันฮวา คิว เซลล์ส บริษัทเกาหลีใต้เชื้อสายเยอรมนี กล่าวว่า บริษัทผลิตแผงโซลาร์เซลล์ใช้ผลิตไฟฟ้าได้ 1,100 เมกะวัตต์ที่มาเลเซียขณะที่ผลิตเพียง 200 เมกะวัตต์ที่เยอรมนี โดยงานทางด้านวิศวกรรม ยังคงส่งไปทำที่สำนักงานใหญ่บริษัทที่เมืองเทลไฮม์ เยอรมนี

    นิวยอร์กไทม์ส ระบุว่าการที่บริษัทอเมริกัน สร้างโรงงานในประเทศมาเลเซียแทนที่จะขยายโรงงานในสหรัฐอเมริกา จากการที่รัฐช่วยกันสินค้าจากประเทศจีน ทำให้ชาวอเมริกันไม่พอใจ แต่บริษัทอเมริกันก็เลือกลงทุนในมาเลเซียเนื่องจากทำต้นทุนได้ต่ำกว่าและมีความยืดหยุ่นในการส่งสินค้าไปขายในหลายประเทศมากกว่าทำให้การขยายตัวของอุตสาหกรรมผลิตแผงโซลาร์เซลล์ในมาเลเซียอยู่อัตราที่สูงกว่าการขยายตัวในสหรัฐอเมริกา

    โรงงานแผงโซลาร์เซลล์บริษัทต่างชาติที่มาเลเซีย นอกจากจะผลิตสินค้าขายประเทศสหรัฐอเมริกาและยุโรปแล้ว ยังสามารถผลิตเพื่อป้อนโครงการโรงงานไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ในมาเลเซียและญี่ปุ่นด้วย

    Mr.Jochen Endle กล่าวว่าการตั้งโรงงานในมาเลเซียทำให้บริษัทมีความคล่องตัวและความมั่นคงในการผลิตที่สามารถตอบสนองการเปลี่ยนแปลงของตลาดนานาชาติได้ดีในขณะที่Mr. AR. Jeyaganesh ผู้บริหารของบริษัท เฟิสท์โซลาร์ฯ ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ที่รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา กล่าวว่าบริษัทใช้วิธีลดต้นทุนโดยการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในท้องถิ่นมากที่สุด ขณะที่เทคโนโลยีต้องเป็นเทคโนโลยีเดียวกันกับสำนักงานใหญ่ ทำให้มีการนำเอาหุ่นยนต์เข้ามาใช้ในการผลิตที่มาเลเซีย

จาก aec.thanjob.com

http://www.farmkaset.org/html5/contents.aspx?con_id=02138
 

การดักจับหอยเชอรี่ในนาข้าว

หอยเชอรี่ ถือเป็นศัตรูตัวสำคัญที่ทำลายต้นข้าวในนาข้าว ทำให้เกษตรกรหลายรายได้ผลผลิตไม่คุ้มกับที่ลงทุนไว้ ทำให้หลายรายหันมาใช้สารเคมีกำจัด ซึ่งผิดวิธีในการทำนาแบบอินทรีย์และไปไม่รอด จึงต้องกลับไปทำนาแบบใช้สารเคมีกันอีก แต่ปัจจุบัน มีหลากหลายกรรมวิธีในการขจัดกับปัญหาเหล่านี้

หนึ่งวิธีที่กำลังดังฮิตมากในขณะนี้คือ การดักจับหอยเชอรี่ในนาข้าวโดยคุณอัมพร ทรัพย์สกุล หรือพี่ตี๋ ผู้สั่งสมประสบการณ์ในการทำนามายาวนานกว่า 40 ปี

สำหรับการจับหอยเชอรี่ในนาข้าวของคุณอัมพรนี้ มีวิธีทำไม่ยากแต่ต้องมีเทคนิคในการตัดขวดพลาสติก เนื่องจากมีวัสดุอุปกรณ์สำคัญที่เป็นตัวดักจับนั่นคือ ขวดน้ำพลาสติก นั่นเอง เป็นวิธีไร้สารปลอดภัยด้วย และใช้เวลาจัดการไม่นาน ต้นกำเนิดวิธีการดักจับหอยเชอรี่นี้ คุณอัมพร ทรัพย์สกุล หรือพี่ตี๋ เล่าว่า ได้เลือกที่จะคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ด้วยวิธีง่ายๆ แต่ได้ผลเป็นอย่างมาก และยังเป็นการช่วยโลกลดมลภาวะได้อีกด้วย เนื่องจากต้องนำขวดพลาสติกเหลือทิ้ง มาประดิษฐ์เป็นที่ดักหอยเชอรี่ ถือเป็นการรีไซเคิลขยะอีกวิธีหนึ่ง แถมยังสามารถดักจับหอยเชอรี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

การดักจับหอยเชอรี่ด้วยขวดพลาสติก

ซึ่งกว่าจะได้มาเป็นนวัตกรรมชิ้นนี้ พี่ตี๋ต้องสังเกตและเรียนรู้วงจรชีวิตของหอยเชอรี่อย่างชำนาญจนรู้ว่า หอยเชอรี่ชอบขึ้นมาวางไข่บนขอนไม้เหนือน้ำประมาณ 1 ฟุต จากการสังเกต ก็ก่อเกิดเป็นนวัตกรรมแบบภูมิปัญญาชาวบ้านชิ้นนี้ขึ้นมา พี่ตี๋ถือเป็นปราชญ์ชาวบ้านของแท้

**จากการสังเกตุ (ไม่ได้สอบถามพี่ตี๋โดยตรงถึงวิธีการทำ) ผู้เขียนคิดว่าปากขวด (ด้านล่าง) น่าจะเป็นการใช้การตัดขวดให้เป็นริ้วๆ ให้มีทางเข้าได้แต่ออกไม่ได้ แล้วนำมาติดกับทางเข้าตรงปากขวดด้านล่างเพื่อให้หอยเดินเข้าได้ง่าย แต่เวลาออกจะไม่สามารถทำได้ คล้ายๆ การทำปากลอบ หรือที่ดักสัตว์อื่นๆ**


การดักจับหอยเชอรี่ด้วยขวดพลาสติก

สำหรับลักษณะการทำงานของที่ดักจับหอยเชอรี่นี้ จะละม้ายคล้ายคลึงกับที่ดักจับสัตว์ทั่วไป เมื่อหอยเชอรี่ไต่ขึ้นมาวางไข่ในขวด ก็จะไม่สามารถไต่กลับลงไปในน้ำได้ ทั้งไข่หอยและแม่หอย จะถูกขังเอาไว้ในขวดแห้งตายไปเอง หรือจะเก็บหอยนำไปทำเป็นน้ำหมักชีวภาพผสมน้ำรดต้นข้าวในนาแทนการใช้ปุ๋ย ทำให้ประหยัดต้นทุนในการทำนาลงไปได้มากกว่าครึ่ง


ซึ่งจากเดิมที่เคยใช้ปุ๋ยไร่ละ 50 กิโลกรัม ปัจจุบันเมื่อใช้น้ำหมักชีวภาพควบคู่ไปด้วย การใช้ปุ๋ยก็ลดลงเหลือเพียง 10 กิโลกรัมเท่านั้น สนใจ ที่ดักจับหอยเชอรี่ ของพี่ตี๋ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณอัมพร ทรัพย์สกุล (พี่ตี๋) อ.บางซ้าย จ.พระนครศรีอยุธยา โทร.08-1251-0517

การดักจับหอยเชอรี่ในนาข้าวด้วยใบมันสำปะหลัง

สำหรับการดักจับหอยเชอรี่ด้วยกรรมวิธีการดักจับนี้ ใช้ใบมันสำปะหลังแทนสารเคมี คือในช่วงเวลาเย็น ให้นำใบมันสำปะหลังชนิดขม เช่น พันธุ์ระยอง 1, 3, 5, 60, 90 พันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 และ พันธุ์ห้วยบง 60 ซึ่งจะเป็นพันธุ์ที่มีสารไซยาไนด์สะสมอยู่ในใบมากกว่าชนิดอื่น นำใบมันเหล่านี้ไปวางกองไว้บริเวณริมคันนา ให้ทั่วทั้งแปลงนาโดยให้มีระยะห่างประมาณ 2-3 เมตร ต่อกอง เพื่อรอให้หอยเชอรีเข้ามากัดกิน ซึ่งหอยจะออกมากินใบมันสำปะหลังในช่วงเวลากลางคืน


แต่วิธีนี้หอยเชอรี่จะไม่ตายทันที แต่จะไปไหนไม่ได้เนื่องจากตัวหอยได้รับสารพิษจากใบมันสำปะหลังทำให้หอยเชอรีเมา ต้องมาเก็บหอยเชอรีที่มากินใบมันสำปะหลังไปทำลาย ทำปุ๋ย หรือทำประโยชน์อื่นๆ วิธีนี้•ควรทำทั้งก่อนปลูกข้าวและหลังจากการปลูกข้าวแล้วจะทำให้หอยเชอรี่หมดไปจากแปลงนา

การดักจับหอยเชอรี่ในนาข้าวด้วยมะละกอ

ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ณ โรงเรียนเทศบาลวัดดอนแก้ว ได้จัดให้มีการเรียนการสอนวิชาเกษตรโดยให้นักเรียน ได้เรียนรู้วิธีการทำปุ๋ยชีวภาพที่ทำจากหอยเชอรี่ โดยใช้ระยะเวลาในการหมักปุ๋ยประมาณ 10-20 วัน ก็จะได้ปุ๋ยคุณภาพดีที่สามารถนำมาใช้งานได้ การทำปุ๋ยชีวภาพจากหอยเชอรี่นี้ จำเป็นต้องใช้หอยเชอรี่จำนวนมาก ดังนั้น คุณครูจึงได้สอนวิธึการหาหอยเชอรี่แบบง่ายๆ ให้กับเด็กนักเรียน ด้วยการให้เด็กๆ เอาลูกมะละกอและก้านมะละกอ มาทำกับดักจับหอยเชอรี่


เพราะด้วยนิสัยของหอยเชอรี่นั้นชอบกลิ่นยางของมะละกอมาก เมื่อนำใบและลูกมะละกอมาวางไว้ในแปลงนา ใช้เวลาเพียงแค่ 20-30 นาทีเท่านั้น หอยเชอรี่ก็จะมาเกาะที่ลูกและก้านมะละกอเป็นจำนวนมาก ทำให้สามารถเก็บหอยเชอรี่เหล่านั้นมาทำประโยชน์ได้ไม่ยาก


อ้างอิง
- ที่ดักจับหอยเชอรี่ด้วยขวดพลาสติก ที่ www.pandintong-clip.com
- ดักจับหอยเชอรี่ด้วยใบมันสำปะหลัง ของลุงพิชัย กลุ่มเกษตรกร ต.บางสน www.rakbankerd.com
- ดักจับหอยเชอรี่ด้วยมะละกอ รายการสะเก็ดข่าว ช่อง 7
- kasetorganic.com

http://www.farmkaset.org/html5/contents.aspx?con_id=02137
 

นำร่อง 219 จุด ช่วยเกษตรกรรายย่อยทำแปลงใหญ่ บริหารการผลิตให้สอดคล้องกลับตลาด เพิ่มกำไร


กรมส่งเสริมการเกษตรได้เตรียมการเพื่อรองรับการส่งเสริมการเกษตรในลักษณะ แปลงใหญ่โดยได้นำวิธีการทำงานรูปแบบ MRCF system ขับเคลื่อนการดำเนินงานด้วย

นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา เปิดเผยว่า สถานการณ์การผลิตสินค้าเกษตรในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีการแข่งขันสูงทั้งในด้านปริมาณ คุณภาพ และต้นทุนการผลิตที่สูง ทำให้เกษตรกรรายย่อยประสบปัญหาในการผลิตและจำหน่ายสินค้าเกษตร ตลอดจนโอกาสการเข้าถึงข้อมูลแหล่งทุน ทรัพยากรและการตลาดได้น้อย

และจากการที่เกษตรกรรายย่อยต่างคนต่างผลิต ทำให้ยากต่อการจัดการผลผลิตให้มีประสิทธิภาพและได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการของตลาด เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้มีนโยบายในเรื่องการจัดทำแปลงเกษตรขนาดใหญ่โดยให้เกษตรกรรายย่อยมีการรวมกลุ่มและรวมพื้นที่การผลิตเป็นแปลงขนาดใหญ่ ที่มีผู้จัดการพื้นที่เป็นผู้บริหารจัดการ ตั้งแต่การวางแผนการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทาน การสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้เกษตรกรมีความสามารถในการจัดการผลิตสินค้าเกษตรจนถึงการตลาดที่มีมาตรฐานเช่นเดียวกับฟาร์มขนาดใหญ่

ซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรรายย่อยมีอำนาจการต่อรองในการจัดหาปัจจัยการผลิตและการจำหน่ายผลผลิต สามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพได้ในต้นทุนที่ต่ำลง และมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

ซึ่งความคืบหน้าของเรื่องนี้นายโอฬาร พิทักษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า การส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ เป็นการส่งเสริมการเกษตรที่ยึดพื้นที่เป็นหลักในการดำเนินงานในลักษณะบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีผู้จัดการพื้นที่เป็นผู้บริหารจัดการทุกกิจกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยมีวัตถุประสงค์หลัก ๆ 2 ประการ คือ 1) เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยมีความเข้มแข็ง สามารถบริหารจัดการการผลิตและการตลาดร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่นเดียวกับฟาร์มขนาดใหญ่ และ 2) เพื่อพัฒนากระบวนการทำงานส่งเสริมการเกษตรให้นักส่งเสริมการเกษตรเป็นผู้จัดการพื้นที่ โดยการบูรณาการของทุกภาคส่วนในพื้นที่ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ศักยภาพของพื้นที่ และตอบสนองต่อความต้องการของเกษตรกร

ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าว กรมส่งเสริมการเกษตรได้เตรียมการเพื่อรองรับการส่งเสริมการเกษตรในลักษณะแปลงใหญ่โดยได้นำวิธีการทำงานรูปแบบ MRCF system ขับเคลื่อนการดำเนินงานด้วย โดยดำเนินการตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม–กันยายน 2558 มีเป้าหมายทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ ในพื้นที่นำร่อง 219 จุด ดำเนินการในพืชหลายชนิดอาทิ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ทุเรียน ลำไย มะม่วง มังคุด เงาะ ส้มโอ มะพร้าวน้ำหอม สับปะรด ปาล์มน้ำมัน และผัก โดยในช่วงวันที่ 6-7 เมษายน 2558 ที่ผ่านมากรมฯ ได้เชิญเกษตรจังหวัดทั่วประเทศมาร่วมสัมมนาเพื่อความเข้าใจในทิศทางเดียวกันต่อการดำเนินโครงการส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ ณ โรงแรมเอบีน่า เฮาส์ กทม.

ซึ่งเป็นที่คาดกันว่า จากการดำเนินการส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่นี้ เกษตรกรรายย่อยจะมีความเข้มแข็ง และสามารถบริหารจัดการการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และมีต้นทุนการผลิตที่ลดลง ขณะที่คุณภาพผลผลิตสูงขึ้น อันจะส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น พร้อมทั้งมีการรวมกลุ่มในการผลิตและการตลาดอย่างเข้มแข็ง สามารถบริหารจัดการการผลิตและการตลาดร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกับฟาร์มขนาดใหญ่

รวมถึงมีรูปแบบการทำงานในการส่งเสริมการเกษตรแบบบูรณาการในพื้นที่ที่มีการบริหารจัดการในลักษณะแปลงใหญ่ที่เหมาะสมกับสภาพแต่ละพื้นที่ โดยมีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรทำหน้าที่เป็นผู้จัดการพื้นที่.

จาก dailynews.co.th

http://www.farmkaset.org/html5/contents.aspx?con_id=02136
 

ชาวสวนน้ำตาริน พายุฤดูร้อนถล่มจันทบุรี สวนทุเรียนย่อยยับ 500 ไร่


            พายุฤดูร้อนพัดถล่มจันทบุรี ทำสวนทุเรียนที่กำลังออกผลเสียหายกว่า 500 ไร่ ทุเรียนรอเก็บขายร่วงเกือบหมดทั้งสวน คาดมูลค่าความเสียหายกว่า 10 ล้านบาท

            วันที่ 24 เมษายน 2558 รายการเรื่องเล่าเช้านี้ ทางช่อง 3 นำเสนอข่าวว่า เมื่อวันที่ 23 เมษายนที่ผ่านมา ได้มีพายุฤดูร้อนพัดถล่มในพื้นที่ 6 อำเภอของ จ.จันทบุรี ส่งผลให้ต้นทุเรียนที่กำลังออกผล โดนแรงลมพัดกระหน่ำเป็นเหตุให้ลำต้นทุเรียนหักโค่น กิ่งฉีกขาดและลูกทุเรียนหล่นเสียหายจำนวนมากกว่า 500 ไร่ คาดมูลค่าความเสียหายกว่า 10 ล้านบาท

            สำหรับสวนผลไม้ที่ได้รับความเสียหายหนักที่สุด พบว่า อยู่ในพื้นที่ อ.เมือง, อ.ขลุง, อ.เขาคิชฌกูฏ, อ.มะขาม และอ.ท่าใหม่ อย่างกรณีเจ้าของสวนทุเรียน ที่ออกมาเปิดเผยว่า ตนทำสวนทุเรียนเนื้อที่กว่า 60 ไร่ โดยทุเรียนที่ปลูกนั้นกำลังออกผล และเตรียมเก็บขายในเร็ว ๆ นี้ แต่กลับถูกพายุถล่มเสียก่อน ทุเรียนร่วงหล่นกระจัดกระจายเกลื่อนสวน ทำให้ได้รับความเสียหายไม่ต่ำกว่า 2 ล้านบาท โดยหลังจากนี้ตนจะคัดเลือกผลผลิตที่ร่วงลงว่ามีลูกไหนสามารถนำออกขายได้บ้าง เพราะถึงจะได้ราคาต่ำกว่าท้องตลาดก็ยังดีกว่าทิ้งไปทั้งหมด

            ขณะที่ในพื้นที่ อ.ขลุง นั้น นายชัยชาญ พูลผล นายอำเภอขลุง พร้อมเกษตรอำเภอ ได้ลงไปสำรวจความเสียหายที่สวนของนายอภิชาติ พบว่า ต้นทุเรียนในส่วนของนายอภิชาติถูกพายุพัดถล่มจนลำต้นหักโค่นกว่า 150 ไร่ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายเกือบ 2 ล้านบาท

            อย่างไรก็ดี เบื้องต้นทางราชการจะมีการจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกรที่ไร่สวนได้รับความเสียหาย ไร่ละ 1,690 บาท

จาก kapook.com

http://www.farmkaset.org/html5/contents.aspx?con_id=02135
 

สกย. เสนอโค่นยางปลูกพืชอื่นแทน วางแผนเพิ่มการใช้ยางในประเทศ ฝ่าวิกฤตยางพารา


นักวิชาการได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับปริมาณยางที่ใช้ในประเทศยังมีการใช้น้อยเพียงร้อยละ 14 ของปริมาณยางทั้งหมด ที่เหลือส่งออกขายในตลาดต่างประเทศ จึงทำให้ต่างชาติเป็นผู้กำหนดราคา

นายเชาว์ ทรงอาวุธ รองผู้อำนวยการ สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) ในฐานะประธานกรรมการอำนวยการจัดงานวันยางพาราแห่งชาติ ประจำปี 2558 เปิดเผยถึงการเสวนาเรื่อง “ฝ่าวิกฤตยางพารา พัฒนาสู่ความยั่งยืน” ว่า มีผู้ที่เกี่ยวข้องกับวงการยางพาราไทยจากทุกภาคส่วน ทั้งนักวิชาการ เอกชน สถาบันเกษตรกร เข้าร่วมกว่า 500 คน ทำให้ได้ความคิดเห็นที่หลากหลายที่เป็นประโยชน์ในการนำไปเป็นข้อมูลเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์หรือวางนโยบายพัฒนายางพาราของประเทศ ในปี 2558/2559 และในอนาคต

นักวิชาการได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับปริมาณยางที่ใช้ในประเทศยังมีการใช้น้อยเพียงร้อยละ 14 ของปริมาณยางทั้งหมด ที่เหลือส่งออกขายในตลาดต่างประเทศ จึงทำให้ต่างชาติเป็นผู้กำหนดราคา ดังนั้น จะต้องมียุทธศาสตร์เพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศให้เพิ่มขึ้นด้วย ในการกำหนดยุทธศาสตร์พัฒนายางพาราของรัฐบาล นายเชาว์ กล่าว

สำหรับภาคเอกชน เห็นว่า ราคายางขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดกับปริมาณการผลิตที่จะต้องสมดุลกัน แต่ปัจจุบันปริมาณยางมีมากกว่าความต้องการใช้ ทำให้ราคายางตกต่ำ

ส่วนเกษตรกร มองว่าในอนาคต จะต้องปลูกพืชผสมผสาน หลากหลายชนิดภายในสวนยาง โดยมียางพาราเป็นพืชหลัก

ทั้งนี้ สกย.จะรวบรวมความคิดเห็นทั้งหมดส่งให้รัฐบาล เพื่อจัดทำแผนพัฒนายางพาราของไทยทั้งระบบและได้วางแผนลดพื้นที่ปลูกยางพาราตั้งแต่ปี 2558-64 โดยส่งเสริมการทำสวนแบบโค่นยางเก่าที่ให้ผลผลิตต่ำปีละ 400,000 ไร่ รวม 7 ปี ประมาณ 2.8 ล้านไร่ โดยปลูกพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่มีศักยภาพทดแทน ซึ่งจะทำให้ปริมาณผลผลิตยางในตลาดลดลงไม่น้อยกว่าปีละ 100,000 ตัน รวมประมาณ 700,000 ตัน ซึ่งถือเป็นปัจจัยบวกที่จะช่วยกระตุ้นราคายางให้สูงขึ้น.

จาก dailynews.co.th

http://www.farmkaset.org/html5/contents.aspx?con_id=02134
 

อัยยะ! ปลูกหญ้า 15 ไร่จะสร้างรายได้ 4-5 หมื่นบาทต่อเดือน


ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อกันละครับว่า การปลูกหญ้าเนเปียแคระ และหญ้าพันธุ์เนเปียปากช่อง 1 สามารถสร้างรายได้ถึงไร่ละ ประมาณ 3,000 บาทต่อเดือน

พบกันอีกเช่นเคย กับ “อบต.กบ” วันนี้จะพาไป ล้วง ลึก เกี่ยวกับวิถีชีวิตชาวบ้านมอดินแดง ต.โพนทอง อ.เมืองกาฬสินธุ์ ที่คนแถวนั้น “ปลูกหญ้า” ขายจนสร้างรายได้จนเป็นกอบเป็นกำ...

ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อกันละครับว่า การปลูกหญ้าเนเปียแคระ และหญ้าพันธุ์เนเปียปากช่อง 1 สามารถสร้างรายได้ถึงไร่ละ ประมาณ 3,000 บาทต่อเดือน เลยทีเดียว ลองคิดดูเล่นๆ นะครับ ว่า ถ้ามีที่ดินซัก 50 ไร่ เดือนหนึ่งก็ตกแต่ 150,000 บาทเอง ชิวๆๆๆ

“อบต.กบ” โม้มาเพลินแล้ว ไปเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า เพราะวันนี้ ได้รับเกียรติจาก “ประพาส บุญสุข” เกษตรจังหวัดกาฬสินธุ์ และชาวบ้านมอดินแดง จะมาชี้แจงแถลงไขเกี่ยวกับปลูกหญ้าแล้วรวยกันจ้าาา

...เริ่มกันที่หัวเรือใหญ่ เกษตรจังหวัดกาฬสินธุ์ “ประพาส บุญสุข” เล่าว่า ได้ร่วมกับ “ถิรพร ดาวกระจาย” เกษตรตำบลโพนทอง และ “ประหยัด เรเซียงแสน” ปศุสัตว์จังหวัดกาฬสินธุ์ เล็งเห็นว่า ชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ต.มอดินแดง อยู่ใกล้กับโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งทางโรงงานมีการนำน้ำที่ใช้ในภายในโรงงาน เข้ารับการบำบัด หรือ รีไซเคิล จนสามารถนำน้ำไปใช้เลี้ยงปลาได้ ทางหน่วยงานราชการ จึงคิดว่า...ถ้าเอาน้ำมาเลี้ยงปลาอย่างเดียวก็รู้สึกเสียดาย จึงได้จัดตั้งกลุ่มผู้ปลูกหญ้า โดยทางราชการจะเข้าสนับสนุนด้านวิชาการ และมีการตรวจคุณภาพของน้ำว่าไม่มีสารพิษตกค้างแน่นอน...

พูดกันแบบนี้ ท่านทั้งหลาย...คงไม่เชื่อว่า เพียงแค่ “หญ้า” สามารถทำเงินได้จริงหรือ...งั้นมาคุยกับเกษตรกรผู้ปลุกหญ้ากันเลยดีกว่า ครับ...

ขุ่นพี่ “สมัย พิมล” อยู่บ้านเลขที่ 12 หมู่ที่ 8 บ.มอดินแดง ต.โพนทอง อ.เมืองกาฬสินธุ์ บอกว่า มีที่ดินปลูกหญ้า 8 ไร่ สำหรับหญ้าจะนำมาแปรรูรูปเป็นหญ้าหมัก โดยใช้เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ ต่อหญ้าสับ 1 ถุงปุ๋ยประมาณ 30 กก. จำหน่ายกระสอบละ 60 บาท ส่วนหญ้าสดจำหน่ายมัดละ 10-13บาท สร้างรายได้ เดือนละ 2-3หมื่นบาท

ขุ่นพี่ “นิจ ภูชำนิ” เกษตรกรอยู่บ้านเลขที่ 30 หมู่ 8 ปลูกหญ้า 9 ไร่ จำหน่ายหญ้าสด มัดละ 10 บาท ใน 1 เดือนสร้างรายได้ 2 หมื่นบาท

ขุ่นพี่ “บุญนิมิต ศุภฤกษ์” อยู่บ้านเลขที่ 176 หมู่ที่ 8 เป็นพนักงานในโรงงานแป้งมันสำปะหลังด้วย เอาเวลาว่างปลูกหญ้า 4 ไร่ เป็นรายได้เสริม ใน 1 เดือนก็จะมีรายได้ประมาณ 8 พันบาท

ปิดท้ายด้วยขุ่นพี่ “ผ่องศรี ยลชัย” อยู่บ้านเลขที่ 21 หมู่ที่ 8 คนริเริ่มปลูกหญ้าอาศัยน้ำบำบัดน้ำเสียจากโรงงานคนแรก ปลูกหญ้า 15 ไร่ ขายมัดละ 10 บาท ถ้าขายไม่ขาด วันที่ 2 ก็จะลดลงเหลือมัดละ 8 บาท มีรายได้ 3 พันบาทต่อไร่ต่อเดือน เฉลี่ยปลูกหญ้า 15 ไร่จะสร้างรายได้ 4-5 หมื่นบาทต่อเดือน น้ำเสียจากโรงงานเป็นน้ำที่บำบัดแล้ว สะอาด นำไปตรวจสอบสารพิษกับหน่วยงานราชการผ่านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว น้ำบำบัดดังกล่าวสามารถเลี้ยงปลาได้อีกด้วย

สำหรับคุณสมบัติของหญ้าเนเปียแคระ และหญ้าพันธุ์เนเปียปากช่อง 1ถ้าเอาไปผสมอาหาร ให้หมูกินจะแข็งแรง และของเสียที่ถูกขับออกมาไม่ว่าจะเป็นปัสสาวะ หรือมูล ยังมีกลิ่นเหม็นน้อยกว่า และสามารถตัดได้ ปีละ 5-6 ครั้ง ให้ผลผลิตน้ำหนักสดประมาณ 100 ตัน/ไร่/ปี การปลูกในพื้นที่ 1 ไร่ พบว่าสามารถเลี้ยงโคได้ 7-8ตัว ตลอดทั้งปี.

จาก dailynews.co.th

http://www.farmkaset.org/html5/contents.aspx?con_id=02133
 

ม.เกษตรฯสุดยอดได้อีก! วิจัยปลานิลกระชังไร้กลิ่นโคลน


นักวิจัย ม.เกษตรฯได้รับทุน สกว.ศึกษาหาปัจจัยส่งเสริมอุตสาหกรรมปลานิล ระบุไทยเป็นแหล่งผลิตอันดับ 5 ของโลก แต่ปริมาณส่งออกต่ำเหตุปลามีกลิ่นโคลนที่ไม่พึงประสงค์ของตลาดยุโรป แนะแก้ปัญหาโดยเลี้ยงในกระชังแทนบ่อดิน พร้อมปรับสภาพแวดล้อม ลดต้นทุนการใช้ยาและสารเคมี
ดร.ประพันธ์ศักดิ์ ศีรษะภูมิ ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวในงานสัมมนาวิชาการเรื่อง “การศึกษาและการประเมินผลกระทบของปัจจัยเสี่ยงที่มีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงปลานิล (oreochromis niloticus) ของประเทศไทย”

จัดโดยฝ่ายเกษตร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ว่า ปลานิลเป็นปลาที่มีความสำคัญที่สุดในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในศตวรรษที่ 21 ประเทศไทยเราผลิตปลานิลได้เป็นอันดับ 5 ของโลก คือปีละมาณ 240,000 ตัน ผลผลิตกว่า 90% ใช้บริโภคภายในประเทศ และ 10% ส่งออกไปยังต่างประเทศ ทั้งนี้ สาเหตุที่ปลานิลไทยไม่ได้รับความนิยมหรือยังมีร้อยละของการส่งออกต่ำเป็นเพราะปลามีกลิ่นโคลน ซึ่งเป็นกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ (Off Flavor) ของชาวยุโรป


ทั้งนี้ สกว.ให้ทุนสนับสนุนดำเนินโครงการศึกษาการประเมินผลกระทบของปัจจัยเสี่ยงที่มีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงปลานิลในบางพื้นที่สำคัญของประเทศไทย พบว่า โรคระบาดที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิลของไทยตอนนี้ คือ โรคระบาดที่เกิดจากเชื่อแบคทีเรีย โดยจะพบในปลาที่มีขนาด 300 - 800 กรัม ซึ่งเป็นขนาดที่เกษตรกรกำลังจะจำหน่ายได้พอดี


นอกจากเชื้อแบคทีเรียประเภทต่างๆ แล้ว สิ่งที่เกษตรกรต้องให้ความสนใจและพึงระวังในการเลี้ยงปลานิลคือ คุณภาพน้ำ เพราะถ้าคุณภาพน้ำมีการเปลี่ยนแปลงจะทำให้ปลาตาย 100% โดยอุณหภูมิน้ำที่มีความเหมาะสมต่อการเลี้ยงปลานิล คือ 28-30 องศาเซลเซียสนอกจากนี้การให้ยาปฏิชีวนะก็เป็นสิ่งสำคัญต่อผู้บริโภค กล่าวคือ ถ้าจะส่งปลาไปจัดจำหน่ายควรหยุดการให้ยาใดๆทั้งสิ้นเป็นเวลา 14-21 วัน จากการศึกษาพบว่า คุณภาพของเนื้อปลาที่เลี้ยงในระบบกระชังจะดีกว่าปลาที่เลี้ยงในบ่อดิน

ด้าน ผศ.เยาวรัตน์ ศรีวรานันท์ จากภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น หนึ่งในนักวิจัยของโครงการ กล่าวเสริมว่า จากการ “ศึกษาและการประเมินผลกระทบของปัจจัยเสี่ยงที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบการตลาด ต้นทุนผลตอบแทนและการจัดการของการเลี้ยงปลานิลของประเทศไทย” พบว่า ปลานิลเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่ราคามีความอ่อนไหวและผันผวนสูง การเลี้ยงปลานิลในแบบกระชังจะให้รายได้สุทธิน้อยกว่าการเลี้ยงแบบบ่อดิน เวลาคำนวณต้นทุนการผลิตจริงๆ ต้องอาศัยทักษะในการผลิต บวกกับความรู้ในเรื่องการจัดการ


หลายครั้งเกษตรกรจะพบว่าขายปลาได้จำนวนเงินมาก แต่ได้กำไรน้อยกว่าที่คิดไว้ เพราะหมดเปลืองไปกับต้นทุนด้านยาปฏิชีวนะ เพราะผู้เลี้ยงส่วนใหญ่มีความคิดว่าต้องให้ยาหลายๆ ชนิดเพื่อการป้องกันโรคได้อย่างครอบคลุม ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองต้นทุนโดยไม่สมเหตุสมผล ดังนั้น เกษตรกรจึงต้องสังเกตคุณภาพของปลาที่เลี้ยงอย่างสม่ำเสมอว่า แนวโน้มจะเป็นโรคอะไร แล้วรักษาไปตามอาหารของโรคนั้นมากกว่าการให้ยาหลายๆ ตัวไปพร้อมกัน


ทั้งนี้ ดร.ประพันธ์ศักดิ์ กล่าวสรุปว่า สิ่งที่เกษตรกรต้องคำนึงถึงในการเพาะเลี้ยงปลานิลคือ ปัจจัยสำคัญด้านรูปแบบการเลี้ยง ทำเลที่ตั้งของฟาร์ม คุณภาพของลูกพันธุ์ปลา การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ การเปลี่ยนแปลงของคุณภาพน้ำระหว่างการเลี้ยง การใช้ยาและสารเคมี อาหารและการจัดการตามหลักการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ หากสามารถดูแลควบคุมปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ให้ดีได้ จะทำให้เกษตรกรประสบความสำเร็จในการเพาะเลี้ยงปลานิลและได้กำไรตามที่คาดการณ์ไว้

จาก bangkokbiznews.com

http://www.farmkaset.org/html5/contents.aspx?con_id=02132
 
 
Copyright © 2011. ฟาร์มเกษตร - All Rights Reserved