Latest Post

การปลูกหน่อไม้ฝรั่งสีขาว ปลูกแล้วได้สีอะไรขึ้นกับวิธีดูแล

การปลูกหน่อไม้ฝรั่งสีขาว


หน่อไม้ฝรั่ง เป็นพืชผักที่หลายคนรู้จักดี และเชื่อแน่ว่าหลายคนก็ชอบที่จะรับประทานผักชนิดนี้ เดิมทีเราปลูกหน่อไม้ฝรั่งเพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศเกือบครึ่งหนึ่งที่ผลิตได้ ทั้งในรูปของหน่อไม้สดและในอุตสาหกรรมอาหารต่างๆ เพราะต่างประเทศมีความต้องการสูง เช่น ญี่ปุ่น จีนฮ่องกง สิงคโปร์ รวมทั้งประเทศในแถบยุโรปบางประเทศ ที่ไม่สามารถผลิตหน่อไม้ฝรั่งเพื่อบริโภคได้อย่างเพียงพอ และความมีคุณภาพของผลผลิตจากประเทศไทย ทำให้ตลาดต่างประเทศมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง หน่อไม้ฝรั่งที่เราๆ พบเห็นทั่วไปนั้น มีทั้งชนิดหน่อสีขาวซึ่งใช้สำหรับแปรรูป หน่อสีเขียวที่มีการบริโภคกันปกติมีพบเห็นตามท้องตลาดทั่วไป และหน่อสีม่วง ซึ่งยังไม่ค่อยได้รับความนิยม หน่อไม้ฝรั่งมีปลูกกันมากในพื้นที่ สุพรรณบุรี นครปฐม กาญจนบุรี นนทบุรี นครราชสีมา โดยมีชนิดหน่อสีเขียว ซึ่งใช้รับประทานสดได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นหน่อชนิดใดก็ตาม การปลูกหน่อไม้ฝรั่งโดยทั่วไปก็จะมีวิธีการคล้ายๆ กัน


การปลูกหน่อไม้ฝรั่ง ที่จะให้ผลผลิตหน่อสีขาว หรือสีเขียวนั้น ขึ้นอยู่กับวิธีการปฏิบัติที่แตกต่างกันออกไป ถ้าต้องการให้ได้หน่อสีขาว ก็ต้องพูนโคนกลบดินให้สูงประมาณ 30 เซนติเมตรเพื่อปิดบังแสงแดดไม่ให้หน่อไม้สังเคราะห์แสงได้ก่อนเก็บผลผลิต ในประเทศเขตอบอุ่น เช่น ในยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น จะเก็บหน่อมาใช้ประโยชน์ได้เฉพาะในฤดูใบไม้ผลิ ในขณะที่ประเทศไทยนั้นสามารถปลูกและเก็บเกี่ยว หน่อไม้ฝรั่งได้ตลอดทั้งปี


หน่อไม้ฝรั่งเป็นพืชค่อนข้างใหม่สำหรับเทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสมในประเทศไทย ที่อยู่ในขั้นกำลังพัฒนา แม้ว่าจะมีการปลูกหน่อไม้ฝรั่งในประเทศไทยจะมีมานานแล้ว แต่วีธีการปลูกหน่อไม้ฝรั่ง พันธุ์ที่ใช้ปลูก การปฏิบัติดูแล รักษา ตลอดจนเทคนิคต่างๆ ในการเพิ่มผลผลิตและวิธีการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้หน่อที่มีคุณภาพที่ดีที่สุดเป็นที่ต้องการของตลาดนั้น ยังไม่เป็นที่เปิดเผยมากนัก

สายพันธุ์และลักษณะประจำพันธุ์ของหน่อไม้ฝรั่ง

1. แมรี่วอชิงตัน (Marywashington) มีลักษณะต้นแข็งแรง ต้านทานโรคดี หน่อมีความสม่ำเสมอ ยอดตรงแน่น เป็นพันธุ์แรกที่ถูกนำเข้ามาปลูกในประเทศไทย พันธุ์นี้ให้ผลดีพอสมควรเหมาะที่จะปลูกทั้งแบบหน่อขาวและหน่อเขียว แต่ปัจจุบันไม่เป็นที่นิยม เนื่องจากให้ผลผลิตต่ำกว่าพันธุ์อื่น สายพันธุ์เป็นพันธุ์ผสมเปิด

2. พันธุ์บร๊อคอิมพรู๊ฟ (Brock’s improved) พันธุ์นี้ให้ผลผลิตสูง เติบโตเร็ว หน่อใหญ่สม่ำเสมอ แข็งแรง เป็นลูกผสมชั่วที่ 1 ให้ผลผลิตสูงมาก ทำให้เมล็ดพันธุ์มีราคาแพงมาก เกษตรกรทั่วไปนิยมใช้พันธุ์นี้ปลูก เป็นพันธุ์ที่ใช้ปลูกทั้งแบบหน่อขาวและหน่อเขียว

3. ยูนิเวอร์ซิตี้ออฟแคลิฟอเนียเบอร์ 309 (California 309) จะมีลักษณะแข็งแรงดี ต้นเขียวอ่อน มีขนาดใหญ่ มีแนวโน้มในการให้ผลผลิตที่ดีกว่าและขนาดของหน่อใหญ่ สามารถปลูกได้ทั้งแบบหน่อขาวและหน่อเขียว เป็นพันธุ์ผสมเปิด

4. ยูนิเวอร์ซิตี้ออฟแคลิฟอเนียเบอร์ 500 (Califormia 500) ถือเป็นสาวพันธุ์ที่มีอายุเก็บเกี่ยวเร็วสุด ขนาดหน่อไม่ใหญ่ ปลายหน่อมีสีม่วงอ่อน สามารถปลูกได้ทั้งแบบหน่อขาวและหน่อเขียว เป็นพันธุ์ผสมเปิด

5. ไฮบริดอิมพีเรียล (Hybrid Imperial) ให้ผลผลิตค่อนข้างสูงกว่าพันธุ์อื่น พันธุ์นี้สามารถปลูกได้ทั้งแบบหน่อขาวและหน่อเขียว เป็นพันธุ์ลูกผสมชั่วที่ 2

ดินที่เหมาะสมต่อการปลูกหน่อไม้ฝรั่งขาว นั้นเป็นดินที่มีเนื้อดินร่วนจนถึงดินเหนียวร่วน แต่ก็สามารถปลูกได้ในดินเกือบทุกชนิด การจัดการดินต้องทำหน้าดินลึกและมีการระบายน้ำได้ดี มีความอุดมสมบูรณ์ระดับปานกลางขึ้นไป ส่วนดินที่มีการระบายน้ำและอากาศไม่ดี มีน้ำขัง มีชั้นดินดานข้างใต้ เป็นกรดและด่างจัดจะปลูกได้ไม่ดีนักทำให้พืชเจริญเติบโตช้าและให้ผลผลิตต่ำ


การเพาะกล้าหน่อไม้ฝรั่ง และการปลูก หากใช้เมล็ดพันธุ์ ควรจะมีอัตราความงอกสูง ตรงตามพันธุ์ที่กำหนดไว้ เมล็ดพันธุ์ที่บรรจุกระป๋องจำหน่ายในปัจจุบันหนัก 1 ปอนด์ (453.6 กรัม) จะมีเมล็ดประมาณ 13,000-23,000 เมล็ดแล้วแต่สายพันธุ์ ซึ่งสามารถเพาะเมล็ดแล้วให้ต้นกล้าสำหรับย้ายปลูกได้ 2-4 ไร่ โดยจะใช้พื้นที่เพาะกล้าประมาณ 500-600 ตารางเมตร


ควรเตรียมแปลงเพาะกล้าสำหรับปลูกโดยเป็นที่โล่งแจ้ง ไม่มีร่มเงาของต้นไม้ และอาคารหรือสิ่งก่อสร้างต่างๆ ควรอยู่ใกล้แหล่งน้ำ ทำการขุดหน้าดินและหมักดินโดยการใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่หมักสมบูรณ์แล้วทิ้งระยะไว้ประมาณ 20-25 วัน กำจัดหญ้าวัชพืชต่างๆ ให้หมด เมื่อได้แล้วก็เริ่มทำการขุดโดยให้ระยะปลูกที่เหมาะสมคือ 50×150-200 เซนติเมตรต่อ 1 หลุม โดยการขุดดินลึกประมาณ 30-35 เซนติเมตร รองพื้นด้วยปุ๋ยและหน้าดิน ให้หลุมปลูกมีความลึกเหลือประมาณ 10-15 เซนติเมตร กว้างยาวประมาณ 15 เซนติเมตร และให้ทำเนินกลางหลุมก่อนวางกล้าปลูก จะปลูกด้วยการหยอดเมล็ด หรือกล้าที่มีอายุ 4-6 เดือนก็ได้


เทคนิคการปลูกหน่อไม้ฝรั่งให้ได้สีขาว คือการขุดหลุมลึกและกลบดินให้สูงกว่าปกติทั่วไป ทำให้หน่อไม้อยู่ใต้ดินสัมพันธุ์ ซึ่งความสูงจากระดับดินปกติจะสูงประมาณ 25-30 เซนติเมตร (ไม่นับรวมความลึก) โดยการพูนดินโคนจะทำ 2-3 ครั้งพร้อมกับการกำจัดวัชพืชและการใส่ปุ๋ย

อายุเก็บเกี่ยวตามแต่ละสายพันธุ์ โดยเฉลี่ยแล้วประมาณ 8-10 เดือนหลังจากเพาะเมล็ด หรือปลูกด้วยกล้า การเก็บเกี่ยวควรทำช่วงเช้าไม่เกิน 10.00 น. เมื่อเห็นยอดหน่อโผล่พ้นดินประมาณ 0.5 เซนติเมตรให้ขุดดินเก็บหน่อได้และทำการกลบดินไว้ดังเดิม และควรเก็บหน่อไว้ที่ไม่มีแสงแดด

เท่านี้เราก็จะได้หน่อไม้ฝรั่งขาว ไว้รับประทานในเมนูเด็ดๆ กันแล้ว ส่วนหน่อไม้ฝรั่งเขียว นั้นก็อาจเก็บผลผลิตตามปกติในต้นที่ไม่ได้ทำการพูนดิน ก็จะมีสีเขียวเหมือนหน่อไม้ฝรั่งทั่วไป

ข้อมูลจาก kasetorganic.com
 

การปลูกกล้วยไข่นอกฤดู สร้างรายได้ดีมากขึ้น

ถ้าพูดถึงกล้วย เพื่อนๆไทยอาชีพก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่าสายพันธุ์กล้วยในประเทศไทยนั้นมีมากมายหลายอย่างซึ่งกล้วยที่นิยมปลูกเพื่อการค้านั้นจะมีอยู่ 3 พันธุ์ด้วยกันคือ กล้วยน้ำว้า นิยมที่จะปลูกกินตามบ้านและปลูกขายในประเทศ กล้วยหอมและกล้วยไข่เป็นกล้วยที่เน้นเรื่องของการส่งออกเป็นหลักโดยวันนี้ผมจะพูดถึงกล้วยไข่นอกฤดูให้เพื่อนๆได้อ่านกันครับ

อย่างที่ผมเกริ่นไปแล้วตอนต้นว่า อาชีพเกษตรกรรม วันนี้ผมจะพูดถึงกล้วยไข่นอกฤดู ซึ่งถือได้ว่ากล้วยไข่เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่ปี ๆหนึ่งประเทศไทยสามารถส่งกล้วยไข่ออกไปขายในต่างประเทศได้หลายแสนตันเลยทีเดียว โดยที่ตลาดสำคัญของ กล้วยไข่ ก็คือ จีน ฮ่องกง
ซึ่งตอนนี้พื้นที่ปลูกหลัก ๆจะอยู่ที่ภาคตะวันออกแถวจังหวัด จันทบุรี ระยอง ตราด ซึ่งก่อนหน้านี้ในภาคกลางตอนบนอย่างจังหวัดกำแพงเพชร ตาก นครสวรรค์ ก็เคยเป็นแหล่งในการปลูกกล้วยไข่ที่ใหญ่แห่งหนึ่งแต่มาพักหลังนี้ได้เกิดปัญหาสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวยในการปลูกเลยทำให้ผลผลิตกล้วยไข่น้อยลงมาก ส่วนมากแล้วในภาพตะวันออกเท่าที่ผมไปดูนั้น กล้วยไข่ จะเป็นพืชรองที่ปลูกอยู่ในร่องยาง ยางเป็นพืชหลัก เวลาให้น้ำให้ปุ๋ยกล้วยและยางก็จะได้กินทั้งสองอย่าง และถ้าปลูกกล้วยไข่เป็นพืชแซมก็ไม่ต้องห่วงเรื่องของลมที่เป็นปัญหาให้ต้นกล้วยล้มได้เช่นกัน

การปลูกกล้วยไข่นอกฤดู


การปลูกกล้วยไข่นอกฤดูนั้นจะเป็นต้องใช้ความพิถีพิถันอย่างมาก ตั้งแต่เริ่มเตรียมดินไปจนถึงเก็บเกี่ยวเลย การปลูกกล้วยไข่นอกฤดูนั้นจะมีการดูแลเอาใจใส่มากกว่าการปลูกกล้วยไข่ในฤดูอย่างมาก

อย่างแรกเลยก็ต้องเตรียมดินด้วยการไถกลบและตากดินไปประมาณ 7 ถึง 14 วัน  ระหว่างรอดินก็ไปหาต้นพันธุ์กล้วยไข่ที่มีคุณภาพส่วนมากแล้วเดี๋ยวนี้ถ้ามีการปลูกกล้วยไข่ในปริมาณมาก จะเป็นต้นพันธุ์ที่ได้จากการเพาะเนื้อเยื่อทั้งนั้นเลยครับ ข้อดีของการเพาะเนื้อเยื่อนั้น ต้นกล้วยไข่จะไม่กลายพันธุ์จะมีลักษณะเด่นเหมือนกับต้นแม่เลย

ในเกษตรกรรายใหญ่ที่ปลูกกล้วยไข่ส่งออกและเน้นการปลูกกล้วยไข่นอกฤดูด้วยแล้วจะมีการลงทุนทำระบบน้ำด้วยการวางท่อ PE ตามแถวต้นกล้วยที่ปลูกเพื่อให้ต้นกล้วยไม่ขาดน้ำในช่วงเวลาสำคัญแม้จะลงทุนเยอะแต่เราก็สามารถจะจัดการทุกอย่างได้สบายกว่า โดยการวางท่อ PE นั้นก็มีข้อดีอีกอย่างก็คือตอนให้ปุ๋ยที่เราสามารถให้ปุ๋ยในระบบน้ำได้เลย ต้นกล้วยหอมก็จะสามารถดูซึมปุ๋ยได้เร็วกว่าการหวานปุ๋ยแบบปกติ


หลังจากปลูกไปแล้วประมาณ 1 ถึง 4 เดือนเราควรที่จะหมั่นดูแลรักษาแปลงปลูกในสะอาดปราศจากวัชพืช ซึ่งไม่ควรที่จะใช้สารกำจัดวัชพืช เนื่องจากจะทำให้ใบไหม้และทำให้กล้วยชะงักการเจริญเติบโตได้ แต่ถ้ารุนแรงก็ตายได้เหมือนกัน

หลังจากปลูกไปได้ประมาณ 9 ถึง 12 เดือน กล้วยไข่ ก็จะออกผลผลิตมาให้เราได้ชื่นชม แม้ว่าการปลูกกล้วยไข่นอกฤดูจะมีการลงทุนที่มากกว่าการปลูกกล้วยไข่ตามฤดูก็ตาม แต่ผลประโยชน์ที่ได้กลับมานั้นมันมากกว่า อย่างแรกเลยได้ราคาที่ดีกว่าตอนปกติที่มีกล้วยไข่ออกตามฤดู มีกำลังซื้อมากกว่าในช่วงปกติทำให้มีพ่อค้ามารับซื้อถึงสวนปลูกเลย



ข้อมูลจาก thaiarcheep.com
 

การปลูกส้มโอ ปลูกทานเองไม่อยากเลย

การปลูกส้มโอ

ถ้าพูดถึง ส้มโอ เพื่อนๆไทยอาชีพที่ชอบกินผลไม้เป็นอาหารหลักก็ต้องบอกว่าเป็นผลไม้หนึ่งใน 10 ที่มีรสชาติอร่อย ซึ่งส้มโอที่มีชื่อเสียงนั้นจะเป็นส้มโอนครปฐม แต่ช่วงที่เกิดน้ำท่วมหนัก ปี 2554 ทำให้ส้มโอพันธุ์ดีเกือบจะสูญพันธุ์ไปเพราะว่าต้นส้มโอส่วนมากที่อยู่ในจังหวัดนครปฐมจมน้ำตายเกือบหมด  ส้มโอนครปฐมจะมีลักษณะเด่นก็คือ รสชาติหวานอมเปรี้ยว เนื้อแห้งไม่แฉะ และแกะง่าย ซึ่งเป็นคุณสมบัติเด่นของส้มโอนครปฐม

วันนี้ผมจะมาพูดถึง อาชีพเกษตรกรรม ที่เพื่อนๆไทยอาชีพสามารถทำเองที่บ้านได้โดยไม่จำเป็นต้องมีพื้นที่เยอะแยะอะไรเลย ส้มโอ แม้ว่าจะเป็นต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่และส่วนมากจะต้องปลูกในพื้นที่กว้าง แต่สมัยนี้เราสามารถที่จะปลูกส้มโอในกระถางหรือในภาชนะที่จำกัดได้แล้ว โดยใช้การขยายพันธุ์แบบไม่ใช้เมล็ด ไม่ใช้เพศ เป็นหลัก นอกจากการขยายพันธุ์แบบนี้จะช่วยให้เราสามารถปลูกส้มโอไว้กินได้แล้วเรายังสามารถที่จะทำให้ส้มโอออกผลผลิตนอกฤดูได้อีกต่างหากเรียกว่ามีกินกันทั้งปีเลยละครับ

ปลูกส้มโอในกระถาง

การจำแนกพันธุ์ส้มโอแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ


พันธุ์การค้าหลัก ได้แก่

1. พันธุ์ขาวพวง
2. ขาวแป้น
3. ขาวทองดี
4. ขาวใหญ่
5. บางขุนนนท์

พันธุ์การค้าเฉพาะแห่ง

1. ปัตตาเวีย
2. ขาวแตงกวา
3. ขาวแก้ว
4. ขาวหอม
5. ขาวน้ำผึ้ง

ซึ่งแต่ละพันธุ์จะมีจุดเด่นจุดด้อยแตกต่างกันไปครับเท่าที่ผมได้อ่านมาก็มีพันธุ์ที่นิยมบริโภคกันก็คือ

ขาวพวง 
ลักษณะผล ค่อนข้างใหญ่ ผลกลมสูง มีจุก สีเป็นเขียวอมเหลือง รสชาติหวานอมเปรี้ยว

ขาวน้ำผึ้ง 
ลักษณะผล ค่อนข้างใหญ่ ผลกลมแป้นไม่มีจุก สีเป็นเขียวเข้ม รสชาติเปรี้ยวอมหวาน

ขาวแตงกวา
ลักษณะผลใหญ่ ผลกลมสูง ไม่มีจุดเด่นชัด สีเขียวเข้ม รสชาติเปรี้ยวอมหวาน

ขาวใหญ่ 
ลักษณะผลใหญ่ ผลกลมสูง ไม่มีจุดเด่นชัด สีเขียวอมเหลือง รสชาติหวานจัด

ขาวทองดี 
ลักษณะผลใหญ่ ผลกลมสูง ไม่มีจุดเด่นชัด สีเขียวเข้ม รสชาติหวานฉ่ำ

ขาวจีบ 
ลักษณะผลโตปานกลางผลใหญ่ ผลกลมสูง มีจุกและจีบที่ขั้วผล สีเขียวอมเหลือง รสชาติหวานอมเปรี้ยว

ขาวแป้น 
ลักษณะผล ค่อนข้างใหญ่ ผลกลมสูง มีจุก สีเป็นเขียวอมเหลือง รสชาติเปรี้ยวอมหวาน

ส้มโอขาวแตงกวา


ส้มโอขาวน้ำผึ้ง

อุปกรณ์ที่ใช้การปลูกส้มโอในกระถาง

1. ต้นพันธุ์ ส้มโอ ซึ่งเป็นต้นพันธุ์ที่แข็งแรงไม่กลายพันธุ์
2. กระถางพลาสติกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 20 เซนติดเมตร หรือจะเป็นวัสดุเหลือใช้ก็สามารถใช้ได้เหมือนกัน
3. วัดสุปลูกซึ่งต้องเตรียมดินดำหรือหน้าดิน 1 ส่วน แกลบดิบ 2 ส่วน มูลวัวหรือมูลควาย 1 ส่วน นำส่วนผสมทุกอย่างมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน
4. เศษกระเบื้องรองก้นกระถาง

ขั้นตอนการปลูกส้มโอในกระถาง

1. เตรียมกระถางตามที่เราต้องการใช้กระเบื้องหรือเศษกระถางเก่าปิดรูก้นกระถางโดยปิดตรงกลางเพื่อช่วยในการระบายน้ำได้ดีและช่วยให้ง่ายต่อการเปลี่ยวกระถางในครั้งต่อไป
2. ใส่วัสดุปลูกรองก้นกระถาง 1 ใน 3 ส่วนของกระถาง
3. ตัดรากที่คดงอของส้มโอออก จะทำให้ส้มโอแตกใบอ่อนเร็วขึ้น
4. นำส้มโอลงปลูกในกระถางโดย สงให้ต้นส้มโอตั้งตรงใส่ดินที่เหลือให้เต็มขอบกระถาง เพียงเท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อย

ข้อมูลจาก thaiarcheep.com
 

การปลูกกล้วยหอมกะเหรี่ยง


กล้วยหอมกะเหรี่ยงเป็นกล้วยที่นิยมของผู้บริโภค เนื่องจากผลสุกเป็นสีเหลือง เนื้อในสุกเหนียวหนึบ มีกลิ่นหอม รสหวานปนเปรี้ยวนิด ๆ รับประทานอร่อย โดยนิยมปลูกกันมากในแถบจังหวัดกาญจนบุรีและเพชรบุรี
 
ในอดีตกล้วยหอมกะเหรี่ยงนิยมปลูกเฉพาะหมู่บ้านชาวกะเหรี่ยงตามตะเข็บชายแดนไทย-พม่า ในแถบ จ.กาญจนบุรี แต่ปัจจุบันได้มีเกษตรกรหันมาปลูกกันมากขึ้นในหลายพื้นที่ เป็นกล้วยหอมที่ลำต้นแข็งแรง เมื่อตกเครือจึงแทบจะไม่จำเป็นต้องใช้ไม้ค้ำเหมือนกับกล้วยหอมทอง ในหนึ่งเครือจะมี 10-12 หวี หวีละ 14-16 ผล ผลมีลักษณะคล้ายกล้วยหอมทอง แต่ปลายผลทู่ เมื่อสุกผิวจะมีสีเหลืองทอง เนื้อในสีส้มอ่อน รสหวานหอม เปลือกบาง มีความทนทานต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี ลำต้นสูง 2.5-3 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า 15 เซนติเมตร ก้านใบเปิดกว้าง มีปีก กาบลำต้นด้านนอกมีปื้นหนาสีดำ ด้านในมีสีชมพู ก้านช่อดอกมีขน ใบประดับรูปไข่สีม่วงเข้ม ปลายแหลมและม้วนขึ้น ดอกตัวผู้สีงาช้าง จะหลุดร่วงหลังจากใบประดับหลุดแล้ว ส่วนดอกตัวเมียมีสีเหลือง ก้านตรง ดอกตัวผู้และดอกตัวเมียมีความยาวใกล้เคียงกัน กลีบรวมใหญ่สีเหลืองอ่อน ปลายสีเหลือง กลีบรวมเดี่ยวสีขาวใสมีรอยหยักที่ปลาย
 
กล้วยหอมกะเหรี่ยงปลูกได้โดยใช้หน่อ ที่แยกมาจากต้นแม่ที่มีความสูงประมาณ 50–60 ซม. ก่อนปลูกเตรียมดินด้วยการไถพรวนยกร่อง กล้วยหอมเป็นพืชที่ต้องการน้ำเยอะ ฉะนั้นควรปลูกบนร่อง ไม่ควรปลูกบนหลังแปลงปลูกในท้องร่องจะง่ายต่อการให้น้ำ ระยะการปลูกประมาณ 2 เมตรครึ่ง หนึ่งไร่จะปลูกได้ประมาณ 80 ต้น
 
หลุมปลูกประมาณ 50x50 ซม. ลึกประมาณ 50 ซม. รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมัก หลุมละ 1 กิโลกรัม จากนั้นใช้หน่อปลูกลงไปใช้ดินคลุมรอบโคนต้น รดน้ำให้ชุ่ม จากนั้นให้น้ำอย่างน้อย 7 วันต่อ 1 ครั้ง ดินที่เหมาะสมต่อการปลูก คือ ดินร่วนปนทราย ประมาณ 1 เดือน หน่อกล้วย
จะแทงยอดขึ้นมา ให้ใช้มีดเฉือนให้ได้ระยะจากพื้นดิน ประมาณ 50 ซม. เพื่อง่ายในการดูแลรักษา และความสูงของต้นเมื่อเติบโตเต็มที่แล้ว จะไม่แย่งกัน ประมาณเดือนครึ่งใส่ปุ๋ยคอกโดยโรยรอบโคนต้นแล้วให้น้ำทันที
       
ประมาณ 8 เดือน กล้วยก็จะตกเครือ ในระหว่างนี้ต้องกำจัดหญ้า หรือวัชพืชอื่น ๆ ศัตรูของกล้วยหอมที่สำคัญ คือ ด้วงงวงสีดำ ตัวด้วงงวงนี้จะเป็นตัวทำลายเนื้อเยื่อของกล้วยหอมที่กำลังเจริญเติบโต โดยตัวแม่จะเจาะบริเวณโคนใบ โคนก้านใบของกล้วยหอมแล้วไข่ลงไป ตัวอ่อนจะไชเข้าไปตามก้านใบสู่เนื้อเยื่อของกล้วยหอม เข้าไปดูดกินน้ำเลี้ยง ทำให้กล้วยหอมมีน้ำยางไหล อาหารที่จะไปเลี้ยงกล้วยหอมไม่พอ ฉะนั้นควรหมั่นตรวจดูบริเวณโคนต้น หรือลำต้น รอบโคนต้นควรสะอาดไม่ให้รกรุงรัง ปัจจุบันกล้วยหอมกะเหรี่ยงจะจำหน่ายกันหวีละ 20 บาทในหวีใหญ่ ส่วนหวีเล็กราคาประมาณ 10 บาท ถ้านำไปจำหน่ายเอง ราคาหวีละ 25–30 บาท
 
กล้วยหอมอุดมไปด้วยเส้นใย ดังนั้นจึงช่วยเสริมให้การย่อยอาหารของลำไส้เล็กดีขึ้น ในเวลาเดียวกันสารต่าง ๆ ที่มีอยู่ในกล้วยหอมยังจะช่วยเคลือบผิวของกระเพาะ จึงลดการเป็นแผลในกระเพาะได้อีกด้วย

ข้อมูลจาก royyimbaandin.com
 

กำแพงเจ็ดชั้น : แก้โรคไต แก้ท้องผูก แก้ลมตีขึ้น


ชื่อสมุนไพร
กำแพงเจ็ดชั้น

ชื่ออื่นๆ
ตะลุ่มนก (ราชบุรี) ตาไก้ (พิษณุโลก) น้ำนอง มะต่อมไก่ (เหนือ) หลุมนก (ใต้) ขอบกระด้ง พรองนก (อ่างทอง); ขาวไก่, เครือตากวาง, ตากวาง, ตาไก่ (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ); กระดุมนก (ประจวบคีรีขันธ์); กลุมนก

ชื่อวิทยาศาสตร์
Salacia chinensis L.

ชื่อพ้อง
Salacia prinoides

ชื่อวงศ์
Celastraceae (Hippocrateaceae)


ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ไม้เถาเนื้อแข็ง หรือไม้พุ่มรอเลื้อย สูง 2-6 เมตร เปลือกลำต้นเรียบสีเทานวล เนื้อไม้มีวงปีสีน้ำตาลแดงเข้มจำนวนหลายชั้นเห็นชัดเจน เรียงซ้อนกันเป็นชั้น 7-9 ชั้น ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม สลับตั้งฉาก แผ่นใบค่อนข้างหนา แผ่นใบรูปวงรี รูปวงรีกว้าง รูปไข่ รูปวงรีแกมใบหอก หรือรูปไข่กลับ กว้าง 2-4 เซนติเมตร ยาว 4-8 เซนติเมตร ปลายแหลมหรือมน โคนใบสอบ ขอบหยักหยาบๆ หลังใบเรียบเป็นมันสีเขียวเข้ม ท้องใบเรียบ เนื้อใบกรอบ ก้านใบยาว 0.6-1.5 เซนติเมตร ผิวใบด้านบนและด้านล่างค่อนข้างหนาเป็นมัน เส้นแขนงใบ 4-10 คู่ ดอกเล็ก สีเขียวอมเหลืองหรือเหลือง ออกเป็นช่อ แบบกระจุกหรือช่อแยกแขนงสั้นๆ ตามซอกใบ มีกลีบดอก 5 กลีบ สีเหลืองปนเขียว ออกเป็นกลุ่มหรือช่อสั้นๆ ที่ซอกใบ หรือกิ่งก้าน ปลายกลีบดอกมนบิดเล็กน้อย แกนดอกนูนเป็นวงกลม มี 3-6 ดอกในแต่ละช่อ กลีบดอกรูปรีหรือรูปไข่กว้าง ยาว 3-4 มิลลิเมตร ก้านดอกยาว 6-10 มิลลิเมตร กลีบเลี้ยงเล็กมากมี 5 กลีบ กลีบเลี้ยงรูปสามเหลี่ยม ปลายมนกลม ยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร ขอบเป็นชายครุย จานฐานดอกรูปถ้วยคล้ายเป็นถุง มีปุ่มเล็กๆ ตามขอบ เส้นผ่านศูนย์กลาง 1.5-2 มิลลิเมตร เกสรเพศผู้ 3 อัน ติดบนขอบจานฐานดอก ก้านเกสรเพศผู้สั้น อับเรณูรูปส้อม ปลายเกสรชนกันเป็นยอดแหลม รังไข่มี 3 ช่อง ซ่อนอยู่ในจานฐานดอก ออวุลมี 2 เม็ด ในแต่ละช่อง ก้านเกสรเพศเมียสั้น ผลสด รูปร่างค่อนข้างกลม ผิวผลเกลี้ยง รูปกระสวยกว้าง หรือรี ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1-2 เซนติเมตร ผลอ่อนสีเขียว ผลสุกสีแดงหรือสีแดงอมส้ม ภายในมีเมล็ดกลมขนาดใกล้เคียงกับผล 1 เมล็ด ออกดอกช่วงเดือน มกราคมถึงมีนาคม ผลรับประทานได้ พบตามป่าชายทะเล ป่าเบญจพรรณทั่วไป


สรรพคุณ    

ยาสมุนไพรพื้นบ้านจังหวัดอุบลราชธานี  ใช้  เนื้อไม้ ต้มน้ำดื่ม แก้โรคไต แก้ท้องผูก ยาระบาย แก้ลมตีขึ้น ลำต้น แก้ปวดเมื่อย (เข้ายากับ ตาไก่ ตากวง อ้อยดำ ขมิ้นเกลือ ดูกหิน ตับเต่า ใช้ลำต้นของทุกต้นรวมกัน มาต้มน้ำดื่ม) ยาระบาย (เข้ายากับ ยาปะดง ตากวง ดูกไส คอแลน พาสาน) ขับปัสสาวะ (เข้ายากับ แก่นตาไก้ แก่นตากวง แก่นดูกไส แก่นตานกกด) แก้ริดสีดวงทวาร (เข้ายากับ ว่านงวงช้าง แก่นกระถิน ปูนขาว แล้วต้ม)

ยาสมุนไพรพื้นบ้านจังหวัดนครราชสีมา  ใช้  ลำต้น บำรุงโลหิต โดยใช้ลำต้นต้มน้ำดื่มวันละ 1-2 ช้อนชา ก่อนอาหารเช้า-เย็น
           
ยาพื้นบ้าน  ใช้  ต้น รสเมาเบื่อฝาดสุขุม ต้มน้ำดื่ม หรือดองสุรา แก้ปวดเมื่อย หรือเข้ายาระบาย (ผสมกับรากตูมกาขาว รากชะมวง และรากปอด่อน) บำรุงโลหิต ฟอกโลหิต แก้โลหิตเป็นพิษทำให้ร้อน แก้โลหิตจาง แก้ผอมแห้งแรงน้อย ทำให้อยากอาหาร  ขับระดูขาว แก้ปวดตามข้อ แก้ไขข้อพิการ เข้าข้อ แก้ประดง ขับผายลม ฟอกและขับโลหิตระดู รักษาโรคตับอักเสบ (ผสมกับเปลือกต้นมะดูก) แก้หืด (ผสมกับแก่นพลับพลา แก่นโมกหลวง ต้นสบู่ขาว ต้นพลองเหมือด แก่นจำปา และต้นคำรอก) แก้เบาหวาน (ผสมกับรากทองพันชั่ง หัวข้าวเย็นเหนือ หัวข้าวเย็นใต้ หัวร้อยรู แก่นสัก และหญ้าชันกาดทั้งต้น) ราก รสเมาเบื่อฝาด ต้มหรือดองสุราดื่ม ขับโลหิตระดู บำรุงโลหิต ดับพิษร้อนของโลหิต แก้ลมอัมพฤกษ์ รักษาโรคตา บำรุงน้ำเหลือง ใบ แก้มุตกิด ขับระดู ดอก แก้บิดมูกเลือด แก่นและราก ต้มน้ำดื่มเป็นยาระบายแก้เส้นเอ็นอักเสบ
           
ประเทศกัมพูชา  ใช้  เถาต้มน้ำดื่ม แก้โรคเบาหวาน
         
ประเทศอินเดีย ใบ ใช้รักษาเบาหวาน โดยนำใบกำแพงเจ็ดชั้น ผสมกับใบแพงพวยฝรั่ง อย่างละเท่าๆกัน บดพอหยาบรวมกัน จำนวน 1 ช้อนชา ชงกับน้ำร้อน 1 แก้ว  ดื่มตอนเช้า เป็นเวลา 1 เดือน ราก แก้พิษงู นำรากกำแพงเจ็ดชั้นตำผสมกับน้ำมะนาว ใช้กินและพอกทาแผลที่ถูกงูกัด รากใช้รักษาโกโนเรีย โรคข้อรูมาติก และโรคผิวหนัง

องค์ประกอบทางเคมี

ลำต้น

สารกลุ่ม Friedelane-Type Triterpenes ได้แก่ maytenoic acid,  friedelane-3-on-29-ol, 15R-hydroxyfriedelan-3-one, wilfolic acid C, salaspermic acid, orthosphenic acid, salasones A, salasones B, salasones C
 
สารกลุ่ม Oleanane-Type Triterpenes ได้แก่ 3β, 22β-dihydroxyolean-12-en-29-oic acid,
maytenfolic acid, β-amyrin, 22α-hydroxy-3-oxoolean-12-en-29-oic acid,  β-amyrenone
 
สารกลุ่ม Ursane-Type Triterpenes ได้แก่ tripterygic acid A, demethylregelin
 
สารกลุ่ม Norfriedelane-Type Triterpenes ได้แก่ tingenone, tingenin B, regeol A, triptocalline A, salaquinone A, B
 
สารกลุ่ม Eudesmane-Type Sesquiterpene ได้แก่ celahin C, salasol A
 

ใบ

สารไตรเทอร์ปีน  foliasalacins,  3b-hydroxy-20-oxo-30-norlupane, betulin, betulinic acid, friedelin, octandronol, oleanoic acid, erythrodiol, ursolic acid, uvaol, isoursenol
 
สารกลุ่มซัลโฟเนียม ได้แก่ salacinol, kotalanol
 
สารไกลโคไซด์ foliachinenosides E, F, G, H, I,    foliasalaciosides J, K, L
   
ราก    พบสารกลุ่มซัลโฟเนียม ได้แก่ salacinol, kotalanol(7) สารกลุ่มโปรแอนโทไซยานิดิน ได้แก่  leucopelargonidin (3)
   
ผล     พบสารกลุ่มซัลโฟเนียม ได้แก่ salacinol, kotalanol(7)

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ต้านเบาหวาน โดยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์แอลฟากลูโคซิเดส
           
สารสกัดด้วยน้ำจากลำต้น และรากกำแพงเจ็ดชั้น ออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์แอลฟากลูซิเดสในลำไส้เล็กทั้งสองชนิดในหนูทดลอง โดยสามารถยับยั้งเอนไซม์ซูเครส โดยมีค่าIC50 ของลำต้น และราก เท่ากับ  36.5, 57.9 µg/ml ตามลำดับ  และยับยั้งเอนไซม์มอลเตส โดยมีค่า IC50 ของลำต้น และราก เท่ากับ 87.3, 157.7 µg/ml แสดงว่าลำต้นออกฤทธิ์ได้ดีกว่าในราก  โดยพบว่าสารออกฤทธิ์ดีคือ salacinol และ kotalanol

ฤทธิ์ลดไขมันในเลือด

สารสกัดด้วยคลอโรฟอร์มและเอทานอล จากรากกำแพงเจ็ดชั้น เมื่อป้อนให้หนูทดลอง ในขนาด 500 mg/kg body wt.ต่อวัน เป็นเวลา 14 วัน พบว่ามีนัยสำคัญในการลดปริมาณคลอเลสเตอรอลรวม ไตรกลีเซอไรด์ LDL VLDL สามารถเพิ่มไขมันชนิดดี HDL ในหนูที่มีไขมันในเลือดสูงได้ เมื่อเทียบกับหนูที่ไม่ได้รับยา

ฤทธิ์ปกป้องเซลล์ตับจากสารพิษ

สารกลุ่มลิกแนนที่แยกได้จากใบ 2 ชนิด คือ eleutheroside E₂และ 7R,8S –dihydrodehydrodi coniferyl alcohol 4-O-β-D-glucopyranosideมีฤทธิ์ปกป้องเซลล์ตับหนูในหลอดทดลอง จากการถูกทำลายด้วยสารเคมี D-galactosamineเมื่อให้สารในขนาด 100 µMโดยมีเปอร์เซ็นต์การยับยั้ง 41.4 และ 45.5  ตามลำดับ

ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา

สารสกัดใบด้วยเอทานอล มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียแกรมบวก Staphylococcusepidermidis และเชื้อรา Cryptococcus neoformans โดยมีค่า MIC เท่ากับ 256 µg/mL  และยับยั้งเชื้อรา Candida albicansโดยมีค่า MIC เท่ากับ 512 µg/mL  สารสกัดใบด้วยน้ำมีฤทธิ์ต้านเชื้อ S. epidermidisและ C. neoformans โดยมีค่า MIC เท่ากับ 512  และ 1024 µg/mL  ตามลำดับ


ข้อมูลเครื่องยา thaicrudedrug.com
ตัวอย่างพรรณไม้แห้ง thaiherbarium.com

ข้อมูลจาก phargarden.com
 

สับปะรด : แก้โรคบิด นิ่ว ป้องกันโรคเหงือก


สับปะรด มีต้นกำเนิดมาจากทวีปอเมริกาใต้ ทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดี จัดเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามินจำนวนมาก ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต วิตามินซี วิตามินบี1 วิตามินบี2 วิตามินบี3 วิตามินบี5 วิตามินบี6 กรดโฟลิก ธาตุแคลเซียม ธาตุโพแทสเซียม ธาตุแมกนีเซียม ธาตุแมงกานีส ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก ธาตุสังกะสี เป็นต้น

สับปะรด มีสรรพคุณทางสมุนไพรไทย

ในทางสมุนไพรไทย นิยมใช้สับปะรดมาช่วยรักษาอาการต่าง ๆ หลายอย่าง เช่น โรคบิด โรคนิ่ว ช่วยบรรเทาและรักษาอาการหวัด ช่วยให้สุขภาพในช่องปากแข็งแรง ป้องกันไม่ให้เกิดโรคเหงือก เป็นต้น

ข้อมูลจาก
dailynews.co.th/agriculture/332745
 

กุ้งล็อบสเตอร์น้ำจืด เลี้ยงได้ทุกที่ ทุกภาคในไทย


ท่ามกลางกระแสของการเลี้ยงกุ้งก้ามแดง (เครย์ฟิช) หรือล็อบสเตอร์น้ำจืด กำลังมาแรงในยุคเศรษฐกิจฝืด ทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยยังข้องใจว่ากุ้งชนิดนี้จะเป็นกุ้งเศรษฐกิจที่เลี้ยงมาเพื่อบริโภค หรือเลี้ยงเป็นสัตว์สวยงาม และจะเลี้ยงง่ายหรือไม่อย่างไร และมีตลาดรองรับที่ไหนบ้าง ทำให้ทีม "ท่องโลกเกษตร" ต้องเสาะแสวงหาความจริงจากผู้ที่เลี้ยงกุ้งชนิดนี้โดยตรงในพื้นที่ภาคตะวันออก จากแหล่งที่เลี้ยงในรูปแบบต่างๆ ทั้งในนาข้าว บ่อดิน บ่อซีเมนต์ และบ่อพลาสติกในพื้นที่ จ.ชลบุรี และจ.สระแก้ว

เราเริ่มต้นที่ศูนย์การเรียนรู้ชีววิถีเพื่อการเรียนรู้อย่างยั่งยืน ที่บ้านห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ของ "ประทีป มายิ้ม" ที่ใช้บ้านตัวเองกว่า 1 ไร่ มาทำเป็นศูนย์การเรียนรู้เพื่อถ่ายทอดวิชาด้านการเกษตรให้แก่เกษตรกร นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

การเลี้ยงกุ้งล็อบสเตอร์ในศูนย์การเรียนรู้ชีววิถีเพื่อการเรียนรู้อย่างยั่งยืนบ้านห้วยใหญ่นั้น ประทีป จำลองพื้นที่นาขนาดย่อม 3X5 เมตร ขังน้ำลึกราว 10-15 ซม. ภายในนาจำลองปลูกข้าวหอมนิล แหน สาหร่ายหางกระรอกรกพื้นที่เต็มไปหมด รอบๆ พื้นที่นากั้นด้วยตาข่าย เพื่อป้องกันศัตรูของกุ้งไม่ว่าจะเป็นแมว นก และหนู ที่อาจเล็ดลอดเข้าไปกินกุ้งที่เลี้ยงไว้ 500 ตัว

"ผมไม่รู้จักกุ้งล็อบสเตอร์น้ำจืดมาก่อน เมื่อ 4 ปีก่อน ลูกสาวไปเที่ยวงานเกี่ยวกับการเกษตร ที่.สระแก้ว ซื้อลูกกุ้งล็อบสเตอร์น้ำจืดมา 4 ตัว ขนาด 1 นิ้วกว่า ราคาตัวละ 30 บาท ตอนแรกคิดว่าเป็นกุ้งสวยงาม เลยไปปล่อยในอ่างเลี้ยงปลาหางนกยูง โดยที่ไม่ให้อาหาร เพราะไม่ทราบว่ากินอะไร เลี้ยงไปได้ระยะหนึ่งสังเกตเห็นสาหร่ายหางกระรอกลดน้อยลง สงสัยว่ากุ้งชนิดนี้คงกินแน่นอน จน 3 เดือนผ่านไป กุ้งตัวโตเท่าหัวแม่มือยาวราว 3-4 นิ้ว จึงย้ายลงบ่อปูนที่มีขนาดใหญ่กว่า ผ่านไป 2 เดือนเห็นลูกกุ้งเต็มบ่อไปหมด" ประทีบ ย้อนถึงการเริ่มเลี้ยงกุ้งล็อบสเตอร์น้ำจืด

จากการสังเกตพฤติกรรมเห็นกุ้งกินสาหร่ายหางกระรอกได้ ประทีบ จึงคิดว่าน่าจะกินพืชอื่นได้ จึงทดลองเอาแหนมาใส่ ปรากฏว่ากุ้งกินเหมือนกัน จนลูกกุ้งโตขึ้นมาก และมีบรรดาผู้ที่ไปอบรมได้พบเห็นต่างชอบใจ และขอซื้อลูกกุ้งไปเลี้ยง ตรงนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ประทีบ มองถึงอนาคตในการเลี้ยงชนิดนี้ บางครั้งอาจเป็นสัตว์เศรษฐกิจได้ เพราะราคาดีพอสมสมควร ที่สำคัญสามารถขยายพันธุ์รวดเร็ว แม่กุ้ง 1 ตัว จะออกไข่ให้ปีละ 3-4 ครั้ง แต่ละครั้งจะออกหลายร้อยตัว และถึงหลักพันตัว

"ตอนหลังผมทราบว่าเป็นกุ้งล็อบสเตอร์น้ำจืดและมีการเลี้ยงในนาข้าวที่สระแก้ว ผมเลยทำแปลงนาจำลอง เพื่อเป็นแปลงสาธิตในการเลี้ยงแบบชีววิถี จากนั้นปล่อยกุ้งลงไปจำนวน  500 ตัว โดยภายในแปลงมีการนำสาหร่ายหางกระรอก จอกแหน ลงไปให้รก เพราะยิ่งรก ยิ่งจะรอด เพราะกุ้งจะกินพืชเหล่านี้เป็นอาหาร ผมเลยเลี้ยงแบบชีววิถีปล่อยให้กินพืช เวลาผ่านไปสามารถสร้างรายได้ให้ปีละกว่า 2 แสนบาท หลังข่าวแพร่กระจายออกไป มีโรงแรมชั้นนำในพัทยา สั่งกุ้งเพื่อเป็นอาหารต้องการขนาด 2 ตัวต่อ 1 กิโลกรัม เสนอราคามากิโลกรัมละ 1,200 บาท แต่ยังผลิตไม่ทัน" ประทีบ กล่าว

ออกจากศูนย์การเรียนรู้ชีววิถีเพื่อการเรียนรู้อย่างยั่งยืน บ้านห้วยใหญ่ มุ่งหน้าสู่ จ.สระแก้ว จุดหมายปลายทางที่สหกรณ์การเกษตรเขื่อนพระปรง จำกัด ที่บ้านระเบาะหูกวาง หมู่ 6 ต.ช่องกุ่ม อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว ซึ่งมีสมาชิกจำนวนหนึ่งเลี้ยงกุ้งล็อบสเตอร์น้ำจืดในนาข้าว อีกส่วนหนึ่งเลี้ยงในบ่อดิน บ่อปูน และบ่อสพลาสติก จุดแรกที่เราไปดูที่บ่อเลี้ยงในนาข้าวของประธานสหกรณ์" อำนาจ ยาสา ซึ่งเป็นศูนย์เรียนรู้ในการเลี้ยงกุ้งล็อบสเตอร์ด้วย

อำนาจ บอกว่า เริ่มศึกษาการเลี้ยงกุ้งล็อบสเตอร์น้ำจืด จากสถานีเกษตรกรหลวงอินทนนท์ หรือโครงการหลวงดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ ที่ทดลองเลี้ยงมาตั้งแต่ปี 2549 จึงมองว่าสมาชิกของสหกรณ์กว่า 50 คน มีอาชีพทำนาเป็นหลัก บางปีประสบปัญหาขาดทุน จึงมองเห็นโอกาสที่จะสร้างรายได้เพิ่มขึ้นในนาข้าว จึงได้ศึกษาอย่างจริงจัง ไปดูวิธีการเลี้ยง การเพาะพันธุ์ลูกกุ้งและนำมาทดลองเลี้ยงร่วมกับสมาชิกจนประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

"กุ้งชนิดนี้มีจุดเด่นคือ ปรับตัวได้ดีในสภาพแวดล้อมต่างๆ จึงสามารถเลี้ยงได้ในสภาพแวดล้อมทั่วไปได้ แม้แต่ในนาข้าว ในบ่อดินหรือกระชังในแม่น้ำ มีอัตราการตายน้อยมาก อย่างในนาของผม พื้นที่ 1 ไร่ เราสามารถปล่อยกุ้งได้ 2,000-4,000 ตัว เลี้ยง 4 เดือน ตัวผู้ได้ 8-12 ตัวต่อกิโลกรัม ตัวเมีย 14-20 ตัวต่อกิโลกรัม เลี้ยง 4 เดือน อย่างน้อยต้องได้กว่า 100 กิโลกรัม ขายง่ายๆ ราคากิโลกรัมละ 500 บาท เราจะมีรายได้ 5 หมื่นบาท ถ้าปลูกข้าวอย่างเดียวมีกำไรไม่เกิน 2,000 บาท ถ้าขายแม่พันธุ์ขนาด 4 นิ้ว ขายตัวละ 100 บาท" อำนาจ กล่าว

สำหรับการเลี้ยงกุ้งล็อบสเตอร์ในน้ำจืด ต้องยกคันล้มให้สูง เพื่อขังน้ำให้สูงกว่าระดับน้ำในนาข้าวทั่วไป และป้องกันศัตรูธรรมชาติ บริเวณรอบขอบบ่อ 1 ใน 4 ส่วน ขุดให้ลึก 50-70 ซม. เพื่อเป็นที่อาศัยของกุ้งในช่วงกลางวัน เพราะกุ้งชนิดนี้จะนอนพักในระดับน้ำที่ลึกลงไป ส่วนพื้นที่ตรงกลางบ่อ ระดับน้ำสูง 30 ซม. ซึ่งเป็นระดับน้ำในการทำนาปกติ พื้นที่ส่วนนี้กุ้งจะขึ้นมาอาศัยและหากินในช่วงกลางคืนนั่นเอง

จากแปลงนาของอำนาจ เราไปดูการเลี้ยงกุ้งล็อบสเตอร์ในบ่อปูน และบ่อพลาสติกของ สมศักดิ์ กันอาอางค์ เกษตรกรวัย 75 ปี ที่ ต.ช่องกุ่ม อ.วัฒนานคร หนึ่งในสมาชิกของสหกรณ์การเกษตรเขื่อนพระปรง ซึ่งเลี้ยงในบ่อขนาด 5X5 เมตร เพิ่งเลี้ยงมาได้ 2 รุ่นแล้ว โดยครั้งแรก สมศักดิ์ลงทุนสร้างบ่อพลาสติก 2 บ่อ เป็นเงิน 2 หมื่นบาท ปล่อยกุ้งบ่อละ 1,500 ตัว เลี้ยงชุดแรก 3 เดือน ขายได้ 3.5 หมื่นบาท คุ้มทุนแล้ว และรุ่นต่อไปจะเลี้ยง 4 เดือน คาดว่าจะได้หลักแสนบาท ถือว่ารายได้ดีกว่าทำนาหลายเท่าตัว

ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลคร่าวๆ ของการเลี้ยงกุ้งก้ามแดงหรือล็อบสเตอร์น้ำจืด ที่ทีมงานสำรวจมา แต่เวลามีจำกัดใกล้จะมืดค่ำเราจึงอำลาบ่อกุ้ง มุ่งหน้าสู่กรุงเทพมหานคร เพื่อเตรียมไปทำงานตามปกติในวันรุ่งขึ้น

ข้อมูลจาก komchadluek.net
 

ภัยแล้ง : คงต้องยอมขายนาใช้หนี้


ยอมแพ้ ‘ภัยแล้ง’ โจรซํ้าเติมฉกปั๊ม ลุ้นฝนจากไต้ฝุ่น


สศก.เผยภัยแล้งข้าวนาปีลดเกือบ 3 ล้านตัน ก.เกษตรฯเล็งพักหนี้เกษตรกรสู้ภัยแล้ง กรมชลฯแนะรัฐตีปี๊บผลงานบริหารจัดการน้ำ “รอยล” จับตาไต้ฝุ่นหลินฟ้า-จันหอม เพิ่มฝนภาคอีสาน 5-7 ก.ค. เขื่อนภูมิพลวิกฤติเหลือน้ำ 241 ล้าน ลบ.ม. ปล่อยน้ำได้อีก 30 วัน สุโขทัยแล้งสุดในรอบ 20 ปี ไร่มะเขือ-ไร่อ้อยเสียหายหนัก ขณะที่แม่น้ำปิงลดลงต่อเนื่อง ชาวนครสวรรค์จัดคิวสูบน้ำป้องกันเปิดศึกแย่งน้ำ ชาวนาชัยนาทน้ำตาตกหนี้ท่วมเล็งขายนาล้างหนี้ ชาวนาอ่างทองซวยซ้ำ โจรฉกอุปกรณ์สูบน้ำบาดาล อบต.บ้านผึ้งปัดพ่อเฒ่าฆ่าตัวตายหนีภัยแล้ง ขณะที่ตลิ่งแม่น้ำป่าสักทรุดบ้านเมืองอยุธยาพัง 2 หลัง

สถานการณ์ภัยแล้งที่แผ่ขยายสร้างความเดือดร้อนกับประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง พื้นที่การเกษตรโดยเฉพาะนาข้าวใกล้แห้งตายเพราะขาดน้ำ ยังไม่มีท่าทีจะคลี่คลายแม้จะมีการระดมทำฝนหลวงเพื่อเติมน้ำในเขื่อน และพื้นที่การเกษตรแต่ยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร

ภัยแล้งข้าวนาปีลด 11%


เมื่อวันที่ 3 ก.ค. นายเลอศักดิ์ ริ้วตระกูลไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ภัยแล้งคาดว่าปีนี้มีผลผลิตข้าวนาปีลดลงเหลือ 24.14 ล้านตัน จากปริมาณผลผลิตปกติเฉลี่ยปีละ 27 ล้านตัน ลดลงประมาณ 2.86 ล้านตัน หรือ 11% จากปีปกติ อย่างไรก็ตาม การที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศเลื่อนการปลูกข้าวนาปีในเขตชลประทานลุ่มเจ้าพระยา 22 จังหวัด มาเป็นปลายเดือน ก.ค. จะไม่ส่งผลกระทบต่อการปลูกข้าวมากนัก เพราะพันธุ์ข้าวที่เกษตรกรใช้ปลูกนั้นเป็นพันธุ์ข้าวไม่ไวต่อแสง เช่น พันธุ์ กข พันธุ์ปทุมธานี พันธุ์ชัยนาท เป็นต้น สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปีเลื่อนการปลูกออกไปได้ และมีความต้องการน้ำที่น้อยลง อีกทั้งเป็นการกระจายช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดเป็นระยะๆ ถือว่าเป็นการส่งผลดีต่อราคาที่เกษตรกรขายได้อีกด้วย

เล็งพักหนี้เกษตรกรสู้ภัยแล้ง


ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. คนที่ 1 เป็นประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามสดของนายกิตติศักดิ์ รัตนะวราหะ สนช.ที่ถามนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับการดำเนินงานของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในการช่วยเหลือเกษตรกร ที่ประสบภาวะภัยแล้ง พร้อมเสนอให้ปรับปรุงบัตรสินเชื่อเกษตรกร จากที่ให้เกษตรกรรูดซื้อเฉพาะปัจจัยการผลิตในวงเงิน 5 หมื่นบาท ให้ สามารถรูดเป็นเงินสดได้ นายสมหมาย ภาษี รมว. คลัง ชี้แจงว่า การช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยแล้งในปีนี้ ได้ให้ ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน เตรียมโครงการสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรไว้แล้ว พร้อมทั้งมีมาตรการเร่งให้หน่วยงานเร่งการใช้จ่ายเงินตามโครง การงบประมาณรายจ่ายปี 2558 ให้ลงถึงพื้นที่หมู่บ้านต่างๆ ส่วนกรณีบัตรสินเชื่อเกษตรกรที่เสนอให้เบิกเป็นเงินสดมาใช้ได้นั้นมีความเป็นไปได้ แต่ต้องทำแค่ชั่วคราว หากขัดสนจริงโดยเฉพาะช่วงฤดูกาลหน้าแล้งนี้ อาจให้เบิกเป็นเงินสด 2 หมื่นบาท จากวงเงิน 5 หมื่นบาท ขณะที่นายอำนวย ปะติเส รมช. เกษตรฯ ชี้แจงว่า รัฐบาลเตรียมความพร้อมแก้ปัญหาภัยแล้ง โดยจะแก้ปัญหาเรียงตามลำดับความเดือดร้อน ขณะนี้กำลังพิจารณาเรื่องการพักชำระหนี้ให้เกษตรกรอยู่

ฉัตรชัยแนะตีปี๊บผลงานรัฐ


นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยหลังการประชุมติดตามความคืบหน้าการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำปี 2558-2569 ที่มี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ เป็นประธานว่า พล.อ.ฉัตรชัย ให้คำแนะนำแก่ผู้ปฏิบัติงานด้านการจัดการน้ำทั้งหมดว่า ควรเผยแพร่ข้อมูลและทำความเข้าใจแก่ประชาชนถึงแนวทางจัดการน้ำที่รัฐบาลดำเนินการอยู่ เพราะที่ผ่านมารัฐบาลมีการดำเนินงานไปแล้วจำนวนมากแต่ขาดการประชาสัมพันธ์ อาจจัดเป็นงานเสวนาและเปิดให้ประชาชนและสื่อมวลชนเข้าร่วมรับฟัง

แจงลอกคลองขุดแก้มลิงคืบ


นายเลิศวิโรจน์กล่าวต่อว่า แผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ที่เริ่มดำเนินการในปี 2558 เน้นโครงการที่แก้ปัญหาเร่งด่วนของประชาชนเป็นรายพื้นที่ ใช้งบประมาณปกติและใช้งบจากเงินกู้ควบคู่กัน ในส่วนของกรมชลฯ งานที่ดำเนินการด้วยงบปกติได้เดินหน้าดำเนินการมาแล้ว เช่น โครงการขุดลอกคูคลอง 656 แห่ง ดำเนินการแล้วเสร็จ 644 แห่ง ในพื้นที่ 65 จังหวัดทั่วประเทศ ส่วนแก้มลิงจะต้องมีการจัดทำทั้งสิ้น 257 แห่ง ใน 50 จังหวัดทั่วทุกภาคของประเทศ แบ่งเป็นแก้มลิงที่ใช้งบปกติและงบกลางดำเนินการคืบหน้าไปกว่า 90% หรือ 38 แห่ง ที่เหลืออีก 219 แห่ง กรมชลฯรอรับเงินกู้จากรัฐบาล หากได้รับเงินเรียบร้อยสามารถเดินหน้าดำเนินการให้แล้วเสร็จช่วยเหลือประชาชนได้ทันที

ลุ้น 5–7 ก.ค.ฝนตกอีกระลอก


นายเลิศวิโรจน์ กล่าวอีกว่า สำหรับสถานการณ์น้ำวันนี้ ได้รายงานให้ พล.อ.ฉัตรชัยรับทราบว่ากรมชลฯยังติดตามสถานการณ์น้ำไหลลงเขื่อนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะ 4 เขื่อนหลัก ของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ว่าจะมีเหตุการณ์น้ำผิด สังเกต นอกเหนือจากที่คาดการณ์หรือไม่ เพื่อรายงานข้อมูลให้รัฐบาลสามารถตัดสินใจเชิงนโยบายได้ทันท่วงที ขณะนี้ยังคาดการณ์น้ำตามเดิม ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ส่วนคาดการณ์ในระยะสั้นกรมอุตุนิยมวิทยารายงานต่อที่ประชุมว่า จะมีฝนตกในประเทศระหว่างวันที่ 5-7 ก.ค.นี้ อาจมีปริมาณไม่มาก แต่จะเริ่มมีฝนมากขึ้นในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือน ก.ค.นี้ ก่อนที่จะตกหนาแน่นระหว่างเดือน ส.ค. ก.ย. และจะทยอยเบาบางและหมดฝนในเดือน ต.ค.เป็นต้นไป

จับตาไต้ฝุ่นหลินฟ้า–จันหอม


นายรอยล จิตรดอน ผอ.สถาบันสารสนเทศน้ำเพื่อการเกษตร (องค์การมหาชน) (สสนก.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้แบบจำลองสภาพอากาศพบพายุไต้ฝุ่น 2 ลูก คือ หลินฟ้า ที่กำลังเคลื่อนที่เข้าสู่ประเทศฟิลิปปินส์ และพายุไต้ฝุ่นจันหอมที่อยู่ห่างออกไปทางภาคตะวันตก และกำลังจะเคลื่อนที่เข้าสู่ประเทศญี่ปุ่น มีแนวโน้มจะกลายเป็นซุปเปอร์ไต้ฝุ่น หลังจากนั้นแม้ว่าพายุทั้ง 2 ลูก จะไม่เข้าประเทศไทยแต่จะมีผลโดยตรงคือมีหย่อมความกดอากาศต่ำ จะส่งผลให้เกิดฝนตกหนักในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในวันที่ 5-6 ก.ค. จะมีฝนตกหนัก ในพื้น จ.อำนาจเจริญ อุบลราชธานี อุตรดิตถ์ สกลนคร เลย และในวันที่ 7 ก.ค.จะลงมาทางอีสานตอนใต้ คือ นครราชสีมา และ จ.ชัยภูมิ กรณีนี้จะทำให้น้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก

เขื่อนภูมิพลน้ำน้อยรอบ 51 ปี


นายณัฐวุฒิ แจ่มแจ้ง ผอ.เขื่อนภูมิพล อ.สามเงา จ.ตาก เปิดเผยว่า ฤดูฝนเริ่มตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา ตามประกาศของกรมอุตุฯ แต่ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาน้อยมากกว่าค่าปกติ ร้อยละ 55 เปอร์เซ็นต์ ในพื้นที่ภาคเหนือตั้งแต่ 1 พ.ค.-2 ก.ค. มีน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพลไม่ถึง 20 ล้าน ลบ.ม. น้อยที่สุดในรอบ 51 ปี ปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพลเหลือเพียง 241 ล้าน ลบ.ม. ระบายเพื่ออุปโภค บริโภคและรักษาระบบนิเวศวันละ 8 ล้าน ลบ.ม. เหลือน้ำที่ระบายได้อีกเพียง 30 วันเท่านั้น ขณะที่ผู้ประกอบการเรือ-แพ รับนักท่องเที่ยวไปชมทัศนียภาพเหนือเขื่อนภูมิพลนำเรือ-แพ มาผูกไว้ริมฝั่ง เพราะระดับน้ำแห้งเกินกว่าที่จะชักลากไปเหนือเขื่อนได้

สุโขทัยแล้งสุดในรอบ 20 ปี


ขณะที่นายชูชาติ รีเรี่ยง อายุ 53 ปี ชาวไร่มะเขือเทศ หมู่ 8 ต.ในเมือง อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย เปิดเผยว่า สถานการณ์ภัยแล้งหนักสุดในรอบ 20 ปี ส่งผลกระทบต่อชาวไร่มะเขือเทศ เนื่องจากขาดแคลนน้ำทำให้ต้นมะเขือเทศแห้งเหี่ยว ชาวไร่ส่วนใหญ่ต้องอาศัยนำจากคลองแม่น้ำยมสายเก่า แต่ปัจจุบันระดับน้ำแห้งจนเหลือแต่พื้นดินทำให้เกษตรกรไม่มีน้ำมารดไร่มะเขือเทศ ขณะที่นายสวัส ฉบับแบบ อายุ 51 ปี ชาวไร่อ้อย หมู่ 8 ต.ในเมือง เปิดเผยว่า ทำไร่อ้อย 100 ไร่ ประสบปัญหาภัยแล้งต้นอ้อยขาดน้ำลำต้นเริ่มเหี่ยวเฉาเสียหายไปจำนวนมาก อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาแก้ปัญหาโดยด่วน

นครสวรรค์จัดคิวสูบน้ำ


ที่ จ.นครสวรรค์ ชาวนาในพื้นที่ ต.ท่างิ้ว และ ต. บ้านแดน อ.บรรพตพิสัย ประสบปัญหาภัยแล้งอย่างหนัก ต้นข้าวที่ปลูกขาดแคลนน้ำและกำลังยืนต้นตาย ชาวนาในพื้นที่ต้องจัดคิวสูบน้ำเพื่อป้องกันปัญหาแย่งน้ำ นายสมคิด อภิเดช ชาวนา หมู่ 4 ต.ท่างิ้ว เปิดเผยว่า นาข้าวในพื้นที่เริ่มเหี่ยวเฉามีบางส่วนยืนต้นตาย ทำให้ชาวนาแต่ละพื้นที่ตั้งกลุ่มสูบน้ำจากแม่น้ำปิงใส่คลองสาธารณะเพื่อส่งต่อไปยังพื้นที่นาข้าว มีการตั้งกติกาโดยจัดคิวสูบน้ำเพื่อป้องกันปัญหาการแย่งสูบน้ำ ขณะที่แม่น้ำปิงเป็นแม่น้ำสายหลักในพื้นที่มีปริมาณน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง

ชาวชัยนาทเล็งขายนาใช้หนี้


นายเจียร โพธิ์โต ชาวนาพื้นที่ หมู่ 2 ต.บ้านเชี่ยน อ.หันคา จ.ชัยนาท เปิดเผยว่า หลังจากปลูกข้าวไปได้ระยะหนึ่งน้ำในคลองมะขามเฒ่า-อู่ทอง เริ่มแห้งขอด ส่งผลให้ต้นข้าวที่กำลังตั้งท้องได้รับน้ำไม่เพียงพอเริ่มยืนต้นตาย ก่อนหน้านี้ตนมีหนี้สะสมจากการทำนางวดที่แล้วหลายแสนบาท หากงวดนี้ต้นข้าวยืนต้นตายทำให้ขาดทุนอีกรอบ คงต้องขายนาใช้หนี้อย่างแน่นอน อยากเรียกร้องให้รัฐบาลเยียวยาช่วยเหลือชาวนาตามสมควร เพื่อจะนำเงินไปใช้หนี้

โจรซ้ำเติมฉกอุปกรณ์สูบน้ำ


นายวิเชียร เฉลิมศรี อายุ 33 ปี ชาวนาพื้นที่ หมู่ 3 ต.คลองวัว อ.เมืองอ่างทอง เปิดเผยว่า ตนเคยทำนา 28 ไร่ หลังเกิดภัยแล้ง กรมชลประทานชะลอการจ่ายน้ำ ลดการทำนาเหลือ 8 ไร่ ลงทุนขุดเจาะบ่อน้ำบาดาล พร้อมติดตั้งอุปกรณ์ในการสูบน้ำราคา 18,000 บาท เพื่อนำน้ำมาหล่อเลี้ยงต้นข้าว แต่เมื่อไม่นานมานี้ถูกคนร้ายขโมยอุปกรณ์ปั๊มน้ำบ่อบาดาลไป ทำให้เสียเงินซื้อมาติดตั้งใหม่ราคา 5,000 บาท ต่อมาหาวิธีป้องกันโดยนั่งเฝ้าขณะสูบน้ำ และถอดหัวปั๊มออกเมื่อใช้งานเสร็จ อยากวิงวอนมิจฉาชีพอย่าทำร้ายชาวนา ทุกวันนี้ชาวนาลำบากเสี่ยงต่อการขาดทุนอยู่แล้ว

ปัดเฒ่าฆ่าตัวตายหนีภัยแล้ง


ด.ต.พิทักษ์ ต่อยอด นายก อบต.บ้านผึ้ง อ.เมืองนครพนม กล่าวถึงกรณีสื่อมวลชนนำเสนอข่าว นายจันทา นรินทร์ อายุ 71 ปี ใช้ปืนยิงตัวตายภายในกระท่อมนาใกล้หมู่บ้าน หมู่ 2 ต.บ้านผึ้ง เมื่อวันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากเครียดปัญหาภัยแล้งว่า จากการตรวจสอบจากญาติผู้ตายพบว่า ผู้ตายไม่ได้เครียดจากภัยแล้งและไม่มีปัญหาเรื่องหนี้สิน ส่วนสาเหตุมาจากโรคซึมเศร้า เนื่องจากผู้ตายคิดถึงภรรยาที่เสียชีวิตไปเมื่อ 2 ปีก่อนทำให้คิดสั้น ขณะที่นายอดิศักดิ์ เทพอาสน์ ผวจ.นครพนม ทำหนังสือชี้แจงระบุว่า นายจันทาไม่ได้ยิงตัวตายเพราะเครียดภัยแล้ง ทั้งนี้ จ.นครพนม ร่วมกับส่วนราชการ จัดทำโครงการต่างๆ ช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ โดยไม่มีปัญหาความเดือดร้อนจากน้ำอุปโภค บริโภค ที่ผ่านมามีการตรวจสอบช่วยเหลือราษฎรอย่างต่อเนื่อง

เขื่อนอีสานน้ำลดต่อเนื่อง


ด้านนายชิตชนก สมประเสริฐ ผอ.ชลประทานที่ 8 นครราชสีมา เปิดเผยว่า ขณะนี้เขื่อนลำตะคอง อ.สีคิ้ว มีปริมาณน้ำเหลือ 56 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 17 เปอร์เซ็นต์ เขื่อนลำพระเพลิง อ.ปักธงชัย มีปริมาณน้ำเหลือ 30 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 27 เปอร์เซ็นต์ เขื่อนลำมูลบน อ.ครบุรี มีปริมาณน้ำเหลือ 54 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 38 เปอร์เซ็นต์ เขื่อนลำแชะ อ.ครบุรี มีปริมาณน้ำเหลือ 103 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 37 เปอร์เซ็นต์ และเขื่อนลำปลายมาศ อ.เสิงสาง มีปริมาณน้ำเหลืออยู่ 51 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 52 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม อยากให้ประชาชนผู้ใช้น้ำช่วยกันประหยัดน้ำ เนื่องจากปริมาณน้ำทุกเขื่อนต่ำกว่าเกณฑ์ที่คาดการณ์ไว้

ตลิ่งทรุดบ้านอยุธยาพัง 2 หลัง


นายสืบศักดิ์ เอี่ยมวิจารณ์ รอง ผวจ.พระนครศรีอยุธยา พร้อมคณะตรวจสอบเหตุตลิ่งทรุดตัวพังลงแม่น้ำป่าสักระยะทางยาวกว่า 50 เมตร บริเวณหน้าเขื่อนพระรามหก หมู่ 6 ต.ท่าหลวง อ.ท่าเรือ ส่งผลให้บ้านเลขที่ 14/2 ของนางนัยนา นพคุณ อายุ 42 ปี และบ้านเลขที่ 45/5 ของนายอุเทน แก่นสากล อายุ 69 ปี พังเสียหาย นายสืบศักดิ์เปิดเผยว่า ตลิ่งริมแม่น้ำป่าสักทรุดตัวอย่างกะทันหัน ส่วนสาเหตุมาจากน้ำในแม่น้ำป่าสักลดต่ำ ทำให้บ้านประชาชนพังเสียหาย 2 หลัง แต่ไม่มีผู้บาดเจ็บ ได้ประสานสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาอยุธยา สำรวจความเสียหายเพื่อให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้นแล้ว

ร้องไม่มีน้ำใช้นาน 1 เดือน


นางพร แคล้วคำพุด อายุ 60 ปี ชาวบ้าน หมู่ 5 ต.อ่างหิน อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี เปิดเผยว่า ขณะนี้ชาวบ้านในพื้นที่เดือดร้อนจากภัยแล้งไม่มีน้ำประปาใช้เพราะน้ำในบ่อผลิตประปาของหมู่บ้านแห้ง ส่วนน้ำในลำห้วยทับใต้ที่มีอยู่เริ่มเน่าเสียทำให้ไม่มีน้ำใช้มากว่า 1 เดือน ชาวบ้านต้องทนใช้น้ำในลำห้วยที่เน่าเหม็น ส่วนพืชผักที่ปลูกไว้เริ่มแห้งตาย เคยแจ้งไปยังหน่วยงานภาครัฐ แต่ไม่มีใครเข้ามาช่วยเหลือแต่อย่างใด

ข้อมูลจาก thairath.co.th/content/509296
 

ขโมยเครื่องสูบน้ำ : ชาวนาหวังสู้ภัยแล้ง กลับถูกโจรชั่วขโมยเครื่องสูบน้ำ


นายวิเชียร เฉลิมศรี อายุ 33 ปี ชาวนา ต.คลองวัว อ.เมือง จ.อ่างทอง เปิดเผยว่า ตนเองได้ทำนาจำนวน 28 ไร่ หลังเกิดภาวะแล้งซ้ำซาก น้ำต้นทุนเหลือน้อย ชลประทานชะลอการจ่ายน้ำทำนา ตนเองจึงได้ลงทุนขุดเจาะบ่อน้ำบาดาล พร้อมติดตั้งอุปกรณ์ในการสูบน้ำ ในราคา 18,000 บาท พร้อมได้ลงมือทำนาไปจำนวน 8 ไร่ ใช้เงินทุน 13,000 บาท เพื่อสร้างรายได้หาเลี้ยงครอบครัวในช่วงภัยแล้ง

โดยที่ซ้ำใจเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาโดนโจร สุดแสบ แอบมาลักอุปกรณ์ปั๊มน้ำบ่อบาดาลไป จำใจต้องเสียเงินไปซื้อมาติดตั้งใหม่ในราคา 5,000 บาท เนื่องจากข้าวกำลังไกล้ออกรวง และหาวิธีป้องกันคือต้องเฝ้าบ่อบาดาลในขณะสูบน้ำเมื่อสูบน้ำบาดาลเสร็จแล้วก็ถอดหัวปั๊มออกกลับบ้านเพื่อป้องกันการสูญหาย จึงอยากวอนมิจฉาชีพอย่าทำร้ายชาวนาอีกเลย ทุกวันนี้ชาวนาแสนลำบาก เสี่ยงต่อการขาดทุนจากนกหนูแมลง ภัยแล้ง ข้าวยืนต้นตายและขโมยที่คอยซ้ำเติม

ส่วนที่ลงมือทำนาเพียง 8ไร่จาก 28 ไร่นั้น เป็นการลดภาวะเสียงต่อการขาดทุนเนื่องจากการทำนาให้ได้ผลผลิตดี ต้องใช้น้ำจากคูคลองหนองบึงถึงจะงอกงามดี หากใช้น้ำบาดาลหล่อเลี้ยงก็ต้องใช้ตอนต้นข้าวอายุ1เดือนขึ้นไปถึงจะดี แต่ที่ตนเองต้องใช้น้ำบาดาลทำนาก็เนื่องจากไม่รู้จะประกอบอาชีพใดในช่วงภาวะแล้ง  จึงลดความเสี่ยง จากนกหนูแมลงกัดกินและที่ชำร้ายแก๊งมิฉาชีพที่คอยซ้ำเติมด้วยการลักเครื่องมือหากินของชาวนา  ครั้งนี้จึงทำนาแค่เพียง 8 ไร่ ก่อนส่วนอีก 20 ไร่นั้นหากฝนตกลงมาและชลประทานปล่อยน้ำลงก็จะเร่งลงมือทำนาหาเลี้ยงชีพต่อไป

ข้อมูลจาก naewna.com/local/166654
 

ศูนย์กลางมันสำปะหลังโลก AEC เราจะเป็นได้หรือไม่?


มันสำปะหลังถือเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญอีกชนิดหนึ่งของกลุ่มประเทศในอาเซียน เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นวัตถุดิบป้อนโรงงานอุตสาหกรรมอาหารหรืออาหารของมนุษย์ในบางส่วนเท่านั้น หากแต่มันสำปะหลังยังใช้เป็นวัตถุดิบในสร้างพลังงานทดแทนได้อีกด้วย โดยเฉพาะการผลิตเอทานอล แทนพลังเชื้อเพลิงจากน้ำมันปิโตรเลียม เป็นต้น

ที่ผ่านมากลุ่มประเทศอาเซียนผลิตมันสำปะหลังรวมอยู่ที่ 74.81 ล้านตัน ไทยเป็นอันดับ 1 สามารถผลิตหัวมันสดได้ประมาณปีละ 30 ล้านตัน หรือสัดส่วน 38% ของอาเซียน เมื่อเทียบกับผลผลิตของโลก ไทยเป็นผู้ผลิตอยู่อันดับ 2 รองจากไนจีเรีย ที่ผลิตได้ปีละ 55 ล้านตัน

ผลผลิตมันสำปะหลังของไทยที่ผ่านมา มีตลาดส่งออกหลักคือจีน 99% ทั้งในรูปของมันเส้น มันอัดเม็ด และแป้งมัน แต่ในปี 2557 ไทยกลับผลิตมันสำปะหลังลดลง 0.69% จากปี 2556 ขณะที่ผู้ผลิตอื่นๆ ในอาเซียน อาทิ อินโดนีเซีย สามารถผลิตได้ 24.60 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 2.84% เวียดนามผลิตได้ 9.80 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 0.62% กัมพูชา 8.70 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 15.38% ฟิลิปปินส์ 2.46 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 7.42% และสปป.ลาว 8.7 แสนตัน เพิ่มขึ้น 7.41%

ล่าสุดจากการสำรวจของคณะสำรวจภาวการณ์ผลิตและการค้ามันสำปะหลัง ฤดูการผลิต 2557/58  พบว่าฤดูการผลิตมันสำปะหลังในปี 2557/2558 ไทยมีการเพิ่มพื้นที่ปลูกเป็น 8.836 ล้านไร่สูงสุดในรอบ 10 ปี ได้ผลผลิต 31.240 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีการผลิต 2556/2557 ที่ได้ผลผลิต 30.228 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น 3% ขณะที่ความต้องการของตลาดเพิ่มเป็น 40.05 ล้านตัน ฉะนั้นไทยต้องนำเข้ามันสำปะหลังจากเพื่อนบ้าน

สาเหตุที่ความต้องการมันสำปะหลังเพิ่มขึ้น จากการเพิ่มสัดส่วนการใช้มันสำปะหลังในการผลิตเอทานอล ซึ่งเพิ่มจาก 1.8 ล้านตัน ในปีก่อน เป็น 2 ล้านตัน หรือเพิ่มสัดส่วนจาก 4% เป็น 5% และการใช้ในอุตสาหกรรมมันเส้น/มันอัดเม็ด คิดเป็นปริมาณเพิ่มขึ้นจาก 16.88 ล้านตัน เป็น 17.55 ล้านตัน หรือคิดเป็นสัดส่วนจาก 43% เป็น 44% ของปริมาณการใช้ทั้งหมด ขณะที่สัดส่วนการใช้มันสำปะหลัง เพื่อนำไปผลิตแป้งมันสำปะหลัง ยังมีปริมาณเท่าเดิม 20.50 ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วนลดลงจาก 53% เหลือ 51%

เมื่อปีที่แล้ว คุณปานจิตต์ พิศวง รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ให้ข้อมูลว่า ช่วง 8 เดือนแรก (ม.ค.-ส.ค.) ปี 2558 ไทยนำเข้ามันสำปะหลังเส้นจากชายแดน 1,911,200 ตัน เพิ่มขึ้น 17.14% จากช่วงปีก่อน ที่นำเข้า 1,016,926 ตัน โดยเป็นการนำเข้าจากชายแดนกัมพูชาปริมาณ 1,063,377 ตัน

ตอนนี้ทั้งเวียดนามและกัมพูชา ต่างเร่งเครื่องเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกร พร้อมๆ กับการพัฒนาในด้านการปลูกและปรับปรุงพันธุ์มันสำปะหลังเพื่อลดต้นทุนการผลิตให้น้อยลง และล่าสุดทราบมาว่า ผลผลิตมันสำปะหลังของเวียดนามมีปริมาณและคุณภาพการให้แป้งใกล้เคียงกับประเทศไทยแล้ว

ในต่อเมื่อผลผลิตและการให้แป้งของมันสำปะหลังทั้งของไทยและประเทศเพื่อนบ้าน มีความใกล้เคียงกัน อนาคตมันสำปะหลัง กำลังกลายเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของอาเซียน เพราะเป็นภูมิภาคที่ปลูกมันสำปะหลัง และมีปริมาณที่มากที่สุดอีกด้วย และกลุ่มประเทศในอาเซียนที่ปลูกมันสำปะหลัง รวมพลังกันไม่แข่งขันซึ่งกันและกัน

ในที่สุดอาเซียนจะเป็นศูนย์กลางผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของโลกหลังเปิด เออีซีในอีก 181 วันข้างหน้าครับ!

ข้อมูลจาก
- อาหมัด เบ็ญอาหวัง
- komchadluek.net
 

เอื้องมือชะนี กล้วยไม้พันธุ์หายาก


กล้วยไม้ชนิดนี้ มีขึ้นตามป่าดิบเขาทุกภาคของประเทศไทย ต่างประเทศพบแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีมากที่สุดในไทย พม่า เขมร ลาว แต่ในป่าธรรมชาติของไทยแทบไม่พบเห็นแล้ว ส่วนใหญ่ที่พบมีต้นวางขาย ผู้ขายจะซื้อแบบเหมาเป็นกระสอบจากพ่อค้ากล้วยไม้ป่าที่นำมาจากประเทศเพื่อนบ้าน จากนั้นก็เอาไปคัดปลูกเลี้ยงเป็นสกุลๆไป จนต้นติดรากดีและมีดอกสวยงามตามฤดูกาล ก่อนนำออกจำหน่ายให้ผู้ซื้อไปปลูกเลี้ยงอีกทอดหนึ่ง

เอื้องมือชะนี หรือ DENDROBIUM SENICE C.S.P. PARISH-RCHB.F. เป็นกล้วยไม้อิงอาศัยจำพวกมีการเจริญทางด้านข้าง ได้แก่ กล้วยไม้ที่มีเหง้า ส่วนทอดเลื้อยหรือไหล เมื่อต้นเจริญเต็มที่สามารถแตกต้นใหม่หรือหน่อใหม่จากโคนกอหรือตามลำข้อได้ รวมทั้ง “เอื้องมือชะนี” ด้วย ลำต้นรูปทรงกลมคล้ายแท่งดินสอ สูง 10-15 ซม. ทุกส่วนของลำต้นจะมีขนยาวสีขาวทั่ว ทำ ให้ดูเหมือนกับมือของตัวชะนีจริงๆ จึงถูกตั้งชื่อตามลักษณะดังกล่าวว่า “เอื้องมือชะนี” ใบเป็นรูปรีแกมรูปขอบขนาน เนื้อใบหนา เวลามีดอกจะทิ้งใบหมด เหลือเพียงดอกอย่างเดียว ทำให้น่าชมยิ่งนัก


ดอก ออกเป็นช่อตามข้อและ ปลายยอด แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อย 2-4 ดอก ก้านช่อดอกเป็นสีเขียวและยาว กลีบเลี้ยงและกลีบดอกเป็นสีเหลืองเข้ม ปลายกลีบดอกแหลม กลีบเลี้ยงและกลีบดอกมี 5 กลีบ บริเวณโคนกลีบปากจะมีแต้มสีเขียวอ่อนขึ้นไปจนถึงกลางกลีบ ดอกมีกลิ่นเฉพาะตัว ใช้จมูกสูดดมจะได้กลิ่นและรู้สึกได้ทันที ดอกบานเต็มที่กว้างประมาณ 5 ซม. เวลามีดอกจะสวยงามมาก ดอกออกช่วงระหว่างเดือนมกราคมต่อเนื่องไปจนถึงเดือนมีนาคมของปีถัดไป ขยายพันธุ์ด้วยการแยกหน่อหรือต้น

มีต้นขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ แผง “คุณวิรัช” หน้าธนาคารออมสิน กับโครงการ 24 แผง “คุณหล้า-คุณโอม” ราคาสอบถามกันเองครับ.

ข้อมูลจาก
- “นายเกษตร”
- thairath.co.th/content/508904
 

ออกจากแบงก์มาเลี้ยงไก่ไข่ รายได้เดือนละ 1.6 แสนบาท


ท่ามกลางที่มีคนบางกลุ่มกำลังมีการต่อต้านการทำเกษตรในรูปแบบเกษตรพันธสัญญา หรือคอนแทร็คฟาร์มมิ่ง แต่ "สมบุญ คำสอน" เจ้าของฟาร์มไก่ไข่ "ปานตะวันฟาร์ม" ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 39 หมู่ 9 ต.บ้านโคก อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ มั่นใจว่า จากที่ได้คลุกคลีกับเกษตรกรเมื่อครั้งที่เป็นพนักงานสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง มั่นใจเป็นระบบที่ดี ที่ลดความเสี่ยงในด้านราคา จึงตัดสินใจลาออกจากงาน ลงทุนเลี้ยงไก่ไข่ ทำให้มีรายเดือนกว่า 1.6 แสนบาท

สมบุญ บอกว่า ชีวิตการทำงานเริ่มต้นที่เป็นพนักงานฝ่ายสินเชื่อให้แก่เกษตรกรของธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง ทำให้รู้จักโครงการเลี้ยงไก่ไข่ ในรูปแบบของประกันราคาของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ  เห็นแล้วเกษตรกรมีรายได้ดี ทำให้ศึกษารายละเอียด และพบว่าเป็นอาชีพที่น่าสนใจ จึงตัดสินใจกู้เงินจากธนาคารจำนวนหนึ่ง หันมาเลี้ยงไก่ไข่เมื่อปี 2545 จำนวน 1 โรงเรือนเลี้ยงไก่ได้ 10,080 ตัว  ระหว่างนั้นมีหลายคนมาสอบถามว่าทำไมถึงเลือกทำในรูปแบบประกันราคา ที่มีความเสี่ยงมากกว่าการทำแบบประกันรายได้

"ที่บ้านเคยมีประสบการณ์จากการที่เคยเลี้ยงหมูหลังบ้านมาก่อน เมื่อ 10 ปีก่อน ตอนนั้นเราต้องหาเองทุกอย่างรวมทั้งตลาดด้วย  เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว  การเลี้ยงไก่ไข่ในระบบประกันราคา มองเห็นชัดว่ามีความเสี่ยงน้อยมาก  รายได้แน่นอน เราไม่ต้องกังวลเรื่องตลาด  ทางบริษัทเข้ามารับความเสี่ยงนี้แทนเราทั้งหมด จึงมองว่าน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผม" สมบุญ กล่าวอย่างมั่นใจ

เจ้าของฟาร์มปานตะวันฟาร์ม บอกด้วยว่า จากการที่ได้คลุกคลีกับเกษตรกรทราบว่า ในการเลี้ยงไก่ไข่โดยปกติในแต่ละปีจะมีช่วงที่ไข่ไก่ราคาดีอยู่เพียง 3 เดือนเท่านั้น คือหน้าร้อนผลผลิตไข่ไก่มีน้อย เพราะแม่ไก่เครียด แต่มีช่วงที่ราคาไข่ไก่ตกต่ำนานถึง 9 เดือน  จึงเลือกเลี้ยงแบบประกันราคา เพราะซีพีเอฟให้ราคาที่สูงกว่าราคาตลาดทั่วไป  การประกันราคาจึงเป็นหลักประกันที่ทำให้มีรายได้ที่แน่นอนตลอดการเลี้ยงไก่ไข่  โดยไม่ต้องกังวลกับราคาในท้องตลาดว่าจะขึ้นหรือลง ขอเพียงให้เราเลี้ยงตามที่ตกลงกันไว้เท่านั้น  

2 ปีผ่านไปในปี 2557 สมบุญ ตัดสินใจสร้างโรงเรือนไก่ไข่เพิ่มอีก 1 หลัง บรรจุแม่ไก่ไข่ได้ 10,200 ตัว เมื่อคำนวณรายได้แล้ว หลังจากที่หักค่าใช้จ่ายต่างๆ พบว่า รายได้จากผลผลิตไข่ไก่ทั้ง 2 โรงเรือนนี้ สร้างรายได้ประมาณเดือนละ 1 แสนบาท ขณะที่มูลไก่ไข่ที่นำมาตากทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ยังสร้างรายได้เสริมให้อีกเดือนละกว่า 6 หมื่นบาท เวลาผ่านไป 4 ปี สมบุญสามารถปลดภาระเงินกู้ธนาคารได้ทั้งหมด

"การเลี้ยงไก่ไข่ สิ่งสำคัญอยู่ที่การใส่ใจดูแลแม่ไก่ไข่ที่เราเลี้ยง ให้สามารถให้ไข่ได้อย่างสม่ำเสมอ  เพราะหากได้ผลผลิตไข่มาก  รายได้ก็จะสูงตามไปด้วย  ซึ่งผลผลิตไข่ไก่ของผม อยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่ามาตรฐานที่บริษัทกำหนดด้วย  มาถึงวันนี้ บอกได้เลยว่าผมตัดสินใจถูก ทำให้รู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการนำผลผลิตไข่ไก่คุณภาพดีให้แก่ผู้บริโภค" สมบุญ กล่าว

นับเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง ทำให้วันนี้ของ "สมบุญ คำสอน" มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ข้อมูลจาก komchadluek.net
 

กรมหมอดิน โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ ช่วยบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำ ของเกษตรกร


สถานการณ์ภัยแล้งได้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ทางการเกษตรทั่วประเทศไทยแล้ว ไม่เว้นแม้แต่ภาคตะวันออก ซึ่งเป็นแหล่งปลูกพืชผลทางการเกษตรโดยเฉพาะผลไม้หลากหลายชนิดที่จำเป็นต้องใช้น้ำในปริมาณมากพอสมควรจึงจะทำให้ผลผลิตมีคุณภาพดีเป็นที่ต้องการของตลาด

นายก่อเกียรติ จันทร์พึ่งสุข ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 2 กรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า พื้นที่ภาคตะวันออกที่สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 2 ดูแลรับผิดชอบมีอยู่ด้วยกัน 7 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ฉะเชิงเทรา สระแก้วและปราจีนบุรี ซึ่งขณะนี้ทุกจังหวัดที่รับผิดชอบมีปัญหาขาดแคลนน้ำทั้งสิ้น เนื่องจากพื้นที่ทำการเกษตรส่วนใหญ่ในภาคตะวันออกจะเน้นหนักไปทางสวนไม้ผลและไม้ยืนต้น ที่จำเป็นต้องใช้น้ำในปริมาณมากและเพียงพอ จึงจะทำให้ผลผลิตมีคุณภาพดี สำหรับข้อจำกัดของพื้นที่ภาคตะวันออกคือ แม้ว่าปริมาณฝนจะตกมากในแต่ละปี แต่ปริมาณการกักเก็บน้ำได้มีเพียงแค่ 20% ของพื้นที่ ซึ่งถือว่าน้อยมาก ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรโดยเฉพาะในช่วงฝนทิ้งช่วงทำให้ขาดแคลนน้ำไม่ต่างจากเกษตรกรในภาคอื่น

กรมพัฒนาที่ดิน มีโครงการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกรในเรื่องดังกล่าว โดยจัดทำโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ

แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ แหล่งน้ำชุมชน แหล่งน้ำขนาดเล็กเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ และแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน โดยแหล่งน้ำทั้ง 3 ประเภทมีความแตกต่างกันไปตามลักษณะการใช้งาน คือ ถ้าเป็นแหล่งน้ำชุมชน จะดำเนินการในพื้นที่สาธารณะ เพื่อให้เกษตรกรและประชาชนในพื้นที่โดยรอบได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน ขั้นตอนการเลือกพื้นที่ดำเนินการ เน้นไปที่ทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้แจ้งเรื่องความเดือดร้อนเข้ามายังสถานีพัฒนาที่ดินในจังหวัดนั้นๆ ทางสถานีพัฒนาที่ดินก็จะเข้าไปตรวจสอบว่ามีความเดือดร้อนจริง จึงส่งเรื่องต่อมายังสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต และส่งไปยังกรมพัฒนาที่ดิน จากนั้นก็ส่งวิศวกรมาสำรวจออกแบบ และจัดสรรงบประมาณมาดำเนินการ
จัดสร้างแหล่งน้ำชุมชน พร้อมทั้งวางระบบน้ำ ระบบไฟ และพิจารณาคัดเลือกเกษตรกรเข้ามาใช้ประโยชน์พื้นที่ จัดตั้งเป็นกลุ่มผู้ใช้น้ำ บริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำชุมชนต่อไป

ส่วนแหล่งน้ำขนาดเล็กเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ ก็จะเข้าไปดำเนินการในพื้นที่สาธารณประโยชน์เช่นกัน โดยทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็จะเป็นผู้ส่งเรื่องความเดือดร้อนเข้ามายังสถานีพัฒนาที่ดินในพื้นที่ ว่ามีความจำเป็นในการใช้น้ำ เมื่อกรมพัฒนาที่ดินพิจารณาเรื่องแล้วก็จัดสรรงบประมาณมาดำเนินการขุดลอกคลอง ทำฝายน้ำล้น เป็นต้น ซึ่งทั้งแหล่งน้ำชุมชนและแหล่งน้ำขนาดเล็กเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ ที่ดำเนินการในพื้นที่สาธารณประโยชน์ เมื่อก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยกรมพัฒนาที่ดินก็จะส่งมอบให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ดูแลบริหารจัดการการใช้ประโยชน์เอง โดยยังมีเจ้าหน้าที่พัฒนาที่ดินคอยเป็นพี่เลี้ยงหรือให้คำแนะนำด้านต่างๆ อยู่

สำหรับแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน ขนาด 1,260 ลูกบาศก์เมตร หรือเรียกว่า บ่อจิ๋ว จะแตกต่างกับแหล่งน้ำ
2 ประเภทแรก คือ ดำเนินการในพื้นที่ของเกษตรกรเป็นรายบุคคล โดยพื้นที่ที่จะขุดบ่อจิ๋วได้เกษตรกรต้องมีเอกสารสิทธิที่ทางราชการเป็นผู้ออกให้เท่านั้น และจะต้องออกเงินสมทบจำนวน 2,500 บาทต่อบ่อ

หากเกษตรกรรายใด หรือชุมชนไหนประสบปัญหาขาดแคลนแหล่งน้ำ สามารถยื่นเรื่องมายังสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดในพื้นที่ของท่านได้ ซึ่งทุกสถานีพัฒนาที่ดินพร้อมจะพิจารณาคำร้อง และเสนอต่อกรมพัฒนาที่ดิน ในการจัดสรรงบประมาณลงมาดำเนินการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนต่อไป

ข้อมูลจาก naewna.com/local/166581
 

การปลูกมะม่วงหิมพานต์

การปลูกมะม่วงหิมพานต์


การปลูกต้นมะม่วงหิมพานต์ มะม่วงหิมพานต์ ชื่อนี้หลายคนอาจคุ้นเคยกันดี แถวบ้านผมเรียก ยาโห้ย/ยาโหย และมีบางคนเรียก ยาหมู/ย่าหมู หรือ ยามู่ (จ.กระบี่) ไม่ทราบแหล่งกำเนิดที่แน่ชัด หลายถิ่นเรียกยาร่วง หัวครก กาหยี กาหยู เล็ดล่อ หรือ ท้ายล่อและอื่นๆ อีก จริงๆ มันก็คือ มะม่วงหิมพานต์ นี่เอง

ประวัติการนำเข้ามาในประเทศไทยนั้น สันนิฐานว่า พระยารัษฎานุประดิษฐ์ (คอซิมบี ณ ระนอง) ได้นำเข้า มาจากอินเดีย เมื่อปี พ.ศ. 2444 พร้อมกับต้นยางพารา และหลังจากนั้นได้มีผู้นำเข้ามาอีกหลายครั้งจากอินเดีย ไลบีเรีย โดยกรมวิชาการเกษตร (กรมกสิกรรมเดิม) เป็นผู้ทดลองศึกษาค้นคว้าคัดเลือกพันธุ์ที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถปลูกให้ได้ผลผลิตสูงในประเทศไทย

พืชชนิดนี้ชอบน้ำแต่หากโดนน้ำท่วมก็ไม่รอด ต้นมะม่วงหิมพานต์ เป็นไม้ผลยืนต้นและมีอายุหลายปี ตระกูลเดียวกับมะม่วง พืชชนิดนี้ชอบอากาศร้อนและฝนชุก (แต่น้ำต้องไม่ท่วมราก) เป็นต้นไม้ที่ไม่ผลัดใบ แต่มีใบร่วงและขึ้นใหม่ตลอด มีความสูงราว 6-12 เมตร แผ่กิ่งก้านสาขาเป็นพุ่มกว้างออกไปโดยรอบ 4-10 เมตร กิ่งทอดยาวแผ่ออกข้าง ในกิ่งใหญ่ หรือส่วนโคนของกิ่งใหญ่

ถ้าปล่อยตามธรรมชาติจะไม่มีกิ่งแขนงเกิด แต่ถ้าได้รับการตัดแต่งหรือบังคับ ก็จะมีกิ่งแขนงแตกออกตามทิศทางที่เราต้องการได้ มีใบหนาคล้ายรูปไข่ ปลายใบป้อม โคนใบแหลมยาวประมาณ 10-12 เซนติเมตร กว้างประมาณ 5-7.5 เซนติเมตร ออกช่อดอกที่ปลายกิ่ง ช่อดอกยาว ประมาณ 15-25 เซนติเมตร บางดอกมีแต่เกสรตัวผู้ บางดอกมีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย อยู่ในช่อดอกเดียวกัน

การผสมพันธุ์จึงทำการผสมในช่อเดียวกัน ลักษณะดอกเป็นช่อ ในหนึ่งดอกประกอบด้วยกลีบเลี้ยงสีเขียว 5 กลีบ กลีบดอกสีขาวนวล 5 กลีบ เมื่อแรกบานกลีบดอกจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีชมพูอมเหลือง แต่ละดอกมีขนาด เล็กมาก เมื่อเวลาดอกบาน กลีบดอกทั้ง 5 ม้วนเข้าหากลีบเลี้ยง คงโผล่ให้เห็นยอดเกสรตัวเมียชัดเจน เกสรตัวผู้ อยู่ภายในดอก 9 อัน และมีรังไข่อยู่ที่ก้านเกสรตัวเมีย ส่วนที่ใช้ประโยชน์กันมากคือ ผลและเมล็ด

ซึ่งมีลักษณะที่มีเมล็ดอยู่ด้านนอกติดอยู่ตรงปลายสุดของผล เมื่อยังอ่อนจะมีสีเขียว และจะขยายเติบโตจนใหญ่กว่าเมล็ดที่ติดอยู่ เมื่อผลโตได้ขนาด เมล็ดก็หยุดเจริญเติบโตและเปลี่ยนเป็นสีเป็นสีเทา และพร้อมกับผลก็เริ่มขยายเบ่งตัวพองโตขึ้นจนใหญ่กว่าเมล็ดเป็นสีต่างๆ ตามสายพันธุ์ (เหลือง แดง ม่วง) รับประทานได้ มีรสชาติหวานปนฝาดเล็กน้อยเพราะมีน้ำยางจากในผล ผลพอห่ามนำมาทำแกงคั่ว แกงไตปลา หรืออื่นๆ ผลสุกรับประทานสดได้ เมล็ด จะมีขนาดยาวประมาณ 3 เซนติเมตร กว้างประมาณ 2.5 เซนติเมตร ถ้าผ่าเมล็ดออกเปลือกเมล็ดจะหนาราว 2-3 มิลลิเมตร เมล็ดในมีสีขาวนวลประกบกัน 2 ซีก เปลือกหุ้มเมล็ดมียางสีน้ำตาลอ่อน มีลักษณะเป็นกรด ถ้าถูกผิวหนังจะทำให้พองเป็นแผลเปื่อย แต่มีประโยชน์ในทางอุตสาหกรรมมาก

มะม่วงหิมพานต์เป็นพืชที่ไม่ต้องลงทุน ทนแล้ง ต้องการน้ำน้อย ปลูกง่าย เจริญเติบโตเร็ว ขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิด

   

ประโยชน์ของมะม่วงหิมพานต์

1.ผล ใช้รับประทานเป็นอาหาร ทำแยม น้ำส้มสายชู เครื่องดื่ม ไวน์ น้ำของผลมะม่วงหิมพานต์ ใช้เป็นยาแก้โรคกระเพาะ แก้อาเจียน เจ็บคอ ขับปัสสาวะ และขับเหงื่อได้ดี
2.เปลือกหุ้มเมล็ด นำมาสกัดได้กรดน้ำมัน ซึ่งมีประโยชน์ทางอุตสาหกรรมใช้ทำผ้าเบรค แผ่นคลัช หมึกพิมพ์ กระเบื้องยางปูพื้น สีทาบ้าน และอื่นๆ ไม่น้อยกว่า 400 ชนิด และยังทำเป็นยาแก้โรคเหน็บชา โรคเลือดคั่ง และโรคผิวหนัง
3.เยื่อหุ้มเมล็ดใน ใช้เป็นอาหารสัตว์
4.เมล็ดใน ใช้รับประทานมีคุณค่าทางอาหารสูง ใกล้เคียงไข่ นม เนื้อ ไม่เพิ่มไขมันในเส้นเลือดและตับ เป็นโปรตีนที่ย่อยง่ายที่สุดดีกว่าพืชตระกูลถั่วทั่วไป
5.ใบและยอดอ่อน รับประทานเป็นผักเคียง มีสรรพคุณบรรเทาโรคท้องร่วง บิด ริดสีดวง
6.ใบแก่ นำมาบดให้ละเอียด ใช้พอกแผลที่เกิดจากไฟไหม้ หรือนำมาขยี้และใช้สีฟันทำให้ฟันสะอาด ขาว
7.ลำต้น ทำหีบใส่ของ ลังไม้ เรือ แอก ดุมล้อเกวียน และอื่นๆ เพราะเป็นไม้เนื้อแข็ง
8.ยางจากเปลือกลำต้น ทำหมึกประทับตราผ้า น้ำมันขัดเงา เคลือบหนังสือ น้ำประสานในการบัดกรีโลหะ และใช้ทำกาว 9.เปลือกลำต้น แก้ปวดฟัน ต้มกินแก้โรคท้องร่วง และผิวหนังพุพอง
10.ราก เป็นยาฝาดสมานแผล และแก้โรคท้องร่วง


การขยายพันธุ์มะม่วงหิมพานต์ 

สามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธี เช่น การเพาะเมล็ด และการตอน การติดตา ทาบกิ่ง หรือการเสียบข้าง การปลูกต้นมะม่วงหิมพานต์ หากเป็นการเพาะเมล็ดในถุงพลาสติก ก่อนนำไปปลูกในแปลงควรขุดหลุมให้กว้าง ยาว ลึก ประมาณ 50-100 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างต้นและระหว่างแถว 6 เมตร เพราะเป็นไม้พุ่มกว้าง ดินปลูกควรผสมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 3-5 กิโลกรัม คลุกกับดินบนที่กองไว้ กลบลงในหลุมประมาณครึ่งหลุม นำต้นมะม่วงหิมพานต์ที่จะปลูกวางลงในหลุมให้โคนต้นอยู่เหนือปากหลุมเล็กน้อย ปักไม้พยุงลำต้นโดยใช้เชือกผูกติด กับต้นมะม่วงหิมพานต์เพื่อป้องกันลมโยก จึงนำดินที่เหลือกลบหลุมให้แน่น ควรปลูกมะม่วงหิมพานต์ไร่ละ 45 ต้น ให้เป็นแถวตรงระยะห่างระหว่างต้นและระหว่างแถว 6 เมตร ระหว่าง แถวมะม่วงหิมพานต์ควรปลูกพืชแซม เช่น ข้าวฟ่าง ข้าวโพด ถั่วต่างๆ ในช่วง 1-2 ปีแรก ก่อนมะม่วงหิมพานต์จะออกผล เพราะเป็นการช่วยเพิ่มรายได้และยังช่วยกำจัดวัชพืชด้วย

ข้อมูลจาก prd.go.th
 

นายกรัฐมนตรี สั่งดูเมฆฝนภาคอีสาน หากเหมาะสมทำฝนเทียมได้ทันที


นายกรัฐมนตรี สั่งการกระทรวงเกษตรฯ เฝ้าติดตามสถานการณ์สภาพอากาศและกลุ่มเมฆในพื้นที่ภาคอีสาน หากเหมาะสมดำเนินการทำฝนเทียมได้ทันที พร้อมฝากขอบคุณเจ้าหน้าที่ฝนหลวงทำงานหนัก
     
วันนี้ (1 ก.ค.) พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เฝ้าติดตามสถานการณ์สภาพอากาศและกลุ่มเมฆในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หากมีความเหมาะสมต่อการลงมือปฏิบัติการฝนเทียม ก็ให้ดำเนินการได้ทันที เพื่อช่วยเหลือดูแลพี่น้องเกษตรกรที่กำลังจะเริ่มการเพาะปลูกฤดูกาลใหม่
     
"ขณะนี้สถานการณ์น้ำไหลเข้าเขื่อนในหลายพื้นที่มีทิศทางที่ดีขึ้น ท่านนายกฝากขอบคุณเจ้าหน้าที่หน่วยฝนหลวงทุกท่าน ที่ทำงานกันอย่างหนักในช่วงนี้ และขอให้การกระจายฝูงบินไปตามพื้นที่ต่างๆ ดูความเหมาะสมและประโยชน์ที่จะเกิดกับพี่น้องเกษตรมากที่สุด ทุกหน่วยต้องร่วมมือกันเป็นหนึ่ง และให้รวมหน่วยฝนหลวงในส่วนของกองทัพเข้าสู่ปฏิบัติการด้วยตามความเหมาะสม" พล.ต.สรรเสริญ กล่าว

ข้อมูลจาก manager.co.th
 

หว้า : ลูกหว้า

หว้า : ลูกหว้า


พันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลจังหวัดเพชรบุรี

ชื่อวิทยาศาสตร์ Syzygium cumini  (L.) Skeels

วงศ์  MYRTACEAE

ชื่อสามัญ Jambolan Plum , Java Plum

ชื่ออื่น ห้าขี้แพะ (เชียงราย)

ไม้ต้น สูง 10-25 เมตร

ใบ  ใบเดี่ยว ออกตรงข้าม แผ่นใบรูปรีหรือรูปไข่กลับ กว้าง 5-9 เซนติเมตร ยาว 9-15 เซนติเมตร ปลายแหลม   โคนมน

ดอก  สีขาวออกเป็นช่อตามง่ามใบ

ผล  รูป รี กว้างประมาณ 0.8 เซนติเมตร ยาว 1.5-3 เซนติเมตร

นิเวศวิทยา ถิ่นกำเนิด เอเชียเขตร้อน จากอินเดียถึงมาเลเซีย ชอบดินชื้นที่อุดมสมบูรณ์ ขึ้นตามป่าดิบ และป่าผลัด ใบทั่วไป

ออกดอก ธันวาคม - มกราคม ผลแก่ พฤษภาคมขยายพันธุ์ โดยเมล็ด

วิธีปฏิบัติต่อเมล็ดและการเพาะเมล็ด นำเมล็ดแช่น้ำ 1 คืน ก่อนนำไปเพาะ

ข้อสังเกตและผลการทดลอง  
1. เมล็ดงอกใช้เวลาประมาณ 15 วัน
2. ระยะเวลา 3 เดือน ต้นกล้าจะมีความสูงประมาณ 30 ซม. สามารถย้ายปลูกได้

ประโยชน์ เปลือกต้มน้ำดื่มแก้บิด อมแก้ปากเปื่อย เนื้อไม้ใช้ทำสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในร่ม ผล ผลดิบแก้ท้องเสีย ผลสุกรับประทานได้ ใช้ทำเครื่องดื่ม เมล็ด ลดน้ำตาลในเลือด แก้ท้องเสีย ถอนพิษ จากเมล็ดแสลงใจ

ลูกหว้ามีประโยชน์อย่างไร?


ลูกหว้า นำมากินสดๆ ทำไวน์ ทำน้ำส้ม น่าจะทำแยมได้ด้วย(แบบแบลคเบอรี่)

“หว้า” ชาวฮินดูเรียกว่า “จามาน” หรือ “จามูน”
“หว้า” มีชื่อภาษาอังกฤษว่า จัมโบลาน (Jambolan) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ซีสส์จิอัม คูมินิ (Syzygium cumini (L.) Skeels) จัดอยู่ในวงศ์ ไมร์ทาซีอี้ (Myrtaceae) “หว้า” เป็นพันธุ์ไม้พวก ชมพู่ คือสกุล (Genus Syzygium) ในวงศ์ (Family Myrtaceae) มีมากทั้งในอินเดีย พม่า ไทย และมาเลเซีย ตลอดจนฟิลิปปินส์ โดยมากหว้ามีลูกเล็กสีม่วงดำ แต่ในบางแห่ง
เช่น ในฟิลิปปินส์มีลูกโตเท่าไข่นกพิราบ หว้ามีกิ่งก้านมาก แข็งแรง ปลายกิ่งห้อยย้อยลง ใบดกหนา ทำให้เกิดเป็นพุ่มทรงรูปไข่ แน่นทึบ ใบอ่อนจะแตกสีแดงเรื่อ ๆ แม่ค้าที่ขายลูกหว้าเขาจะพรมน้ำเกลือเล็กน้อย เพื่อเพิ่มรสชาดให้น่ารับประทานยิ่งขึ้น ผล หว้ามีขนาดยาว 1 – 2.5 ซม. และโตประมาณ 1 ซม. น้ำจากผลหว้าก็เป็น 1 ใน 8 น้ำปานะที่พระพุทธองค์ทรงมีพุทธานุญาตแก่พระภิกษุ เมล็ดลดน้ำตาลในเลือด แก้ท้องเสีย และใช้ถอนพิษ ในพม่านั้น ต้นหว้าถือเป็นไม้มงคลในเรื่องความสำเร็จและชัยชนะ ด้วยชื่อว่าชมพูทวีป หรือดินแดนแห่งไม้หว้านั้น เป็นแผ่นดินอันเป็นแดนกำเนิดของพระพุทธศาสนาและพระบรมศาสดานั่นเอง

“หว้า” มีคุณค่าทางโภชนาการคือ ในผลหว้าจะประกอบด้วย น้ำตาล วิตามินซี มีแคลเซียม(สูง) และเหล็ก ส่วนในเมล็ดหว้าจะมีสารอัลคาลอยด์ น้ำมันหอมระเหย ฟอสฟอรัส และแคลเซียม

สรรพคุณของหว้าและวิธีใช้

เปลือกและใบหว้า ใช้ทำยาอม ยากวาดคอ แก้ปากเปื่อย ลิ้นและคอมีเม็ด
ใบและเมล็ดหว้า ใช้แก้บิด มูกเลือด ท้องเสีย นำใบและเมล็ดหว้ามาต้มกับน้ำ แล้วนำน้ำที่ได้มาใช้ในการชะล้างแผลเน่าเปื่อย หรือนำใบและเมล็ดหว้ามาตำแล้วใช้ทาแก้โรคผิวหนัง
เมล็ดหว้า เมล็ดหว้าเมื่อนำมาต้มหรือบด แล้วนำมารับประทาน มีสรรพคุณใช้แก้เบาหวาน แก้บิด แก้ท้องร่วงได้

“ผลหว้าสุก” จะลักษณะสีม่วงดำ และมีรสเปรี้ยวฝาดอมหวาน จึงสามารถนำมาใช้ในการทำไวน์ได้ดี ส่วนยอดอ่อนของหว้า สามารถใช้รับประทานเป็นผักสด

สำหรับในประเทศไทย ต้นหว้าเป็นพันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลประจำจังหวัดเพชรบุรี

ข้อมูลจาก
- samunpri.com/?p=5000
- dnp.go.th
 

พยากรณ์อากาศเพื่อการเกษตร ระหว่าง 01 กรกฎาคม 2558 - 07 กรกฎาคม 2558


ภาคเหนือ

       ในช่วงวันที่ 1 - 5 ก.ค. มีฝนฟ้าคะนองบางแห่งถึงเป็นแห่งๆร้อยละ 10-20 ของพื้นที่ ส่วนมากทางด้านตะวันตกของภาค ส่วนในช่วงวันที่ 6 - 7 ก.ค. มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆถึงกระจาย ร้อยละ 20-40 ของพื้นที่ ส่วนมากทางด้านตะวันออกของภาคอุณหภูมิต่ำสุด 21-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตก ความเร็ว 15-35 กม./ชม.
- ระยะนี้ยังคงมีฝนน้อย ไม่เพียงพอกับความต้องการของพืช เกษตรกรควรดูแลให้น้ำแก่พืชอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะพืชผัก เพราะหากขาดน้ำจะทำให้พืชเหี่ยวเฉาชะงักการเจริญเติบโต ผลผลิตด้อยคุณภาพ รวมทั้งคลุมดินบริเวณแปลงปลูกพืช ด้วยวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อลดการระเหยของน้ำบริเวณผิวดิน และรักษาความชื้นในดิน
- สำหรับผู้ที่เลี้ยงสัตว์น้ำควรดูแลปริมาณน้ำให้เหมาะกับจำนวนสัตว์น้ำที่เลี้ยง หากขาดความสมดุลสัตว์น้ำจะอยู่กันอย่างแออัดทำให้สัตว์น้ำอ่อนแอและเป็นโรคได้ง่าย

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

       ในช่วงวันที่ 1 - 3 ก.ค. มีฝนฟ้าคะนองบางแห่งถึงเป็นแห่งๆ ร้อยละ 10-20 ของพื้นที่ ส่วนในช่วงวันที่ 4 - 7 ก.ค. มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ร้อยละ 20-30 ของพื้นที่ ส่วนมากทางด้านตะวันออกและตอนล่างของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตก ความเร็ว 15-35 กม./ชม.
- ระยะนี้ยังคงมีฝนน้อย เกษตรกรควรดูแลให้น้ำแก่พืชอย่างเพียงพอ และให้น้ำอย่างประหยัด โดยให้น้ำเฉพาะบริเวณทรงพุ่ม หรือใช้วิธีน้ำหยด รวมทั้งคลุมดินบริเวณแปลงปลูกพืช ด้วยวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อลดการระเหยของน้ำบริเวณผิวดิน และรักษาความชื้นในดิน
- นอกจากนี้เกษตรกรควรระวัง และป้องกันการระบาดของ ศัตรูพืชจำพวกปากดูด เช่น เพลี้ย และไรชนิดต่างๆ ในพืชไร่และพืชผัก ซึ่งตัวอ่อนและตัวเต็มไวจะดูดกินน้ำเลี้ยงทำให้ต้นพืชทรุดโทรม ผลผลิตด้อยคุณภาพ
- ส่วนผู้ที่เลี้ยงสัตว์ช่วงที่อากาศร้อน เกษตรกรควรดูแลโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ให้สะอาด อากาศถ่ายเทได้สะดวก และจัดหาน้ำให้สัตว์กินอย่างเพียงพอ เพื่อช่วยลดความเครียดให้สัตว์ในช่วงสภาพอากาศร้อน
ภาคกลาง
       ในช่วงวันที่ 1 - 2 ก.ค. มีฝนฟ้าคะนองบางแห่งถึงเป็นแห่งๆ ร้อยละ 10-20 ของพื้นที่ ส่วนในช่วงวันที่ 3 - 7 ก.ค. มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ ส่วนมากทางด้านตะวันตกและตอนล่างของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-38 องศาเซลเซียส ลมตะวันตก ความเร็ว 15-35 กม./ชม.
- ระยะนี้ยังคงมีฝนน้อย เกษตรกรควรดูแลให้น้ำแก่พืชอย่างเพียงพอ และให้น้ำอย่างประหยัด โดยให้น้ำเฉพาะบริเวณทรงพุ่ม หรือใช้วิธีน้ำหยด รวมทั้งคลุมดินบริเวณแปลงปลูกพืช ด้วยวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อลดการระเหยของน้ำบริเวณผิวดิน และรักษาความชื้นในดิน
- ส่วนเกษตรกรที่ต้องการปลูกพืชในระยะนี้ควรมีน้ำสำรองให้แก่พืชในระยะเจริญเติบโต เพื่อป้องกันพืชขาดน้ำ ซึ่งจะทำให้ต้นชะงักการเจริญเติบโต ผลผลิตลดลงได้
- ระยะนี้บางพื้นที่มีอากาศร้อน โดยเฉพาะทางตอนบนของภาค ผู้ที่เลี้ยงสัตว์ควรดูแลโรงเรือนให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก รวมทั้งจัดหาน้ำให้สัตว์กินอย่างเพียงพอ เพื่อป้องกันสัตว์เครียดทำให้สัตว์อ่อนแอและเป็นโรคได้ง่าย

ภาคตะวันออก

       ในช่วงวันที่ 1 - 2 ก.ค. มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ร้อยละ 20-30 ของพื้นที่ ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ส่วนในช่วงวันที่ 3 - 7 ก.ค. มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆถึงกระจาย ร้อยละ 30-40 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม. /ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร อุณหภูมิต่ำสุด 22-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-37 องศาเซลเซียส
- ระยะนี้ยังคงมีฝนตกต่อเนื่องพื้นที่การเกษตรที่อยู่ในที่ลุ่ม เกษตรกรควรจัดระบบระบายน้ำในแปลงปลูกให้มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันน้ำขังในพื้นที่เพาะปลูก หากน้ำท่วมขังบริเวณโคนต้นพืชนานจะทำให้รากพืชเน่าต้นพืชตายได้
- สำหรับไม้ผลที่ได้เก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้ว เกษตรกรควรเก็บกวาดผลที่เน่าเสียและร่วงหล่น ตลอดจนเปลือกผลไม้ไปกำจัด ไม่ควรปล่อยให้อยู่ภายในบริเวณสวน เพราะจะเป็นแหล่งสะสมของโรคและศัตรูพืชโดยเฉพาะโรคพืชที่เกิดจากเชื้อรา นอกจากนี้ควรกำจัดวัชพืชเพื่อมิให้เป็นที่อาศัยหลบซ่อนของศัตรูพืช
- อนึ่ง ในช่วงวันที่ 3-7 ก.ค. บริเวณอ่าวไทย คลื่นลมจะมีกำลังแรงขึ้น ชาวเรือและชาวประมงควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ และเรือเล็ก ควรงดออกจากฝั่ง

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก)

       นช่วงวันที่ 1 - 2 ก.ค. มีฝนฟ้าคะนองบางแห่งถึงเป็นแห่งๆ ร้อยละ 10-20 ของพื้นที่ ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ส่วนในช่วงวันที่ 3 - 7 ก.ค. มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆถึงกระจาย ร้อยละ 30-40 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนมากทางตอนบนของภาค ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม. /ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส
- ระยะนี้ยังคงมีฝนตกโดยเฉพาะภาคใต้ฝั่งตะวันตก พื้นที่การเกษตรที่อยู่ในที่ลุ่ม เกษตรกรควรจัดระบบระบายน้ำในแปลงปลูกให้มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันน้ำขังบริเวณแปลงปลูกพืชเป็นเวลานาน อาจทำให้ต้นพืชตายได้
- สำหรับสภาพอากาศมีความชื้นสูงชาวสวนยางพารา ควรระวังและป้องกันโรคพืชที่เกิดจากเชื้อรา เช่น โรคใบยางร่วงลูกยางเน่า และโรคหน้ากรีดยาง ในยางพารา เป็นต้น
- ส่วนทางฝั่งตะวันออกบริเวณที่มีฝนตก เกษตรกรควรกักเก็บน้ำเอาไว้ใช้ทางด้านการเกษตร และวางแผนการจัดการน้ำที่เก็บกักไว้ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อจะได้มีน้ำใช้ในช่วงที่มีฝนตกน้อย
- อนึ่ง ในช่วงวันที่ 3-7 ก.ค.บริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยจะมีคลื่นลมแรง ผู้ที่เลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งควรระวังและป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ส่วนชาวเรือและชาวประมงควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ และ เรือเล็กในบริเวณดังกล่าวควรงดออกจากฝั่ง

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก)

       ในช่วงวันที่ 1 - 2 ก.ค. มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆถึงกระจาย ร้อยละ 20-40 ของพื้นที่ ส่วนในช่วงวันที่ 3 - 7 ก.ค. มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนมากทางตอนบนของภาค ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-40 กม. /ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส
- ระยะนี้ยังคงมีฝนตกโดยเฉพาะภาคใต้ฝั่งตะวันตก พื้นที่การเกษตรที่อยู่ในที่ลุ่ม เกษตรกรควรจัดระบบระบายน้ำในแปลงปลูกให้มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันน้ำขังบริเวณแปลงปลูกพืชเป็นเวลานาน อาจทำให้ต้นพืชตายได้
- สำหรับสภาพอากาศมีความชื้นสูงชาวสวนยางพารา ควรระวังและป้องกันโรคพืชที่เกิดจากเชื้อรา เช่น โรคใบยางร่วงลูกยางเน่า และโรคหน้ากรีดยาง ในยางพารา เป็นต้น
- ส่วนทางฝั่งตะวันออกบริเวณที่มีฝนตก เกษตรกรควรกักเก็บน้ำเอาไว้ใช้ทางด้านการเกษตร และวางแผนการจัดการน้ำที่เก็บกักไว้ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อจะได้มีน้ำใช้ในช่วงที่มีฝนตกน้อย
- อนึ่ง ในช่วงวันที่ 3-7 ก.ค.บริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยจะมีคลื่นลมแรง ผู้ที่เลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งควรระวังและป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ส่วนชาวเรือและชาวประมงควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ และ เรือเล็กในบริเวณดังกล่าวควรงดออกจากฝั่ง

ข้อมูลจาก กรมอุตุนิยมวิทยา
 
 
Copyright © 2011. ฟาร์มเกษตร - All Rights Reserved