Latest Post

พยาธิขนม้า ปรสิตเข้าสิงในตั๊กแตน จิ้งหรีด ที่นิยมกินกัน สามารถควบคุมพฤติกรรมแมลงที่สิงได้ เหมือนในหนังฝรั่งนี้เป็นเรื่องจริง

รู้จักไหม พยาธิขนม้า (horsehair worm) ปรสิตสยองโลก


ปรสิตทุกชนิดมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเจ้าบ้าน (host) ด้วยวิธีต่างๆ  เพื่อเพิ่มโอกาสให้วงจรชีวิตสมบูรณ์

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการย้ายจากเจ้าบ้านหนึ่งไปยังอีกเจ้าบ้านหนึ่ง เพื่อให้แน่ใจว่า ตัวมันหรือลูกหลานของมันได้ไปยังสถานที่ที่เหมาะสมหรือเพิ่มการมีชีวิตรอดต่อไป หนึ่งในปรสิตที่โด่งดังหรือมีการศึกษากันมากในวงการปรสิตวิทยาก็คือ พยาธิขนม้า (horsehair worm)

พยาธิขนม้ายังมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Gordian worm ชื่อทั้งสองมาจากลักษณะของมันที่มีลำตัวเล็กยาว และมักจะชอบขดม้วนเป็นเกลียวแน่นคล้ายกับเจ้าพวกพยาธิตัวกลม


พยาธิขนม้านั้นมักจะเข้าไปสิงอยู่ในแมลงกลุ่มตั๊กแตน และจิ้งหรีด (Orthoptera) ขณะที่ยังเด็ก พวกมันยังต้องเข้าไปอาศัยภายในตัวของแมลงอยู่เฉยๆ  (เนื่องจากอิทธิฤทธิ์ยังไม่มากพอ) กระทั่งเมื่อโตเต็มที่แล้ว มันก็เริ่มปีกกล้าขาแข็ง ไม่ยอมอยู่ในร่างใคร ออกมาล่องลอยหาอาหาร และผสมพันธุ์สืบทอดลูกหลานต่อไปในแหล่งน้ำเช่น แม่น้ำ ห้วย หนอง คลอง บึง

วงจรชีวิตของมันเริ่มจากไข่ที่วางไว้ตามวัชพืชข้างแหล่งน้ำ จากนั้นเจ้าบ้าน (host) ก็จะได้รับมันเข้าไป(ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม)

ไข่จะเริ่มฟักเป็นตัวอ่อนที่มีขนาดเล็กมาก  และขนาดของมันจะเพิ่มเป็นหนอนที่ยาวกว่าเจ้าบ้านถึง 3-4 เท่าเลยทีเดียว เมื่อมันโตเต็มที่แล้ว มันก็จะเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเจ้าบ้านที่แปลกออกไปนั่นคือการค้นหาแหล่งน้ำแล้วกระโดดตู้มลงไป หลังจากเจ้าบ้านจมน้ำตายแล้ว พยาธิตัวเต็มวัยนี้ก็จะค่อยๆ  ออกมาแล้วไปหาคู่ครอง และผสมพันธุ์ออกไข่กันต่อไป

ข้อมูลจาก thailandsusu.com
 

ระยะห่างสำหรับการปลูกมันสำปะหลังเพื่อให้ได้ผลผลิตสูง

ปลูกมันสำปะหลังใช้ระยะห่างเท่าไหร่ดี

การปลูกมันสำปะหลังมักจะได้ยินคำถามว่า ห่างเท่าไหร่ดี อยู่เป็นประจำ และมักจะหาคำตอบแน่นอนไม่ได้ว่า ต้องปลูกห่างเท่าไหร่ เพราะคำตอบที่ได้มักตอบว่า ให้ปลูกระยะห่างตามความเหมาะสม

คำว่า ตามความเหมาะสมคือ ให้พิจารณาถึงองค์ประกอบดังนี้คือ

1. ดินที่จะทำการปลูกเป็นดินที่ปลูกมันสำปะหลังมาระยะหนึ่งแล้ว หรือดินเบิ่งบุกเบิกใหม่
2. ดินที่จะปลูก มีความสมบูรณ์ ปรับปรุงดินและมีอินทรียวัตถุในดินมากพอหรือไม่
3. พันธุ์มันสำปะหลังที่ใช้ปลูก เป็นชนิดไหน หัวยาวหรือหัวป้อม ลักษณะการออกหัวเป็นแนวราบหรือเป็นพุ่ม


เมื่อดู 3 อย่างข้างต้นนี้แล้วต่อมาก็มาดูคำตอบกัน

หากปลูกในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ดีและเป็นดินที่มีการไถพรวนร่วนซุยหรือผ่านการปลูกมาหลายปีแล้ว ก็แนะนำให้ปลูกในระยะห่างระหว่างแถว 1 -1.20 เมตร (ขึ้นอยู่กับการวางแผนการทำรุ่นหญ้าว่าจะใช้เครื่องจักรหรือแรงงานคน อ่านคำแนะนำจากการทำรุ่นหญ้า) และห่างระหว่างต้นควร 0.80-1 เมตร
ระยะห่างระหว่างต้นต่อต้น จะห่างเท่าไหร่ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์มันสำปะหลังที่เลือกในตอนแรก หากเลือกมันที่มีลักษณะออกในแนวราบและหัวยาว อย่าง ห้วยบง 60 และ 80 ควรเลือกระยะห่าง 1 เมตร แต่หากเลือกปลูกพันธุ์หัวป้อมสามารถออกหัวเป็นพุ่ม อย่างระยอง 5,7,9 เหล่านี้ ก็สามารถลดความห่างระห่างต้นลงมาประมาณ 80 เซนติเมตร นั่นคือระยะที่เหมาะสม



และระยะโดยทั่วไปที่ได้รับความนิยมในการปลูกคือ ระยะห่าง 1x1.20 เมตร (ต้นxแถว)
และการที่จะปลูกระยะเท่าไหร่ จึงจะได้ผลผลิตดีและเหมาะสมกับสภาพไร่ของเรา ผู้ปลูกควรตัดสินใจและศึกษาข้อมูลเหล่านี้ เพราะแต่ละไร่ สภาพแวดล้อมมีความแตกต่างกัน ไม่มีระยะการปลูกที่ตายตัวแน่นอน แต่ให้คำนึงถึงองค์ประกอบที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น นะคะ โดยคำแนะนำสั้นๆ สำหรับการเลือกระยะปลูกคือ “ดินเลวปลูกถี่ ดินดีปลูกห่าง”


เขียนโดย ปริม ฟาร์มเกษตร 
089-4599003

 

การทำรุ่นหญ้ามันสำปะหลัง

อยากได้มันสำปะหลังผลผลิตสูงๆ ต่อไร่ แล้วมัวแต่ใส่ปุ๋ย..ใส่ปุ๋ยและก็ใส่ปุ๋ย...มันก็หัวไม่ยอมโตสักที..มาดูกันนะคะว่า ที่ผ่านมาเราพลาดอะไรไปบ้าง

พลาดอย่างหนักมากๆ ถึงมากที่สุดเลยคือ...การไม่กำจัดหญ้าในแปลงมันสำปะหลังในระยะเวลาที่เหมาะสมหรือบางครั้งทำแต่ทำผิดวิธี นี่คือองค์ประกอบที่สำคัญทีมีผลกระทบต่อผลผลิตมันสำปะหลังเลยทีเดียว

มันสำปะหลัง จะเจริญเติบโตดีสำหรับระยะหนุ่มสาวเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการออกหัวคือมันสำปะหลังระยะ 1-3 เดือน ระยะนี้หากเปรียบเป็นคนก็คงเป็นช่วงวัยรุ่นอายุไม่กิน 18 ปีที่ต้องกินเยอะๆให้ครบทุกหมู่และต้องการออกกำลังกาย



มันสำปะหลังระยะนี้ก็เช่นกัน ต้องการกินอาหารบำรุงเพื่อสร้างลำต้นและใบให้แข็งแรง แต่อุปสรรคที่สำคัญของมันสำปะหลังในระยะนี้คือ หญ้าหรือวัชพืช..หญ้าส่วนใหญ่จะมีระบบรากสั้น อาหารกินตามหน้าดินและกินอาหารได้เร็วกว่ามันสำปะหลังของเราที่รากอยู่ใต้ดินตามความลึกของท่อนพันธุ์ที่ปลูกลงดิน ดังนั้นหากไม่มีการกำจัดหญ้าให้กับมันสำปะหลังในระยะนี้ เวลาหว่านปุ๋ยหรือให้ปุ๋ยทางผิวใบก็แล้วแต่ หญ้าจะสามารถกินอาหารได้เร็วกว่ามันสำปะหลังและในที่สุดหากเราไม่สนใจดูแลมันสำปะหลัง หญ้าก็จะโตกว่ามันสำปะหลังในระยะนี้ทำให้มันสำปะหลังไม่สามารถสร้างหัวได้มาก และไม่โต



ดังนั้นการกำจัดหญ้าในระยะ 1-3 เดือนจึงมีความจำเป็นมาก แนะนำให้ทำการกำจัดหญ้าในช่วงมันสำปะหลังอายุ 30-45 วันโดยการไถกลบกลางร่องพร้อมกับการใส่ปุ๋ยบำรุงต้นมันสำปะหลังเพื่อเร่งการเจริญเติบโต หากไม่สามารถนำเครื่องมือมาทำรุ่นหญ้าได้ ก็สามารถใช้แรงงานคนในการถอนวัชพืชแทน
หากใช้เครื่องมือในการทำรุ่นหญ้าโดยการไถพรวนกลางร่องต้องทำในระยะที่มันสำปะหลังยังไม่สร้างปมหัว เท่านั้นคืออายุไม่เกิน 45 วัน ข้อดีของการกำจัดหญ้าด้วยวิธีการนี้จะเป็นการช่วยพรวนดินให้มีความร่วนซุยเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการออกหัวของมันสำปะหลัง พร้อมกับเป็นการช่วยกลบปุ๋ยไม่ได้โดนแสงแดดทำลายได้ในระยะที่ใบมันสำปะหลังยังไม่สามารถบังแสงได้
แต่หากใช้แรงงานคนในการกำจัดวัชพืชก็สามารถทำได้ระยะไม่เกิน 3 เดือน หรือเดือนที่ 4 ได้
หากมีความจำเป็นต้องใช้สารเคมีในการกำจัดวัชพืชก็ให้ใช้ในระยะ 1-3 โดยต้องใช้ที่ครอบหัวยาฉีดพ่นทุกครั้งเพื่อป้องการยาฆ่าหญ้าฟุ้งกระจายไปโดนลำต้นและใบของมันสำปะหลัง และต้องใช้ยาฆ่าหญ้าชนิดเผาไหม้เท่านั้น ไม่แนะนำใช้ให้ชนิดดูดซึม เพราะยาจะตกค้างในดินเป็นเวลานานทำให้มันสำปะหลังชะงักการสร้างหัวในระยะที่สำคัญนี้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลผลิตมันสำปะหลังโดยตรง





ข้อแนะนำสำหรับการใช้สารเคมีกับมันสำปะหลังมีดังนี้


1. หากในแปลงมีหญ้าและวัชพืชขึ้นเป็นประจำทุกปี แนะนำให้ใช้ยาฆ่าหญ้าฉีดพ่นตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมดินโดยฉีดพ่นยาฆ่าหญ้าทิ้งไว้ 15-30 วันก่อนการไถผาล 7
2. การใช้ยาคุมหญ้าเพื่อคุมดอกหญ้าและวัชพืชขนาดเล็กพร้อมการปลูกมันสำปะหลัง ในขณะที่ปลูกเสร็จไม่เกิน 3 วัน (โดยทั่วไปจะทำพร้อมกันในวันที่ปลูกเสร็จแล้ว ฉีดยาคุมตามสันร่องได้เลย) ในขั้นตอนนี้ต้องใช้ที่ครอบหัวฉีดทุกครั้งระวังอย่าให้โดนลำต้นมันสำปะหลัง เพราะจะทำให้ปลายยอดแห้ง..มันสำปะหลังจะแตกตาล่างซึ่งไม่ใช่ลำหลักของมันสำปะหลัง ก็ส่งผลต่อผลผลิตอีกเช่นกัน
3. หากใช้ยาคุมหญ้าพร้อมกับการปลูกจะช่วยลดปัญหาหญ้าขึ้นในระยะ 1-2 เดือนมันสำปะหลังจะสามารถกินอาหารได้อย่างเต็มที่และสร้างลำต้นพร้อมใบจนถึงระยะ 3 เดือนมันจะสามารถคลุมหญ้าดินและหญ้าไม่สามารถเจริญเติบโตได้อีกเพราะไม่ได้รับแสงแดดในการสังเคราะห์แสง มันสำปะหลังก็หมดปัญหาวัชพืชแย่งอาหาร มีความสมบูรณ์พร้อมสร้างหัวต่อไป และไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยาฆ่าหญ้าอีก
4. เทคนิคในการกำจัดหญ้าที่สำคัญอีกประการคือ ต้องกำจัดหญ้าเก่าในแปลงให้หมดไป โดยการใช้แรงงานเดินเก็บหัวหญ้าที่กำจัดยากๆทั้งนอกแปลง และเวลาไถผาล 7 หรือไถแปรให้ไถในช่วงกลางวันที่แดดร้อนจัดๆ เพื่อหญ้าโดยแสงแดดเผาในขณะนั้นจะตายได้ง่าย ไม่สามารถฟื้นกลับมาสร้างปัญหาได้อีกในอนาคต


สละเวลาใส่ใจขั้นตอนในการกำจัดหญ้าสักนิด..แล้วผลผลิตจะเพิ่มขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อค่ะ

เขียนโดย ปริม-ฟาร์มเกษตร
089-4599003

 

หนุมานประสานกาย สมุนไพร รักษาหอบหืด ขับเสมหะ รักษาหลอดลมอักเสบ แก้อาเจียนเป็นเลือด


ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Schefflera leucantha  R. Vig.

วงศ์ :   Araliaceae

ชื่ออื่น :  -

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้พุ่ม สูง 1-4 เมตร แตกกิ่งก้านต่ำใกล้พื้นดิน เปลือกต้นเรียบเป็นสีน้ำตาล ใบ เป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ ออกเรียงสลับ มีใบย่อย 6-8 ใบ รูปรี กว้าง 1.5-3 ซม. ยาว 5-8 ซม. โคนใบแหลม ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบสีเขียวเป็นมัน ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ดอกเล็กสีขาวนวล ผล เป็นผลมีเนื้อ รูปทรงกลม ขนาดเล็ก
ส่วนที่ใช้ :  ใบสด

สรรพคุณ :

รักษาโรคหืด โรคแพ้อากาศ ขับเสมหะ

รักษาโรคหลอดลมอักเสบ

รักษาวัณโรคปอด แก้ไอ แก้อาเจียนเป็นเลือด

ตำพอกแผลห้ามเลือด ห้ามเลือด

วิธีและปริมาณที่ใช้ :

รักษาโรคหืด แพ้อากาศ ขับเสมหะ และโรคหลอดลมอักเสบ
ใช้ใบสดเล็กๆ 9 ใบ ต้มกับน้ำ 3 ถ้วยแก้ว เคี่ยวให้เหลือ 1 ถ้วยแก้ว รับประทานวันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหาร เช้า-เย็น เป็นเวลา 49 วัน หืดควรจะหาย

ยาแก้อาเจียนเป็นเลือด
ใช้ใบสด 12 ใบย่อย ตำคั้นน้ำ 2 ถ้วยตะไล รับประทานครั้งละ 1 ถ้วยตะไล ติดต่อกัน 5-7 วัน

ใช้รักษาวัณโรค
ใช้เหมือนวิธีที่ 1 ติดต่อกัน 60 วัน แล้ว x-ray ดู ปอดจะหาย แล้วให้รับประทานต่อมาอีกระยะหนึ่ง

สารเคมี :
         พบ Oleic acid, butulinic acid, D - glucose, D - Xylose, L - rhamnose

ข้อมูลจาก rspg.or.th
 

สุพรรณบุรี เจ๋งเรื่องอ้อย นายกรัฐมนตรี ฟิจิ เยี่ยมชมเทคโนโลยีการพัฒนา และการจัดการไร่อ้อย


จังหวัดสุพรรณบุรีเตรียมความพร้อมต้อนรับนายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐฟิจิพร้อมคณะ ที่จะเยี่ยมชมเทคโนโลยีการพัฒนาและจัดการไร่อ้อยอย่างยั่งยืน ที่อำเภอด่านช้าง อย่างเต็มที่ เชื่อเป็นโอกาสขยายช่องทางการค้าระหว่างประเทศ

นายพิภพ บุญธรรม รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวว่า จังหวัดสุพรรณบุรี นำโดยว่าที่ร้อยตรีสุพีร์พัฒน์ จองพานิช ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ได้ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมความพร้อมต้อนรับ นายโจเซเอีย โวเรเก ไบนิมารามา (Josaia Voreqe Bainimarama) นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐฟิจิ พร้อมคณะจำนวน 15 คน ที่ได้ใช้โอกาสระหว่างการเยือนประเทศไทย วันที่ 24-30 พฤษภาคม 2558 เดินทางมาเยี่ยมชมโรงงานน้ำตาลมิตรผล อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี ในวันที่ 26 พฤษภาคมนี้ เพื่อศึกษาดูงานวิจัยเทคโนโลยีการพัฒนาพันธุ์อ้อย การจัดการระบบชลประทาน การเพิ่มผลผลิตและค่าความหวาน การแปรรูปผลิตภัณฑ์ การผลิตไฟฟ้าจากกากอ้อย รวมถึงวิธีการจัดการไร่อ้อยอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนต่อไร่อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังศึกษาดูงานการผลิตน้ำมันมะพร้าว เนื่องจากสาธารณรัฐฟิจิ เป็นหมู่เกาะมีพื้นที่ปลูกอ้อยและมะพร้าวจำนวนมาก


ทั้งนี้ จังหวัดสุพรรณบุรีรู้สึกยินดีและได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ โดยประสานงานร่วมกันทุกหน่วยงาน ทั้งด้านการดูแลความปลอดภัย การเตรียมเส้นทางคมนาคม และการจัดเตรียมสถานที่ศึกษาดูงาน ซึ่งเชื่อว่าการเยี่ยมชมศึกษาดูงานครั้งนี้ จะเป็นการกระชับความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศ ขยายโอกาสทางการค้าและเชื่อมโยงการพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกัน

จาก thainews.prd.go.th
 

สิบสองปันนา (Xishuangbanna) ในประเทศจีน ทำไมชื่อและความหมายเป็นภาษาไทย แท้จริงเป็นมาอย่างไร?

เขตปกครองตนเองชนชาติไท สิบสองปันนา


เขตปกครองตนเองชนชาติไท สิบสองปันนา (ไทลื้อ: Xishuangbanna Dai Autonomous Prefecture.svg; จีนตัวย่อ: 西双版纳傣族自治州; จีนตัวเต็ม: 西雙版納傣族自治州; พินอิน: Xīshuāngbǎnnà dǎizú Zìzhìzhōu) หรือชื่อย่อว่า ซีไต่ (จีน: 西傣; พินอิน: Xīdǎi) ตั้งอยู่ทางใต้สุดของมณฑลยูนนาน ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน สิบสองปันนา (ไทลื้อ: Xishuangbanna.svg; จีน: 西双版纳) มีความหมายว่า "นาสิบสองพัน" หรือ "นา 12,000 ผืน" อีกนัยหนึ่งก็คือ 12 เมือง มีเมืองเอก คือ เมืองเชียงรุ่ง (ไทลื้อ: Jinghong.svg; จีน: 景洪) ภูมิประเทศ เขตปกครองตนเองพิเศษสิบสองปันนามีเนื้อที่ประมาณ 19,700 ตาราง กม. มีอาณาเขตติดกับ แขวงหลวงน้ำทา แขวงพงสาลี ของประเทศลาวและ รัฐฉาน ของ พม่า โดยมีชายแดนยาวถึง 966 กิโลเมตร และมีแม่น้ำโขงไหลผ่านตอนกลาง สิบสองปันนา มีความหมายว่า "12 อำเภอ" คำว่า "พันนา" ไม่ได้หมายถึง นาพันผืน "พันนา" เป็นหน่วยการปกครองของคนไทในอดีต ตามหนังสือพงศาวดารโยนก เชียงรายมีพันนา พะเยามี ๓๖ พันนา ถ้าเท่ากับหน่วยการปกครองปัจจุบัน ก็คือ "อำเภอ"[ต้องการอ้างอิง] ประวัติ ในสมัยโบราณนั้น เคยเป็นที่ตั้งของอาณาจักรน่านเจ้า มีเมืองหลวงอยู่ที่ หนองแส หรือ เมือง ต้าลี่ ในประเทศจีนปัจจุบัน สิบสองปันนานั้นได้เป็นราชอาณาจักรหอคำเชียงรุ้ง เมื่อประมาณ 825 ปีก่อน โดย พญาเจือง หรือสมเด็จพระเจ้าหอคำเชียงรุ่งที่ 1 ในตำราของไทย เมื่อพุทธศตวรรษที่ 18 ชาวมองโกลได้รุกรานอาณาจักรล้านนา ส่วนสิบสองปันนานั้นจึงได้เป็นของมองโกล และก็ได้เป็นของจีนต่อมา(ตามประวัติศาสตร์จีน) การอ่อนแอของราชวงค์อาฬโวสวนตาลครั้งแรกเริ่มคราวสมัยสมเด็จพระเจ้าหอคำเชียงรุ่งที่ 3 (ท้าวอ้ายปุง) รัชกาลที่ 3 แห่งราชวงค์อาฬโวสวนต๋าน จากนั้นเกิดความวุ่นวายเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ สุดท้ายถึงรัชกาลที่ 24 ท้าวอินเมิง (ท้าวอินเมือง) อาณาจักรสิบสองปันนาเริ่มเป็นปึกแผ่นมากที่สุด การขยายอณาเขตเข้าไปยึดถึงเชียงตุ๋ง เมืองแถน (เดียนเบียนฟู) เชียงแสน ล้านช้าง จึงเป็นเหตให้การอพยพชาวไทลื้อจากเชียงรุ่งและอีกหลายหัวเมืองลื้อเข้าไปสู่ดินแดนดังกล่าว เพื่อเข้าไปตั้งชุมชนปกครอง หัวเมืองประเทศราช ซึ่งหากมองมาถึงปัจจุบันมีชาวไทลื้อกระจายไปทั่วทั้งเมืองแถน หัวเมืองทางเหนือของลาว ทุกเมือง รัฐฉานของพม่า จนถึงเชียงตุง และแถบไต้คง สิบสองปันนาดำรงความมั่นคงเฟื่องฟูอยู่ 100 กว่าปี ก็ถูกรุกรานอีกครั้งโดยชาวมองโกล และตกอยู่ในการปกครองของจีนอีกครั้งในปี พ.ศ. 1835 การสิ้นสุดอำนาจการปกครอง และการยอมรับอำนาจของมองโกล เมื่อรัชกาลที่ 33 เมื่อพระเจ้ากรุงจีนส่งตราหัวเสือ(จุ่มกาบหลาบคำ)มาให้เป็นตราแผ่นดินแทนตรานกหัสดีลิงก์ การเปลี่ยนชื่อเจ้าผู้ครองนคร จากชื่อภาษาไทลื้อ เป็นภาษาจีน เริ่มขึ้นในยุคนี้ เจ้าผู้ครองนครชาวไทลื้อถูกเรียกว่าเจ้าแสนหวีฟ้า เมื่อ พุทธศตวรรษที่ 21 พม่าได้ก่อตั้งอาณาจักรตองอู และขยายอาณาเขตของตนไปทางตะวันออก พม่าได้โจมตีสิบสองปันนา ต่อจากนั้นจึงได้แบ่งเมืองเชียงรุ้งเป็น สิบสองปัน และก็เป็น เมืองในปัจจุบัน ได้แก่ เมืองฮาย ม้าง หุน แจ้ ฮิง ลวง อิงู ลา พง อู่ เมืองอ่อง และ เชียงรุ้ง จึงเรียกเรียกเมีองแถวๆ นี้รวมกันว่า สิบสองปันนา ในช่วงสมัยนี้เป็นช่วงเวลาที่วัฒนธรรมพม่า และ ศาสนาได้เข้าไปในสิบสองปันนา ตามเอกสารที่ได้บันทึกเมื่อปี พ.ศ. 2113 จัดแบ่งไว้ ดังนี้ [1] เมืองเชียงรุ่ง เมืองยาง เมืองฮำ รวมเป็น 1 พันนา เมืองแจ เมืองมาง (ฟากตะวันตก) เมืองเชียงลู เมืองออง เป็น 1 พันนา เมืองลวง เป็น 1 พันนา เมืองหน เมืองพาน เชียงลอ เป็น 1 พันนา เมืองฮาย เชียงเจือง เป็น 1 พันนา เมืองงาด เมืองขาง เมืองวัง เป็น 1 พันนา เมืองหล้า เมืองบาน เป็น 1 พันนา เมืองฮิง เมืองปาง เป็น 1 พันนา เชียงเหนือ เมืองลา เป็น 1 พันนา เมืองพง เมืองมาง (ฟากตะวันออก) เมืองหย่วน เป็น 1 พันนา เมืองอูเหนือ เมืองอูใต้ เป็น 1 พันนา เมืองเชียงทอง อีงู อีปาง เป็น 1 พันนา เมืองภูแถนหลวง เวียงคำแถน เป็น 1 พันนา สมัยหลังราชวงศ์มังราย หลังจากพระเจ้ากาวิละได้ปลดปล่อยเชียงใหม่ และ อาณาจักรล้านนา จาก พม่าแล้ว พระเจ้ากาวิละทรงพิจารณาเห็นว่าเมืองเชียงใหม่ขณะนั้นเป็นเมืองร้าง เพราะผู้คนหนีภัยสงคราม อีกทั้งในกำแพงตัวเมืองเชียงใหม่ยังมีต้นไม้เถาวัลย์ปกคลุม ชุกชุมด้วยเสือ สัตว์ป่านานาพันธ์ ผู้คนของพระองค์มีน้อยไม่อาจบูรณะซ่อมแซมเมืองใหญ่ได้ ดังนั้นจึงยกทัพไปกวาดต้อนผู้คนโดยไปตีเมืองไตในดินแดน ๑๒ ปันนา ทั้งไตลื้อ ไตโหลง(ไทใหญ่) ไตขึน (คนไตลื้อในเมืองเชียงตุง) ไตลื้อเมืองยอง ไตลื้อเมืองลวง ไตลื้อเมืองพน เมืองหย่วน เมืองล่า มาอยู่ที่เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน พะเยา และ น่านเป็นจำนวนมาก ซึ่งเรียกกันว่ายุค "เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง" อันเป็นวิธีฟื้นฟูอาณาจักรล้านนาวิธีหนึ่ง เพราะในช่วงก่อนนั้น พม่าได้กวาดต้อนชาวล้านนาไปอยู่ที่ พุกาม และ มัณฑะเลย์ ไปจำนวนมาก ในช่วงสงครามโลกสิบสองปันนานั้น ตกอยู่ในแผ่นดินจีน ถูกยุบเมืองเชียงรุ่งจากเมืองหลวงเป็นแค่เมือง พร้อมๆกับเจ้าทั้งหลายด้วย โดยเคยมีเจ้าปกครองอยู่ถึง 45 พระองค์ ในปัจจุบัน คนที่มีแซ่เต๋า (刀) ก็คือ เจ้าในสิบสองปันนาที่เคยครองเมืองทั้งหลายเหล่านี้

 



ข้อมูลทั้งหมดจาก http://th.m.wikipedia.org/
 

ควบคุมไรแดงศัตรูกุหลาบด้วยชีววิธี


ทำการศึกษาวิจัยเรื่องการใช้ไรตัวห้ำควบคุมไรศัตรูกุหลาบอย่างยั่งยืน เริ่มต้นจากการอนุรักษ์ไรตัวห้ำศัตรูธรรมชาติที่สำคัญให้มีจำนวนมากพอที่จะรักษาสมดุลธรรมชาติ

ไรแดงเป็นศัตรูของกุหลาบ ที่สร้างความเสียหายมายาวนาน โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง อากาศแห้งจะพบการแพร่ระบาดในปริมาณมาก ซึ่งที่ผ่านมาเกษตรกรจะเลือกวิธีการป้องกันด้วยวิธีที่สะดวกและรวดเร็วคือการใช้สารเคมีฉีดพ่น แต่ด้วยวงจรชีวิตไรแดงสั้น ตั้งแต่ช่วงฟักไข่ถึงระยะตัวเต็มวัยเพียงแค่ 8 วัน ทำให้เกิดการพัฒนาปรับตัวสร้างภูมิต้านทานต่อสารเคมีได้อย่างรวดเร็วกว่าแมลงชนิดอื่น จึงทำให้ไม่มีสารเคมีชนิดใดที่จะสามารถป้องกันหรือกำจัดไรแดงได้


น.ส.มานิตา คงชื่นสิน ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านศัตรูพืช รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร บอกว่า ไรแดงที่เป็นศัตรูพืชนั้นจะมีไรตัวห้ำ ซึ่งเป็นศัตรูธรรมชาติ ที่ไม่ดูดกินน้ำเลี้ยงของพืช แต่กินไรศัตรูพืชเป็นอาหาร เรียกว่าเป็นผู้กำจัดโดยธรรมชาติอยู่แล้ว เพียงแต่การทำเกษตรกรรมสมัยใหม่ที่ใช้สารเคมีมากเกินไป และมีสารเคมีบางชนิดไปทำลายศัตรูธรรมชาติด้วย ทำให้เสียสมดุล ไรศัตรูพืชจึงมีมากกว่าไรตัวห้ำศัตรูธรรมชาติ ดังนั้น การใช้ไรตัวห้ำควบคุมไรศัตรูพืชในกุหลาบ จึงเป็นการควบคุมไรศัตรูพืชโดยชีววิธี ที่มีประสิทธิภาพและสร้างความยั่งยืนมากที่สุด

กรมวิชาการเกษตร โดยสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กลุ่มงานวิจัยไรและแมงมุม กลุ่มกีฏและสัตววิทยา ได้ทำการศึกษาวิจัยเรื่องการใช้ไรตัวห้ำควบคุมไรศัตรูกุหลาบอย่างยั่งยืน เริ่มต้นจากการอนุรักษ์ไรตัวห้ำศัตรูธรรมชาติที่สำคัญให้มีจำนวนมากพอที่จะรักษาสมดุลธรรมชาติ ซึ่งวิธีเพาะและขยายพันธุ์ไรตัวห้ำจะใช้ไรแดงหม่อนเป็นเหยื่อ โดยปลูกต้นถั่ว เช่น ถั่วดำ ถั่วเขียว ในถุงเพาะชำจนมีอายุ 2 สัปดาห์ แล้วจึงนำไรแดงหม่อนพ่อแม่พันธุ์มาเลี้ยงขยายบนต้นถั่ว ทิ้งไว้ 1 สัปดาห์ ให้ไรแดงหม่อนเพิ่มปริมาณมากเต็มใบถั่ว จากนั้นจึงปล่อยพ่อแม่พันธุ์ไรตัวห้ำลงบนต้นถั่ว ในอัตรา 1: 20-50 (ไรตัวห้ำ : ไรแดงหม่อน) ซึ่งไรตัวห้ำจะกินไรแดงหม่อนและขยายพันธุ์เพิ่มประชากรบนต้นถั่ว เมื่อพบว่าไรตัวห้ำกินเหยื่อใกล้หมดแล้วให้รีบตัดใบถั่วที่มีไรตัวห้ำบรรจุลงกระบอกกระดาษปิดฝาให้แน่น เพื่อจะนำไรตัวห้ำไปใช้ในแปลงกุหลาบ ก็เพียงแค่นำใบถั่วที่มีไรตัวห้ำไปวางลงบนใบหรือลำต้นกุหลาบที่มีไรแดง ไรตัวห้ำก็จะกำจัดไรศัตรูพืชโดยวิธีธรรมชาติ


ทั้งนี้ ผลการทดลองในแปลงกุหลาบของเกษตรกร ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา โดยปล่อยไรตัวห้ำในอัตรา 9-10 ตัวต่อต้น ทุก 2-3 สัปดาห์ เพื่อให้ไรตัวห้ำเพิ่มประชากรสามารถตั้งรกรากอาศัยในพืชที่ปลูกได้อย่างถาวร หลังจากนั้นเมื่อเกิดความสมดุลก็ลดการปล่อยไรตัวห้ำลงเหลือ 3-4 ตัวต่อต้น ทุก 1 เดือน ผลการศึกษาพบว่าไรตัวห้ำสามารถควบคุมไรศัตรูกุหลาบ ทดแทนการใช้สารเคมีกำจัดไรได้อย่างยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันเกษตรกรรายนี้ได้พัฒนาการผลิตไรตัวห้ำไว้ใช้เองในแปลง และสามารถเป็นแปลงต้นแบบในการควบคุมไรศัตรูกุหลาบแบบชีววิธีอย่างมีประสิทธิภาพ อีกด้วย

ที่สำคัญจากการเก็บสถิติต้นทุนค่าใช้จ่ายโดยเฉพาะค่าสารเคมีกำจัดไรในแปลงกุหลาบของเกษตรกรต้นแบบ พบว่าพื้นที่ประมาณ 40 ไร่ ตั้งแต่ปี 2548 มีค่าสารเคมีกำจัดไรประมาณ 28,070 บาทต่อเดือน และเพิ่มสูงขึ้นเป็น 37,850 บาท ในปี 2550 แต่เมื่อเริ่มใช้ไรตัวห้ำตั้งแต่ปลายปี 2550 เป็นต้นมา สามารถลดการใช้สารเคมีกำจัดไรลงเหลือเพียง 4,580 บาทภายในปี 2553 และมีการปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผลผลิตที่ได้มีปริมาณเพิ่มขึ้นและมีคุณภาพดีขึ้นด้วย

เกษตรกรที่สนใจสามารถการแก้ปัญหาไรแดงในแปลงกุหลาบติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร โทร. 0-2579-3053, 0-2579-4128 ในวันและเวลาราชการ.“

ข้อมูลจาก  : www.dailynews.co.th
 

ลดต้นทุนการ มันสำปะหลัง มีช่องทางดีๆ ทั้งด้านแรงงาน ด้านการเพิ่มผลผลิต และด้านอื่นๆ


ลดต้นทุนการผลิตพืชเศรษฐกิจ เกษตรกรทำได้ ส่วนการลดต้นทุนโดยตรงด้านแรงงานคน ที่ปัจจุบันแรงงานภาคเกษตรขาดแคลนและมีราคาแพง ซึ่งปกติการจ้างแรงงานคนขุดมันสำปะหลัง 1 ไร่ ใช้แรงงาน 6 คน คนละ 300 บาทต่อวัน

ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรไทยค่อนข้างสูง เนื่องจากต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอกทั้งปุ๋ยและสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช อีกทั้งความผันผวนของตลาด ราคาพืชผลตกต่ำ ทำให้เกษตรกรขาดทุนหรือไม่คุ้มค่ากับการลงทุน ดังนั้น แนวทางที่จะช่วยให้เกษตรกรมีกำไรจากการผลิตพืชมากขึ้น ก็คือการเพิ่มผลผลิตพืชต่อหน่วยให้มากขึ้น ซึ่งจะทำให้ต้นทุนต่อหน่วยผลผลิตหรือต่อไร่ลดลงได้

“การลดต้นทุนการผลิตพืชนั้นเกษตรกรสามารถปฏิบัติได้เอง กรณีมันสำปะหลัง หาเลือกใช้พันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ จะเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ได้โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่ม เช่น พันธุ์ระยอง 72 ระยอง 9 เหมาะกับสภาพดินทราย-ดินทรายร่วน หรือระยอง 5 เหมาะกับดินร่วนเหนียว พันธุ์เกษตรศาสตร์ เหมาะกับดินทรายจัด เป็นต้น เนื่องจากเกษตรกรลงทุนค่าท่อนพันธุ์ในราคาเดิมแต่สามารถเพิ่มผลผลิตมากกว่าเดิม ก็ถือว่าลดต้นทุนต่อหน่วยลงได้แล้ว ซึ่งต้นทุนการผลิตของเกษตรกรในขณะนี้อยู่ที่ประมาณ 1.20 บาท/กก. ขายได้ 2.50 บาท/กก. มีส่วนต่างอยู่ที่ 1.30 บาท/กก. ฉะนั้นเกษตรกรจะกำไรเฉลี่ย 1,000 บาท/ตัน หากได้ผลผลิตมันสำปะหลัง 5 ตัน/ไร่ เกษตรกรจะมีรายได้ประมาณ 5,000 บาท” นาย กอบเกียรติ ไพศาลเจริญ ผู้เชี่ยวชาญด้านพืชไร่ สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน กรมวิชาการเกษตร กล่าว


ส่วนการลดต้นทุนโดยตรงด้านแรงงานคน ที่ปัจจุบันแรงงานภาคเกษตรขาดแคลนและมีราคาแพง ซึ่งปกติการจ้างแรงงานคนขุดมันสำปะหลัง 1 ไร่ ใช้แรงงาน 6 คน คนละ 300 บาทต่อวัน เท่ากับมีต้นทุนวันละ 1,800 บาท หากเปลี่ยนมาใช้เครื่องจักรกลการเกษตรแทนก็จะลดต้นทุนการผลิตส่วนนี้ลงไป ทั้งนี้ แนะนำให้เกษตรกรรวมกลุ่มเพื่อจัดซื้อหรือเช่าเครื่องจักรกลการเกษตรมาใช้ร่วมกันเพื่อลดต้นทุนอย่างยั่งยืน อีกแนวทางหนึ่งในการลดต้นทุนได้เป็นอย่างดี คือการใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน เนื่องจากต้นทุนการผลิตส่วนใหญ่อยู่ที่ปุ๋ยเคมีที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ หากใส่ปุ๋ยตามความต้องการของพันธุ์นั้น ๆ ในช่วงเวลาที่เหมาะสม คือช่วงอายุ 1-2 เดือนแรกที่มันสำปะหลังมีความต้องการธาตุอาหารสูง ประกอบกับถ้าเกษตรกรมีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากวัสดุเหลือใช้ในไร่นาใช้ร่วมด้วยก็จะลดต้นทุนได้อีกครึ่งหนึ่ง

ควรกำจัดวัชพืชโดยเฉพาะช่วง 3 เดือนแรกเพื่อไม่ให้แย่งอาหารมันสำปะหลัง ส่วนการเก็บเกี่ยวควรอยู่ในช่วงอายุที่เหมาะสม คือ 10 เดือนขึ้นไป จะได้คุณภาพแป้งดี ปลูกรุ่นใหม่ได้ทันรอบปี แต่ถ้าเก็บเกี่ยวเร็วก็จะส่งผลให้ผลผลิตลดลงและคุณภาพแป้งไม่ดี ส่งผลกระทบต่อราคาจำหน่ายได้ นอกจากนี้ควรวางแผนการผลิตโดยประสานกับโรงงานรับซื้อ ว่าควรผลิตออกมาช่วงไหนจึงจะสอดคล้องกับความต้องการ หรือควรหลีกเลี่ยงช่วงที่ผลผลิตออกมาพร้อม ๆ กัน เพราะเกษตรกรมีโอกาสจะถูกกดราคามากที่สุดในช่วงดังกล่าว

นายกอบเกียรติ บอกเพิ่มเติมว่า การลดต้นทุนการผลิตเพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้แก่เกษตรกรไทย ที่กรมวิชาการเกษตร ได้แนะนำส่งเสริมให้เกษตรกรปฏิบัตินั้น ถ้าเกษตรกรนำไปดำเนินการน่าจะลดต้นทุนการผลิตได้ไม่ต่ำกว่า 15-20% และสิ่งที่ตามมาคือผลผลิตเพิ่มขึ้นและมีคุณภาพ ซึ่งจะสอดคล้องกับยุทธศาสตร์พืชเศรษฐกิจที่ต้องการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันอย่างมั่นคงและยั่งยืนให้กับเกษตรกร โดยมันสำปะหลัง เป็นพืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่มีการกำหนดแผนยุทธศาสตร์ระยะเร่งด่วน ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ตั้งแต่ปี 2558-2569 เป้าหมาย คือ คงพื้นที่ 8.5 ล้านไร่เท่าเดิม แต่เน้นการเพิ่มผลผลิตขึ้นจากเฉลี่ย 3.5 ตัน/ไร่ เพิ่มขึ้นเป็น 7 ตัน/ไร่ ภายในปี 2569 ซึ่งปัจจุบันผลผลิตมันสำปะหลังเฉลี่ยทั้งประเทศ 29-30 ล้านตัน/ปี เมื่อสิ้นสุดแผนยุทธศาสตร์จะมีผลผลิตเพิ่มขึ้นประมาณ 60 ล้านตัน ซึ่งจะเพียงพอต่อการนำไปใช้ทั้งพืชอาหารและพืชพลังงาน

สำหรับเกษตรกรและผู้สนใจการพัฒนา การผลิตพืชที่ถูกต้องเหมาะสม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน กรมวิชาการเกษตร โทร. 0-2579- 3930-3

ข้อมูลจาก : www.dailynews.co.th
 

ข้าวเจ้าพันธุ์หอมกระดังงา มีกลิ่นหอมคล้ายดอกกระดังงา คุณค่าโภชนาการสูง


โดยการศึกษาพันธุ์ เปรียบเทียบผลผลิต ทดสอบโรคไหม้ ทดสอบการตอบสนองต่อปุ๋ยไนโตรเจน วิเคราะห์คุณภาพเมล็ดทางกายภาพและเคมี และประเมินการยอมรับของเกษตรกรต่อคุณภาพข้าว

ข้าวเจ้าพันธุ์หอมกระดังงา เป็นข้าวที่เกิดจากการรวบรวมพันธุ์ข้าวจากแปลงเกษตรกรอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ในปี 2552 นำมาศึกษาวิจัยตามกระบวนการปรับปรุงพันธุ์ข้าว โดยการศึกษาพันธุ์ เปรียบเทียบผลผลิต ทดสอบโรคไหม้ ทดสอบการตอบสนองต่อปุ๋ยไนโตรเจน วิเคราะห์คุณภาพเมล็ดทางกายภาพและเคมี และประเมินการยอมรับของเกษตรกรต่อคุณภาพข้าว ในพื้นที่เป็นที่เรียบร้อยแล้วและได้มีการสนับสนุนให้มีการปลูกอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน เป็นข้าวเจ้าที่มีสีและกลิ่นหอมคล้ายดอกกระดังงา มีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีปริมาณแคลเซียม ธาตุเหล็กมากในข้าวกล้อง และมีปริมาณสังกะสีมากในข้าวกล้องงอก.

ข้อมูลจาก : www.dailynews.co.th
 

หนุนตั้งกลุ่มปลูก ข่าเหลือง ตลาดไม่อั้น ทำเงินช่วงแล้ง


"ข่า" เป็นพืชสมุนไพรอีกชนิดที่คนไทยนำมาใช้ประโยชน์ ทั้งเป็นเครื่องเทศปรุงแต่งกลิ่นและรสอาหาร เป็นส่วนประกอบเครื่องยาสมุนไพร ที่มีสรรพคุณขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับเสมหะ เป็นวัตถุดิบหลักในเครื่องแกงหลากชนิดที่ปัจจุบันมีผู้ประกอบการผลิตส่งขายทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ความต้องการของตลาดเพิ่มขึ้น เหตุนี้ ผศ.ไกรเลิศ ทวีกุล คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงหนุนเกษตรกรปลูก ด้วยมองว่ามูลค่าการตลาดสูง ลงทุนน้อย ใช้พื้นที่นาปลูกได้ช่วงว่างเว้นจากการทำนา

                    ผศ.ไกรเลิศ กล่าวว่า ตลาดรับซื้อข่าแหล่งใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ที่ จ.นครราชสีมา และ จ.ขอนแก่น เฉพาะปี 2557 มีความต้องการข่าเหลืองกว่า 1,700 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 53 ล้านบาทต่อปี ราคาขายส่วนใหญ่เป็นแบบเหมาสวนในราคา 1 แสนบาทต่อไร่ จากข้อมูลความต้องการของตลาดตรงนี้ ผศ.ไกรเลิศ จึงคิดเป็นโมเดลการส่งเสริมเกษตรกรปลูกข่าเหลืองให้เป็นรูปธรรม

                    "ที่ผ่านมาเกษตรกรไม่ให้ความสนใจมากนัก เพราะถือเป็นพืชใกล้ตัว ไม่รู้ว่าปลูกแล้วจะขายที่ไหน เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่เกษตรกร จึงคิดโมเดลส่งเสริมการปลูกที่มีส่วนสำคัญคือตลาด เกษตรกร นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร และแหล่งเงินทุน หลังสำรวจแล้วพบว่าตลาดต้องการข่าเหลืองกว่า 1,700 ตัน คิดเป็นพื้นที่ปลูก 400 ไร่ แต่ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกเพียง 60 ไร่ จึงรวมกลุ่มเกษตรกรในรูปเครือข่ายปลูกข่าเหลือง เพื่อวางแผนการปลูกไม่ให้ข่าล้นตลาด”

                    สำหรับการส่งเสริมด้านวิชาการนั้น ผศ.ไกรเลิศ แจงว่า จะให้ความรู้ในการปลูกเพื่อให้ได้ผลผลิต เกษตรกรต้องรู้จักข่าเหลืองว่าเป็นพืชที่ชอบดินโปร่ง ร่วนซุย ขึ้นได้ดีในพื้นที่ดอน ไม่ชอบน้ำท่วมขัง การเตรียมพื้นที่เพาะปลูกเริ่มจากเตรียมดิน หากเป็นดินร่วนซุยให้ไถกลบวัชพืช ปรับหน้าดิน หากเป็นดินเหนียวต้องไถ 2 รอบ พื้นที่ที่น้ำท่วมไม่ถึงไม่ต้องยกแปลงปลูก หากน้ำท่วมถึงต้องยกแปลงปลูกสูง 30-50 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างแถว 100-120 เซนติเมตร ระหว่างต้น 80-100 เซนติเมตร ผสมปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกลงในพื้นที่ปลูก ส่วนท่อนพันธุ์ เลือกที่แก่จัดอายุปลูก 13 เดือน ต้องมีรากติดมาด้วย ปลูกได้ตลอดทั้งปี เหมาะปลูกในฤดูฝน หากปลูกช่วงฤดูร้อนเกษตรกรต้องรดน้ำ

                    สำหรับระยะการเก็บเกี่ยวไม่เกิน 10 เดือน ซึ่งช่วงนี้การแตกกอของข่าเหลืองมีความสมบูรณ์ จะทำให้เกษตรกรขายได้ราคาสูง ที่ผ่านมามีเกษตรกร นักธุรกิจ ผู้สนใจเดินทางมาร่วมรับฟัง พร้อมกับมีข้อซักถามทั้งเรื่องการตลาด ปัญหาที่พบในการปลูก นอกจากนี้ มีสถาบันการเงินให้ความสนใจการปลูกข่าเหลือง เพื่อจะสนับสนุนเกษตรกรที่เป็นลูกค้าได้กู้เงินนำไปลงทุน ทั้งนี้ เพื่อเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่แก้ปัญหาการปลูกข้าวในช่วงฤดูแล้งด้วย

                    "ในอนาคตวางแผนเปิดตลาดข่าเหลืองส่งออกไปยังประเทศมาเลเซีย เพราะมีความต้องการเป็นจำนวนมาก ระหว่างนี้อยู่ระหว่างการศึกษาเส้นทางการทำตลาดส่งออก นอกจากนี้ยังเพิ่มมูลค่าข่าเหลือง โดยการนำไปอบแห้งส่งออกไปยังร้านอาหารในต่างประเทศ รวมถึงการขอความร่วมมือจากนักวิจัยในคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในการพัฒนาทำเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของข่าเหลืองด้วย"

                    อย่างไรก็ตาม ผศ.ไกรเลิศ แจงว่า พร้อมกันนี้ยังมีการเตรียมความพร้อมที่จะยกระดับการปลูกข่าเหลืองแบบอินทรีย์ให้เกษตรกรนำไปแปรรูปเพื่อการส่งออก โดยเน้นการปลูกตรงตามระบบเกษตรดีที่เหมาะสม หรือจีเอพี และได้รับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ทั้งนี้ ถือเป็นการยกระดับการผลิตให้เกษตรกรเป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ไปพร้อมกันด้วย

จาก komchadluek.net
 

แมงศัตรูพืช ระบาดในไร่มันสำปะหลัง ช่วงนี้ควรเฝ้าระวัง


ช่วงอากาศร้อนและแห้งแล้งอย่างต่อเนื่อง แมลงศัตรูพืชแพร่ระบาดในไร่มันสำปะหลัง เกษตรกรเผยต้องเฝ้าระวังตลอดเวลา เนื่องจากอาจเกิดความเสียหายและป้องกันการแพร่ระบาดไปที่อื่น

เมื่อช่วงสาย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง หมู่ที่ 12 ต.หนองกลับ อ.หนองบัว จ.นครสวรรค์ ต้องสุ่มตรวจดูต้นมันสำปะหลัง ในไร่มันสำปะหลังทุกวัน หลังพบว่าในช่วงที่อากาศร้อนและแห้งแล้ง ส่งผลทำให้แมลงศัตรูพืชหลายชนิด เริ่มระบาดในไร่มันสำปะหลัง

จากการสอบถาม นายลอย แสนเหมือน เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ในพื้นที่บอกว่า ในช่วงเช้าของทุกวัน ต้องออกมาดูต้นมันสำปะหลังในไร่ เพื่อตรวจดูว่าในไร่มีต้นมันสำปะหลังเหี่ยวเฉายืนต้นตายหรือไม่ เนื่องจากแมลงได้กัดกินรากของต้นมันสำปะหลัง เบื้องต้นในขณะนี้พบว่าแมลงที่ระบาดในช่วงอากาศร้อนหลายชนิด ทั้งปลวก แมลงนูนหลวง ด้วงหนวดยาว และแมลงชนิดอื่นๆ ซึ่งในขณะนี้มีแนวโน้มที่กำลังระบาดเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย เบื้องต้นต้องควบคุมการระบาด โดยใช้สารชีวภาพกำจัดก่อน ซึ่งหากไม่สามารถควบคุมการระบาดได้ ก็คงต้องใช้สารเคมีกำจัด เพื่อป้องกันความเสียหายและการแพร่ระบาดสู่พื้นที่อื่นๆ ต่อไป


จาก thairath.co.th
 

เห็ดเข็มทอง ยอดเห็ด มากด้วยคุณค่าทางอาหาร และยังมีสรรพคุณลดน้ำหนักเป็นอันดับ 1


ถึงเวลาแล้วที่เราควรหันมามอง “เห็ดเข็มทอง” ในแง่มุมใหม่ เพราะวิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วว่า แค่เพิ่มเห็ดเข็มทองในอาหารทุกวันก็จะได้อาหารเพื่อสุขภาพที่สามารถเนรมิตหุ่นเราให้ผอมเพรียวและมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้

ดร.เอะงุชิ ฟุมิโอะ ดุษฎีบัณฑิตด้านโภชนาการ และเจ้าของผลงานเขียนเรื่อง “เห็ดเข็มทอง” อธิบายให้ฟังว่า เห็ดเข็มทองมีสรรพคุณทางยามากมาย วิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์ออกมาแล้วว่า ในเห็ดเข็มทองมีเส้นใยอาหารมากกว่ากะหล่ำปลีราว 2 เท่า

ยิ่งกว่านั้น ส่วนประกอบของโครงสร้างเส้นใยอาหารก็มีลักษณะเฉพาะต่างจากเห็ดชนิดอื่น ส่วนประกอบดังกล่าวเป็นสารพอลิแซ็กคาไรด์ ที่เรียกว่าไคโทซานเห็ด (ไคโทกลูแคน) ซึ่งมีปริมาณมากที่สุดในบรรดาเห็ดทั้งหลาย ไคโทซานเห็ดจะช่วยกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ ทำให้ลำไส้ทำงานอย่างแข็งขันเพื่อย่อยสลายเส้นใยเหล่านี้ และเมื่อไคโทซานเห็ดละลายเข้าสู่กระแสเลือด จะช่วยดักจับไขมันส่วนเกินในเลือดที่เป็นสาเหตุหนึ่งของโรคอ้วนแล้วขับออกมาพร้อมอุจจาระ แถมยังช่วยกำจัดไขมันอีกด้วย” ดร.เอะงุชิ กล่าว

มีงานวิจัยออกมามากมายว่า ถ้ารับประทานเห็ดเข็มทองที่อุดมไปด้วยส่วนประกอบดังกล่าว ไคโทซานเห็ดจะช่วยเพิ่มพลังในการขับถ่ายให้ดีขึ้น เมื่ออุจจาระถูกขับออกมาและสภาพในลำไส้ปรับเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ย่อมส่งผลดีต่อสุขภาพหลายอย่าง ทั้งน้ำหนักลดลง เอวคอดขึ้น สิวฝ้าลดลง ผิวพรรณมีน้ำมีนวลขึ้น...ความเปลี่ยนแปลงที่แสนวิเศษนี้เป็นสิ่งที่คาดหวังได้จากเห็ดเข็มทองอย่างไม่ต้องสงสัย

ปัจจุบันที่เมืองนะกะโนะ ประเทศญี่ปุ่นกำลังนิยมกิน “น้ำแข็งเห็ด” ซึ่งคิดค้นโดยฮิโระฟุมิ อะโตะ นายกสมาพันธ์สหกรณ์การเกษตรแห่งเมืองนะกะโนะ รสชาติของเห็ดเข็มทองเมื่อเป็นน้ำแข็งเห็ดจะยิ่งกลมกล่อมและเข้มข้นขึ้น เมื่อนำไปใส่อาหารจะทำให้มีเนื้อมีหนังมากขึ้น รสชาติก็อร่อยถ้าใส่ในซุปมิโซะกินกันทุกวัน ผ่านไป 3 เดือน เอวกางเกงจะหลวมขึ้นทันตาเห็นทีเดียว

น้ำแข็งเห็ด” นอกจากกินง่ายสบายท้องแล้ว ยังมีข้อดีที่ไม่ควรมองข้ามคือเส้นใยอาหารที่แข็งแรงของเห็ดเข็มทองจะมีจำนวนเพิ่มขึ้น ทำให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้มากขึ้น หากนำมาปรุงกินแบบธรรมดา ถ้าเคี้ยวให้ละเอียดก็ได้รับสารอาหารเหมือนกัน แต่ถ้าใช้วิธีใหม่คือทำเป็นน้ำแข็งเห็ด จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารที่มีสรรพคุณทางยามากกว่าปรุงแบบธรรมดา


ข้อมูลจาก Manager.co.th
 

บ่มเพาะความรักด้วยการ ปลูกผัก วิถีใหม่คนเมือง


"ผักมีวิตามิน ไม่ต้องกินของแพง" เนื้อหาส่วนหนึ่งในเพลง "เด็กดอยใจดี" พูดถึงประโยชน์ของแครอทที่ดีต่อสุขภาพ ปลูกแล้วยังนำมาเป็นของฝากให้คนอื่นๆ ในยุคที่ผักและวัตถุดิบในการปรุงอาหารมีราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ

ศิริกุล ซื่อต่อชาติ หรือ"พี่ป้อม" ปลูกผักปลอดสารทั่วบริเวณบ้านในซอยสุขุมวิท 71 นอกจากจะนำไปแบ่งปันเพื่อนบ้านในหลายโอกาส ยังติดป้ายอนุญาตให้คนในละแวกนั้นมาเอาพืชผลจากน้ำพักนำแรงตัวเองไปทานได้โดยไม่ต้องขอ

"คนเมืองปลูกผัก" กำลังเป็นวลีที่พูดกันอย่างกว้างขวางในหมู่คนกลุ่มหนึ่งในยุคปัจจุบัน แรงผลักดันส่วนหนึ่งที่เอื้อให้การเปลี่ยนจากผู้บริโภคมาเป็นผู้ผลิตได้รับความนิยม เพราะกระแสวิถีชีวิตเนิบช้า การพึงพาตนเองให้มาก และการใส่ใจต่อสุขภาพ อันเป็นความพยายามในการหลบเร้นชั่วขณะจากโลกวุ่นวายแบบ "สำเร็จรูป" ของสังคมเมืองใหญ่

เมื่อผู้บริโภคคนเมืองเริ่มปลูก "ผล" ที่ได้ไปไกลกว่าแค่ตัวเอง

“ในช่วงยุคที่เริ่มลงมือเปลี่ยนตัวเองจากผู้บริโภคเป็นผู้ผลิต กระแสผักปลอดสารเคมียังไม่ฮือฮามากเท่าในปัจจุบัน เมื่อมีโอกาสไปเดินตามตลาดสีเขียวที่จัดงานในลักษณะนี้จะเห็นข่าวประชาสัมพันธ์โครงการอบรมที่เปิดกว้างสำหรับผู้สนใจ จึงตัดสินใจเข้าเป็นส่วนหนึ่งเพื่อหาข้อมูลก่อนปฏิบัติจริง เพราะเราไม่มีพื้นฐานในการปลูกผัก เหมือนคนเมืองส่วนใหญ่ ถ้าศึกษาเองอาจจะยากกว่าการที่มีคนมาสอนให้เพื่อให้ได้องค์ความรู้ที่เหมาะสม” ศิริกุล กล่าว


พี่ป้อม เครือข่ายปลูกผักเผยต่อว่า ช่วงนั้นกินผักพวกไฮโดรโปนิกส์ เราไม่ได้คิดถึงเรื่องความปลอดภัย ยอมรับว่าเราไม่มีความรู้ พอได้มาอบรมถึงได้รู้ว่าผักที่ปลูกด้วยน้ำยังใช้สารเคมี เมื่อได้รับการถ่ายทอดวิชาตามสมควร การลงมือปลูกจึงเริ่มต้นขึ้น โดยเลือกปลูกผักที่ต้องใช้ในการทำครัวประจำวัน เช่น ต้นหอม ขึ้นฉ่าย เธอยังเรียนรู้เรื่องการ "ปรุงดิน" เพื่อให้ดินมีธาตุอาหารที่เหมาะ ประสบการณ์ที่สั่งสมในฐานะผู้ปลูกต่อยอดจนสามารถถ่ายทอดวิชาจนเป็นที่ยอมรับในฐานะวิทยากรเรื่องการปลูกผักที่น่าเชื่อถือ

จากการเริ่มต้นปลูกผักที่ใช้ประจำและผักสลัดที่ชอบเป็นการส่วนตัว เก็บเกี่ยวความรู้ทีละเล็กละน้อยและปฏิบัติออกมาเป็นขั้นตอนความรู้เรื่องต่างๆ สำหรับมือใหม่ที่บ่มเพาะความปรารถนาจะปลูกผักกินเองจนได้ที่ ด้วยการสนับสนุนจากโครงการสวนผักคนเมืองและสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) บ้านในซอยสุขุมวิท 71 จึงเปลี่ยนเป็น "ศูนย์อบรมปลูกง่ายๆ สไตล์คนเมือง บ้านป้อมเอง" ที่สอนการปรุงดิน การเพาะกล้า การย้ายกล้า และองค์ความรู้อื่นๆ ที่จำเป็นสำหรับให้ผู้เรียนนำกลับไปใช้ประโยชน์ได้จริงเมื่อต้องลงมือทำ

ในด้านข้อมูลพื้นฐานสำหรับคนที่อยากจะลงมือปฏิบัติ คือ "จะปลูกในบริเวณที่ผักรับแดดได้ ถ้าปลูกในที่ไม่มีแดดผักจะเฉา" แม้กะเพราและโหระพาอาจจะพอปลูกได้ในจุดที่แสงแดดไม่มาก นอกจากนี้ต้องแน่ใจว่ามีเวลาต้องดูแลรดน้ำ วางระบบของรอบผักที่จะโตและทำให้เรามีผักกินตลอด เป็นวงจรการปรุงดิน เพาะกล้าเก็บเกี่ยวที่ไม่ง่ายสำหรับคนที่ขาดความตั้งใจจริง
นอกจากนี้ยังต้องเอาใจใส่รดน้ำ ดูแลเรื่องแมลง การปลูกผักอาจจะเหมือนกับการปลูกต้นรักในแง่ที่ว่าเมื่อต้นกล้าที่เพาะไม่โตตามที่ต้องการ หรืออาจไม่สัมฤทธิ์ผล

สำหรับผู้ที่สนใจเรื่องผักเพื่อสุขภาพ ถ้าจะลงมือปลูก อาจจะต้องลองผิดลองถูกบ้าง แนะนำว่าถ้ามีโอกาสเข้าอบรม จะช่วยให้ผิดพลาดน้อยลง คนเมืองที่ทำงานประจำอาจจะต้องเลือกปลูกอะไรที่เหมาะกับกำลังตัวเอง และสำหรับคนเมืองส่วนหนึ่งอาจจะคิดว่าตัวเองไม่พร้อม บทบาทของผู้ผลิตจึงยังไม่เริ่มต้นขึ้น ในฐานะผู้บริโภค เราคงต้องพยายามเลือกสิ่งที่เหมาะกับตัวเองที่สุด แต่ข่าวสารเรื่องผักในท้องตลาดปนเปื้อนอาจจะทำให้เกิดความหวั่นใจอยู่ไม่น้อย

"คับที่ปลูกได้" แนวคิดของ "โครงการสวนผักคนเมือง"

วัตุประสงค์เริ่มแรกของ "โครงการสวนผักคนเมือง" เกี่ยวเนื่องกับเรื่องเศรษฐกิจโดยตรง เพราะมองเห็นปัญหาของคนรายได้น้อยที่มีโอกาสเข้าถึงอาหารถูกสุขลักษณะไม่มากนัก หน่วยงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) ที่ดำเนินงานร่วมกับภาคเครือข่ายอื่นๆ เช่น มูลนิธิศูนย์สื่อเพื่อการพัฒนา และศูนย์อบรมเกษตรในเมือง โดยเริ่มปฏิบัติงานสนับสนุนผลักดันให้คนเมืองปลูกผักมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2533

นาถศิริ โกมลพันธุ์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายข้อมูลและสื่อสาร และวรางคนางค์ นิ้มหัตถา ผู้ประสานงานโครงการสวนผักคนเมือง เผยว่า มูลนิธิฯ ทำงานภาคชนบทมาตลอดจนเริ่มตระหนักถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงในเมือง รวมทั้งเรื่องสารวิถีใหม่คนเมืองบ่มเพาะความรักด้วยการเคมีในอาหาร ราคาของอาหาร เริ่มแรกทีมงานมูลนิธิฯ คิดถึงกลุ่มคนจนที่จะเข้าถึงอาหารปลอดภัยได้ยาก จึงร่วมกับหลายฝ่ายจัดโครงการ "กินเปลี่ยนโลก" มีการจัดประกวด "สวนผักบ้านฉัน" แล้วพบว่าในเมืองมีคนปลูกผักอยู่แล้ว เมื่อเห็นความเป็นไปได้ที่จะผลักดัน จึงรวมตัวกับภาคีนำเสนอ "โครงการสวนผักคนเมือง" ให้กับ สสส.

วัตถุประสงค์ของเรา คือ ให้คนปลูกผักกินเอง เน้นความปลอดภัย เมื่อทำงานไปเรื่อยๆ จึงได้เห็นมิติอื่นๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องเกษตรในเมืองที่ขยายขอบเขตไปถึงเรื่องการสร้างความสัมพันธ์ของคนในชุมชนในเมือง สวนผักที่ช่วยบำบัดผู้ป่วยจิตเวช สวนผักที่ช่วยในการเรียนรู้ของเด็กเป็นต้น" สองสาวเล่าขยายความ

แม้การที่คนเมืองจะลงมือดูแลพืชผักอาจจะฟังดูไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่ไม่ถือว่าการนำเอาแนวคิดนี้มานำเสนอเป็นเรื่องยาก เพราะมาถูกจังหวะถูกเวลาในช่วงที่หลายคนให้ความสำคัญกับอาหารที่บริโภค "คนตอบรับค่อนข้างดี คนที่สนใจ คือ คนที่รักษาสุขภาพจริงๆ" นาถศิริ เผย

ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคที่หันมาปลูกเองเริ่มเข้าใจว่าผักสวยงามที่เห็นตามตลาดอาจเคลือบแฝงไว้ด้วยสารเคมีไม่น้อย ในภาพรวมของการทำงานปีแรก จุดมุ่งหมาย คือ มุ่งเน้นให้คนได้ลงมือปลูกผัก เข้าถึงอาหารปลอดภัย ลดรายจ่าย ช่วยคนจนในเมือง

ในช่วงปีแรก เราได้เห็นนวัตกรรมการปลูกผัก เพราะตอนนั้นยังเป็นเรื่องใหม่ คนพยายามจะก้าวข้ามข้อจำกัดในเรื่องแสงแดด อากาศ น้ำ พื้นที่ กลายเป็นนวัตกรรมที่น่าสนใจ เช่นการปลูกผักบนดาดฟ้า ปลูกผักในกระถาง ต่อมาในปีที่ 2 การดำเนินงานเน้นขยายพื้นที่ไปนอกกรุงเทพฯ มากขึ้น การปลูกผักไม่ได้แค่เรื่องอาหาร แต่โยงถึงเรื่องความสัมพันธ์ของคนเมืองด้วย การปลูกผักเป็นตัวเชื่อมโยงทำให้คนเมืองที่ต่างคนต่างอยู่หันหน้ามาคุยกัน

เริ่มต้นจากการปลูกเอง เมื่อเหลือกินเหลือใช้จึงขยายสู่การแบ่งปันเพื่อนบ้าน โครงการปลูกผักจึงมีมิติในแง่การเป็นตัวขับเคลื่อนความสัมพันธ์ระดับชุมชนอย่างที่เจ้าหน้าที่โครงการสวนผักคนเมืองชี้ให้เห็น ปัจจุบัน โครงการฯ คนเปิดให้ผู้วิถีใหม่คนเมืองบ่มเพาะความรักด้วยการสนใจนำเสนอโครงการปลูกผักเพื่อขอรับเงินสนับสนุนปีละประมาณ 30 โครงการ เงื่อนไขสำคัญ คือ ต้องเป็นการรวมกลุ่มตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ใช้พื้นที่ส่วนกลางในชุมชนดำเนินงาน ทีมงานจะส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ก่อนเริ่มต้น รวมทั้งหลังจากได้รับงบประมาณและเริ่มโครงการไปแล้ว

นอกจากนี้ ภาคีเครือข่ายที่สนับสนุนให้คนเมืองปลูกผักยังเข้มแข็งและจัดกิจกรรมอยู่เป็นประจำ มีการจัดสรรงบประมาณให้ศูนย์อบรมเกษตรถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้สนใจอยู่เสมอ "บ้านเจ้าชายผัก" "สวนผักบ้านคุณตา" และ "บ้านป้อมเอง" ที่เรานำเสนอข้างต้น เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายศูนย์อบรมเกษตรในเมืองของโครงการสวนผักคนเมือง

ผู้สนใจจะเรียนรู้เรื่องการปลูกผักที่อาจจะเปลี่ยนชีวิตของคุณไปโดยสิ้นเชิง หาข้อมูลจาก "โครงการสวนผักคนเมือง" ได้ที่เว็บไซต์ www.thaicityfarm.com หรือ เฟซบุ๊ค "สวนผักคนเมือง"

เราอยู่ในเมืองจริงๆ มีพื้นที่จำกัด การปลูกไม่ต้องลงพื้นดิน ทุกอย่างอยู่ในกระถางหมด เมื่อมาเรียนจะได้เห็นภาพของผักในกระถาง ไม่ต้องลงแปลง เพราะคนชอบบ่นว่าผักออร์แกนิกราคาสูง เมื่อผู้บริโภคลงมือปลูกผักเองก็จะเข้าใจว่ากว่าผู้ผลิตจะได้ผลผลิตมาสักต้นหนึ่งต้องใช้อะไรบ้าง ต้องทุ่มเทอะไรบ้าง


อ้างอิง:
thaihealth.or.th
หนังสือพิมพ์นิวร้อยแปด
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
 

ปลูกมะนาว 10 ไร่ รายได้ 1.8 ล้านบาทต่อปี

(ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต ไม่ใช้พื้นที่จริง)

ได้ใช้พื้นที่จำนวน 10 ไร่ ปลูกมะนาว พันธ์ุแป้นรำไพ ปลูกมาได้ 4 ปี ปัจจุบันสามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว ซึ่งเป็นระยะแรกในการเก็บเกี่ยว ใน 1 สัปดาห์ เก็บได้ประมาณ 5,000 ลูก

นายสมโชค โกศล ผู้พลิกผันจากอาชีพอาจารย์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขนมาเป็นเกษตรกรเต็มขั้นที่ตำบลสมเด็จเจริญ  อำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี ในวันนี้

ตำบลสมเด็จเจริญ  อำเภอหนองปรือ ในอดีตส่วนหนึ่งเป็นป่าสงวนที่มีความเสื่อมโทรมเนื่องจากถูกบุกรุกทำไร่เลื่อนลอยจากประชาชน ต่อมาทางการได้เปิดให้ราษฎรเข้าใช้ประโยชน์ในการทำมาหากินด้วยการปลูกพืชพร้อมส่งเสริมสนับสนุนให้มีการเรียนรู้วิธีการปลูกพืชตามสภาพของภูมินิเวศน์ คือตามสภาพดิน ปริมาณน้ำ และความต้องการของตลาด โดยมีโครงการห้วยองคตอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้ให้

แต่สำหรับกรณีของนายสมโชค โกศล ในเรื่องของภูมิรู้นั้นคงไม่ต้องกล่าวถึงมากนัก เพราะมีความรู้ในฐานะเคยดำรงตำแหน่งเป็นอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาแก่เยาวชนมานานหลายปี แต่ที่น่าสนใจก็คือ การพลิกผันวิถีชีวิตจากผู้สอนมาเป็นผู้ปฏิบัติ ซึ่งแน่นอนว่าน่าจะมีคำตอบหลายอย่างน่าสนใจทีเดียว โดยเฉพาะในเรื่องการพลิกฟื้นผืนแผ่นดินที่ได้รับการขนานนามว่าแหล่งเสื่อมโทรมจนมาปลูกพืชและให้ผลผลิตสร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ที่คุณสมโชคบอกว่ามากกว่าการเป็นอาจารย์สอนหนังสือในมหาวิทยาลัยเสียอีก

เกษตรกรรายนี้ได้นำภูมิรู้ทางวิชาการที่ร่ำเรียนมา และถ่ายทอดให้แก่เยาวชนมาประยุกต์ใช้ในการเพาะปลูกพืชหลายอย่างด้วยกันตั้งแต่ยางพารา พืชผักนานาชนิด  และที่เป็นล่ำเป็นสันและสร้างรายได้อย่างดีก็คือ มะนาวพันธุ์แป้นอำไพ โดยปลูกแบบลงดินด้วยระบบน้ำหยด ไม่ใช้สารเคมีมาเป็นตัวช่วยในการเจริญเติบโตของต้นมะนาว และไม่ใช้สารเคมีในการกำจัดแมลง  หากแต่ใช้ปุ๋ยชีวภาพ และน้ำหมักอีเอ็มที่ผลิตขึ้นมาเองจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ตลอดถึงพันธุ์ไม้สมุนไพรบางชนิดที่สามารถป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืชได้

“ได้ใช้พื้นที่จำนวน 10 ไร่ ปลูกมะนาว พันธ์ุแป้นรำไพ ปลูกมาได้ 4 ปี ปัจจุบันสามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว ซึ่งเป็นระยะแรกในการเก็บเกี่ยว ใน 1 สัปดาห์ เก็บได้ประมาณ 5,000 ลูก มีผู้ซื้อมารับถึงแปลงปลูกในราคา ลูกขนาดใหญ่ 5 บาท ลูกขนาดกลาง 3 บาท และลูกขนาดเล็ก 2 บาท ก็มีรายได้จากมะนาวเฉลี่ย 15,000 บาทต่อเดือน 1 ปีก็จะมีรายได้ประมาณ 1,800,000 บาท” เกษตรกรผู้พลิกผันจากอาจารย์มาเป็นเกษตรกรวัย 59 ปีผู้นี้กล่าว

นายสมโชค เปิดเผยเพิ่มเติมด้วยว่า การปลูกมะนาวของตนนั้นจะใช้ระบบธรรมชาติดูแลธรรมชาติเป็นประการสำคัญ นับตั้งแต่การปรับปรุงดิน จากเดิมที่เป็นดินลูกรังปนหินให้มาเป็นดินที่มีธาตุอาหารพืชบริเวณหน้าดินเพิ่มขึ้น โดยการใช้มูลสัตว์ เศษหญ้ามาปรับปรุง ใช้ปุ๋ยชีวภาพที่ผลิตขึ้นมาเป็นตัวช่วยย่อยสลาย ไส้เดือนฝอยบริเวณหลุมปลูกและโดยรอบเพื่อเป็นตัวช่วยย่อยสลายดินตามธรรมชาติ เมื่อนำพันธุ์มะนาวลงปลูกก็ใช้ปุ๋ยชีวภาพมาบำรุงต้นที่ผลิตขึ้นมาเองเช่นกัน ตลอดจนน้ำยาป้องกันและปราบศัตรูพืชก็ผลิตขึ้นมาเองตามภูมิปัญญาไทยที่เคยใช้กันมาตั้งแต่อดีต ผสมผสานกับความรู้ในยุคปัจจุบันที่ได้รับมาจากโครงการห้วยองคตอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่เข้าส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรในพื้นที่ปลูกพืชแบบชีวภาพปราศจากสารเคมี คือการใช้น้ำหมักชีวภาพจากเศษพืชผักหมักกากน้ำตาลผสมเหล้าขาว ยาเส้น ใบและผลสะเดา เมื่อได้น้ำหมักแล้วก็นำมาฉีดพ่นมะนาวในแปลงปลูก แมลงศัตรูก็จะไม่เข้ามาทำลาย มะนาวเจริญเติบโตและให้ผลผลิตอย่างเต็มที่

ใช้ระบบน้ำหยดจากถังน้ำที่สร้างขึ้นมาเพื่อเก็บกักไว้ ซึ่งเป็นน้ำที่ผันมาจากแหล่งน้ำของทางโครงการห้วยองคตฯ ที่เข้ามาจัดสร้างให้กับเกษตรกรในพื้นที่ ในรอบ 1 ปี น้ำที่เก็บไว้จะเพียงพอกับการใช้บำรุงแปลงปลูก

สำหรับมะนาวพันธุ์แป้นรำไพ นั้นเป็นมะนาวพันธุ์ลูกผสมระหว่างมะนาวพันธุ์แป้นทวายกับพันธุ์ต่างประเทศ สามารถผลิตมะนาวนอกฤดูได้ดี เพราะออกดอกติดผลง่าย อายุการเก็บเกี่ยวสั้นคือตั้งแต่ออกดอกจนเก็บเกี่ยวได้ใช้เวลาประมาณ 4 เดือนครึ่ง ผลมีขนาดค่อนข้างโต ลักษณะผลกลมเป็นผลมีขนาดสม่ำเสมอ เปลือกผลบาง ปริมาณน้ำในผลมีมาก.“

อ่านต่อที่ : dailynews.co.th
 

วิธีการปลูกไม้ผลในกระถางหรือภาชนะ จะไว้กินหรือขาย ก็ทำได้ตามใจ


วิธีการปลูกไม้ผลในภาชนะ หรือผลไม้ต่างๆ ไว้กินไว้ขาย ดูแลง่าย ประหยัดพื้นที่ เช่น มะม่วง ละมุด มะละกอ กล้วย มะดัน ชมพู่ ลองกอง เงาะ มังคุด ทุเรียน เชอรรี่ มะขาม มะไฟ มะเฟือง ลิ้นจี่ ส้ม ส้มโอ มะนาว ขนุน น้อยหน่า มะปราง รวมถึงผลไม้อื่นๆ ตามใจชอบ ยิ่งสำหรับบ้านสมัยนี้พื้นที่น้อยลง การที่จะปลูกพืชผักผลไม้สักอย่างลงดินเลยนั้นอาจจะทำให้ไม่สามารถทำได้ หรือทำให้รกพื้นที่ การปลูกไม้ผลในภาชนะ จึงเป็นอีกวิธีที่ดีมากๆ

การปลูกไม้ผลในภาชนะ ได้ผลไม้ปลอดสารไว้กินเอง

การปลูกพืชผักผลไม้ในภาชนะ จะทำให้เจริญเติบโตได้เร็วกว่าปลูกลงดิน เพราะดินปลูกมีความร่วนซุย และ โปร่ง ใช้พื้นที่น้อย ให้ผลผลิตเร็ว ดูแลรักษาด้านโรค แมลง วัชพืช และการห่อผลง่าย บังคับออกดอกติดผลได้ ควบคุมคุณภาพ และรสชาติได้ ดีกว่าปลูกลงดินสามารถเคลื่อนย้ายได้ ใช้เป็นไม้ประดับภายในบ้าน นอกจากนี้แล้วยังช่วยให้บริเวณบ้านของเรามีความเย็นเพิ่มขึ้นอากาศดีมากขึ้นด้วย สรุปง่ายๆว่า ได้ทั้งประโยชน์ทางตรงและทางอ้อม สำหรับคนที่ทำงานเครียดๆมาการปลูกพืชในภาชนะก็จะเป็นการช่วยลดความตรึงเครียดของอารมไปด้วย ถือว่าเป็นงานอดิเรกที่ได้ประโยชน์หลายๆอย่างเลยทีเดียว

พืชที่ใช้ปลูกในภาชนะ เช่น ผักสวนครัวต่างๆ ที่ได้ใช้บ่อยๆในการทำอาหาร และไม้ผล ผลไม้ เช่น มะม่วง ละมุด มะละกอ กล้วย มะดัน ชมพู่ ลองกอง เงาะ มังคุด ทุเรียน เชอรรี่ มะขาม มะไฟ มะเฟือง ลิ้นจี่ ส้ม ส้มโอ มะนาว ขนุน น้อยหน่า มะปราง รวมถึงผลไม้อื่นที่ผู้ปลูกชื่นชอบก็ลองนำมาลองปลูกดูกันได้ ยิ่งเมืองไทยของเราแล้วผลไม้มีเยอะจนเลือกไม่ถูกเลยเอาเป็นว่าแอดมิน BangkokToday.net ขอแนะนำว่าเอาที่ชื่นชอบแล้วกัน

เลือกภาชนะที่ใช้ปลูก

การปลูกไม้ผลในภาชนะ หาจากของเหลือใช้ เช่น ปีบ กะละมัง ถังน้ำ ตุ่มใส่น้ำ ตุ่มกรองน้ำ หม้อต่างๆ ยางรถยนต์ ถังสี หรือเลือกซื้อกระถาง ตามชอบใจถ้าจะเน้นเรื่องประดับตกแต่งด้วย ถ้าสำหรับท่านใดต้องการเน้นเชิงธุรกิจแนะนำเป็นกระถางหรือวงบ่อซีเมนต์ จะดีเพราะได้มาตรฐาน ง่ายต่อการคำนวณค่าใช้จ่ายต่างๆสำหรับ วัสดุ ในการลงทุน

การผสมดินในภาชนะ

ดินดำ (หน้าดิน) 1 ส่วน

แกลบดิบ (เปลือกข้าว) 2 ส่วน

มูลวัว , มูลควาย 1 ส่วน

(หรือใครมีสูตรต่างๆที่อยากจะทดลองหรือศึกษามาแล้วก็ลองได้หรือตามเท่าที่หาได้หากไม่ได้ทำเชิงการค้ามากนัก)

สำหรับการปลูกไม้ผลในวงบ่อซีเมนต์ แบบง่ายๆ

ผสมดิน 1 ส่วน แกลบดิบ (เปลือกข้าว) 2 ส่วน และปุ๋ยคอก 1 ส่วน คลุกเคล้าให้เข้ากัน ใส่ลงในวงบ่อซีเมนต์ เหลือขอบวงบ่อซีเมนต์ไว้ประมาณ 3 นิ้ว นำไม้ผลลงปลูกใช้วัสดุคลุมหน้าดิน และรดน้ำ ปักไม้ผูกเชือกลำต้นกันลมโยก เป็นอันว่าเสร็จกระบวนการ
การใช้วัสดุคลุมดินในการปลูกไม้ผลในภาชนะ จะช่วยประหยัดน้ำ และประหยัดแรงงานในการให้น้ำ ปกติการปลูกไม้ผลในภาชนะต้องรดน้ำ วันเว้นวัน ถ้าหาก ใช้วัสดุคลุมหน้าดิน 4 วันรดน้ำ 1 ครั้ง เนื่องจากการระเหยของน้ำจากแสงแดด ป้องกันวัชพืช เพิ่มธาตุอาหาร และประหยัดเงินในการซื้อปุ๋ย ไม่เกิดมลภาวะในการเผาทำลาย

วัสดุคลุมดิน ได้แก่ ฟางข้าวแห้ง หญ้าแห้ง ชังข้าวโพดแห้ง กิ่งไม้บดแห้ง แกลบ (เปลือกข้าว) ผักตบชวาแห้ง เศษผัก เศษอาหาร พืชตะกุลถั่ว มูลวัว กากแอปเปิ้ล ฟางข้าวสาลี กระดาษ ขี้เลื่อย กาแฟบด เปลือกไม้ ขยะผลไม้ มูลสัตว์ปีกสด มูลม้า หนังสือพิมพ์ ใบสน มูลที่เน่าเปื่อย ใบไม้แห้ง

ข้อดีของการปลูกพืชในภาชนะ ที่เห็นได้ชัดเจนเลย ประหยัดพื้นที่ ควบคุมดูแลง่าย พืชบางชนิดสามารถบังคับให้ออกผลนอกฤดูกาลได้ ตัวอย่างเช่น มะนาว พืชเศรษฐกิจ ที่สามารถขายได้ราคาดี ความต้องการยังสูง แม้จะมีการปลูกมากขึ้นแล้วก็ตาม เพราะพื้นที่ในการปลูกและองค์ประกอบอื่นของผู้เพาะปลูกด้วย ส่วนพืชผักสวนครัวก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในบ้าน อีกทั้งทำให้เราได้ผักที่ปลอดสาร อย่างมั่นใจเพราะทำเอง

ปลูกไม้ผลในกระถาง ช่องทางผลิตให้ปลอดสารได้ เป็นโอกาสทำเงิน

โอกาสสร้างรายได้จากผลไม้ปลอดสาร ยังมีช่องการทำตลาด โดยกระแสความนิยมเรื่องสุขภาพ จากการใส่ใจดูแลสุขภาพของคนในปัจจุบัน ตลอดจนการขยายตัวของชนชั้นกลางที่มากขึ้น การเปลี่ยนเปลงไปสู่สังคมเมือง ผลไม้ พืชผักต่างๆ ที่ผลิตด้วยวิธีการที่ปลอดสาร สามารถทำให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ จะขายได้ในราคาที่ดี นอกจากนี้หากมีการตลาดเข้ามาช่วยแล้ว โอกาสส่งขายต่างประเทศก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปสำหรับเกษตรกรไทย

ข้อมูล: ขอบคุณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้  เรียบเรียงโดย BangkokToday.net
 

กรมส่งเสริมการเกษตรหนุนเลี้ยงชันโรงสัตว์เศรษฐกิจ


กรมส่งเสริมการเกษตรกับการส่งเสริมด้านแมลงเศรษฐกิจ เร่งสนับสนุนเลี้ยงชันโรงสัตว์เศรษฐกิจ สร้างรายได้เฉลี่ย กิโลกรัมละ 1 พันบาท

นายโอฬาร พิทักษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร เป็นองค์กรภาครัฐที่มุ่งมั่นในการส่งเสริมและพัฒนาให้เกษตรกรอยู่ดีมีสุขอย่างยั่งยืน งานส่งเสริมแมลงเศรษฐกิจ เป็นบทบาทภารกิจหนึ่งของกรมส่งเสริมการเกษตร ในการส่งเสริมและสนับสนุนการเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจให้เป็นอาชีพที่มั่นคง โดยมุ่งเน้นการผลิตสินค้าแมลงเศรษฐกิจให้ได้มาตรฐานและปลอดภัยต่อผู้บริโภค ตลอดจนสนับสนุนการเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตและการตลาดเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร และส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนาการผลิตสินค้าแมลงเศรษฐกิจให้มีประสิทธิภาพ


ในปัจจุบันกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานภาครัฐเพียงแห่งเดียวที่ดำเนินงานส่งเสริมด้านแมลงเศรษฐกิจ  ได้แก่  ชันโรง  ผึ้งพันธุ์  ผึ้งโพรง  จิ้งหรีด  ครั่ง และด้วงสาคู  โดยมีหน่วยงานรับผิดชอบที่ตั้งอยู่ในส่วนกลาง และกระจายอยู่ทั่วประเทศ

กลุ่มส่งเสริมแมลงเศรษฐกิจ สำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานส่วนกลาง ทำหน้าที่อำนวยการงานด้านวิชาการ และประสานงานการดำเนินการงานส่งเสริมแมลงเศรษฐกิจกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง


ศูนย์ปฏิบัติการ ทำหน้าที่ในการให้คำปรึกษา แนะนำ ส่งเสริม และถ่ายทอดความรู้พร้อมทั้งฝึกอบรมวิชาชีพด้านแมลงเศรษฐกิจ ให้แก่เกษตรกรและผู้สนใจ  ซึ่งศูนย์ปฏิบัติการดังกล่าวมีที่ตั้งกระจายอยู่ทั่วประเทศ จำนวน  5 ศูนย์ ประกอบด้วยศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านแมลงเศรษฐกิจจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดชุมพร ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดขอนแก่น จันทบุรี และจังหวัดอุตรดิตถ์

การเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจในประเทศไทยนั้นเป็นอาชีพทางการเกษตรที่สำคัญอาชีพหนึ่ง โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทภารกิจหลักในการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่อง จึงขอสรุปสถานการณ์การเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจชนิดต่างๆ ดังนี้  ผึ้งพันธุ์ ผึ้งโพรง ครั่ง จิ้งหรีด ด้วงสาคู


            สำหรับสถานการณ์ชันโรง ซึ่งเป็นแมลงในวงศ์เดียวกับผึ้ง มีพฤติกรรมเก็บน้ำหวานจากดอกไม้และละอองเกสรหรือเรณูมาใช้เป็นอาหาร แต่ชันโรงไม่มีเหล็กในจึงไม่สามารถต่อยได้  ชันโรงเป็นแมลงช่วยผสมเกสรที่มีอยู่ในท้องถิ่น  และสามารถช่วยผสมเกสรเพิ่มผลผลิตพืชเศรษฐกิจ เช่น เงาะ มะขาม ทานตะวัน มะม่วง ลิ้นจี่ ลำไย เป็นต้น มีนิสัยไม่เลือกตอมดอกที่ถูกแมลงอื่นตอมแล้ว และสามารถระบุพืชที่ต้องการผสมเกสรได้ เพราะชันโรงมีรัศมีหากินประมาณ 300 เมตร

จากสถิติการเลี้ยงชันโรงพบว่าปี 2556 มีเกษตรกรผู้เลี้ยง จำนวน 697 ราย จำนวนรังชันโรง 6,602 รัง พื้นที่ผสมเกสร 16,505 ไร่ ส่วนผลผลิตจากน้ำผึ้งชันโรง เฉลี่ย ครึ่งกิโลกรัม - 1 กิโลกรัม/รัง เกษตรกรขายได้ ประมาณ 1,000 บาท/กิโลกรัม  

แหล่งผลิตส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ จังหวัดจันทบุรี ตราด ระยอง ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส สตูล ตรัง กระบี่ พังงา ระนอง ภูเก็ต ประจวบคีรีขันธ์ เชียงใหม่ ขอนแก่น และกาญจนบุรี

สุดท้ายนาย โอฬาร พิทักษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า ผลผลิตจากชันโรง น้ำผึ้งชันโรง และพรอพอลิส ส่วนใหญ่ใช้ในประเทศไทย และยังไม่มีการนำเข้าและส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยชันโรงจะสามารถแยกขยายรังและเก็บผลผลิตได้ในช่วงเดือนเมษายน – พฤษภาคม

ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ กลุ่มส่งเสริมแมลงเศรษฐกิจ กรมส่งเสริมการเกษตร โทร 02-940-6102


ขอบคุณข้อมูลจาก: ทีมประชาสัมพันธ์ข่าว กรมส่งเสริมการเกษตร

 

ดู ดีด ดม ดูด คาถาไล่ทุเรียนอ่อน


ได้เวลาทุเรียนลอตใหญ่ออกสู่ตลาดแล้ว   นายโอฬาร พิทักษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร บอกว่า ทุเรียนในประเทศไทยปีนี้มีปลูกรวม 291,066 ไร่ เพิ่มจากปีที่แล้วร้อยละ 2.97 แต่ปริมาณผลผลิตจะออกสู้ตลาดมีปริมาณ 338,515 ตัน น้อยกว่าปี 2557 ร้อยละ 2.78 เนื่องจากสถาพอากาศมีฝนตกหนักนานติดต่อกัน ทำให้ทุเรียนแตกใบอ่อน และสลัดผลทิ้ง ส่งผลให้ทยอยออกสู่ตลาดกระจายตัวประมาณ 5 รุ่น ตั้งแต่ ก.พ.-ก.ค. แต่จะมีผลผลิตออกมามากที่สุดในช่วงเดือนนี้

“ทุเรียนอ่อนยังคงมีปัญหาเหมือนเดิม แม่ที่ผ่านมาได้พยายามแก้ปัญหามาตลอด แต่ยังไม่หมดไป เนื่องจากทุเรียนอ่อนน้ำหนักดีกว่าทุเรียนแก่และการขาดแคลนแรงงานเก็บเกี่ยวเป็นเหตุให้เกษตรกรขายทุเรียนในแบบเหมาสวน ทำให้ไม่สามารถควบคุมการเก็บเกี่ยวได้”


เพื่อเป็นการขจัดปัญหาทุเรียนอ่อนที่ปลายทาง ไม่ให้ผู้บริโภคถูกเอาเปรียบ กรมส่งเสริมการเกษตร มีวิธีการเลือกทุเรียน วิธีเลือกซื้อให้ได้ทุเรียนแก่จัดที่มีคุณภาพสามารถเก็บนาน 3-5 วัน ก่อนรับประทานมีคาถาที่ต้องท่องจำให้ขึ้นใจ..ดู-ดีด-ดม-ดูด

ดู...หนามทุเรียนต้องกาง ฐานหนามต้องถ่างกว้าง พลูโต เส้นแบ่งกลางพลูต้องชัดเจน ที่สำคัญปลายหนามต้องแห้งเป็นสีน้ำตาล ถ้าปลายหนามยังเขียวอย่าซื้อเพราะเป็นทุเรียนอ่อน ขั้วต้องแข็งสาก ปลิงบวมโต ถ้าปลิงไม่บวมแสดงว่าทุเรียนอ่อน (ยกเว้นพันธุ์ก้านยาว)

ดีด...ใช้นิ้วดีด หรือใช้มือโกรกหนามบริเวณกลางพลูถ้ามีเสียงดังโปร่งๆคล้ายเป็นโพลง เหมือนเอามือตีหมอนหรือกาบมะพร้าวแห้ง เป็นอันใช้ได้ แต่ถ้าเสียงแน่นทึบแปลว่า ทุเรียนอ่อน

ดม...ให้ดมว่าบริเวณก้นผล ถ้ามีกลิ่นแสดงว่าไกล้สุกต้องรีบกินเก็บได้ไม่นาน

ดูด..ใช้ได้กรณีทุเรียนที่ตัดมาขายมีก้าน ให้เอามีดตัดที่ก้านผลบริเวณหรือปลิงแล้วลองดูดน้ำใสๆถ้ามีรสหวานปะแล่มๆ แสดงว่าเป็นทุเรียนแก่  แต่ถ้าเป็นทุเรียนอ่อนจะมีรสฝาด

ส่วนการเลือกซื้อทุเรียนไปกินทันทีเพื่อให้ได้ทุเรียนกินอร่อย  ไม่อ่อนและไม่เป็นปลาร้ามีคาถาแค่ 3 บท ..ดู..ดีด..ดม

ดู..หนามต้องเป็นสีน้ำตาลผิวทุเรียนต้องสด ไม่เหี่ยวแห้ง ขั้วปลิงจะต้องไม่หลุด ขั้วต้องสด แต่ถ้าเจอทุเรียนไม่มีขั้ว อย่าซื้อ ไม่เพียงอาจจะเสี่ยงได้ทุเรียนปลาร้า อาจจะได้ทุเรียนอ่อนที่หล่นจากต้นเพราะพายุฤดูร้อน รวมทั้งเป็นทุเรียนไม่สุก แม่ค้าเลยเฉือนรอยเน่าไปหมด จนไม่เหลือขั้วให้เห็น

ดีด..ทุเรียนสุกจริง ดีจริง เคาะดีดตรงกลางสันพลู ต้องมีเสียงดังก๊อกๆ ทุกพลู

ดม..ตรงก้นผล ทุเรียนสุกถ้าจะมีกลิ่นหอมยั่วน้ำลายโชยออกมา ถือกลับบ้านแกะกินได้เลย

ขอบคุณข้อมูลจาก: ทีมประชาสัมพันธ์ข่าว กรมส่งเสริมการเกษตร
 
 
Copyright © 2011. ฟาร์มเกษตร - All Rights Reserved