วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

ปราชญ์ชาวบ้านที่ไม่ยอมหยุดเรียนรู้

เยือนสวนเกษตรปราชญ์อีสาน เรียนรู้การใช้ใบไม้เลี้ยงโคซาฮิวาล


พ่อสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์
ปราชญ์ชาวบ้านที่ไม่ยอมหยุดเรียนรู้

พ่อสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ : 34 บ้านปากช่อง ต.สนามชัย อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ 31150 โทรศัพท์ 01-966-4237

พ่อสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ เกิดเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2491 ปัจจุบันอายุ 53 ปี เป็นชาวสตึกตั้งแต่เกิด พ่อแม่ตั้งรกรากถิ่นฐานอยู่ก่อนแล้ว โดยทำไร่ทำนาเหมือนชาวบ้านทั่วไปในเขตนั้น นับเป็นครอบครัวที่มีฐานะปานกลางไม่ถึงกับเดือดร้อน สามารถส่งลูกๆ เรียนได้ตามต้องการ มีพี่น้อง 6 คน แต่งงานกับคุณฉวี ปรัชญพฤทธิ์ มีลูกชายสองคน และลูกสาวสองคน รวมสี่คน ปัจจุบันปักหลักประกอบอาชีพอยู่ที่บ้านเลขที่ 34 บ้านปากช่อง ตำบลสนามชัย อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ 31150 โทรศัพท์ 01-966-4237

ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

พ่อสุทธินันท์เล่าให้ฟังว่า ถึงพ่อแม่จะมีทุนส่งเสียให้เล่าเรียน แต่ตัวเองได้เรียนหนังสือน้อยที่สุดในกลุ่มพี่ๆ น้องๆ เนื่องจากมีปัญหาสุขภาพร่างกายไม่สมบูรณ์นับตั้งแต่คลอดก่อนกำหนด ช่วงเด็กเคยพลัดตกน้ำ จนกระทั่งทำให้ต้องตัดปอดออกในบางเสี้ยวตอนช่วงอายุ 14 ปี ทำให้มีความคุ้นเคยอย่างมากกับโรงพยาบาลตลอดช่วงวัยเด็ก ปี 2523 ประสบอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำ ทำให้สังขารที่ไม่ค่อยแข็งแรงอยู่แล้วยอบแยบลงไปอีก เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้กระดูกส่วนปลายก้นกบหัก ซี่โครงร้าวเคลื่อน ปอดแฟบ ต้องเจาะปอดเป่าปอดใหม่ หมอบอกว่ามาช้าอีกนิดเดียวเสร็จแน่ เจียนอยู่เจียนไปแบบเส้นยาแดงผ่าแปด ผลที่ตามมาทำให้ขาลีบเกิดโรคปวดหลังเป็นโรคประจำตัวเพิ่มขึ้นมาอีกชนิดหนึ่ง
พ่อสุทธินันท์ ได้ทำการเกษตรตามที่ราชการส่งเสริมเหมือนชาวบ้านทั่วๆ ไป โดยปลูกปอ ถั่วลิสง นุ่น ข้าวฟ่าง ข้าวโพด มันสำปะหลัง และทำนา สิ้นปี 2522 พบว่า "การปลูกพืชเชิงเดี่ยวตามกระแสแบบนี้คงจะไปไม่รอดแน่ เพราะอนาคตไม่มีอะไรงอกเงยมาแต่ประการใด ขาดบำนาญชีวิต นอกจากนั้น ถ้าวิเคราะห์รายรับเปรียบเทียบกับรายจ่าย มีแต่เจ๊งกับเจ๊า" แม้ว่าครอบครัวจะมีที่ดินมรดกถึง 700 ไร่ แต่ก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะไปรอดในวิถีทางนี้ จุดอ่อนอยู่ที่คนอีสานเชื่อคนนอก ถูกหลอกง่าย ให้คิดอยากรวยมากๆ รวยง่ายๆ รวยเร็วๆ จนเป็นหนี้สินล้นพ้นตัว ไม่รวยซะที เห็นแต่คนมาหลอก รวยเอารวยเอา

พระพุทธเจ้าบอกให้พึ่งตนเอง ไม่ได้บอกให้พึ่งเงินพึ่งตลาด

ลัทธิพึ่งเงินพึ่งตลาดได้ค่อยๆ แทรกซึมเข้ามาในประเทศไทยจนรัฐบาลหลายยุคหลายสมัยให้คำขวัญว่า "งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข" และเกษตรกรทั่วประเทศก็ขานรับว่า "บอกหน่อยได้ไหม ปลูกอะไรมันถึงจะมีรายได้ดี เลี้ยงอะไรมันถึงจะรายได้งาม ร่วมโครงการนี้มีเงินหรือมีของอะไรมาแจกไหม" เกิดโรคบ้าเงินทั้งประเทศ

สิ้นสุดปี 2522 หลังจากสรุปบทเรียนความไม่มีอนาคตของเกษตรกรรมเชิงเดี่ยว พ่อสุทธินันท์ได้หันกลับมายึดคำสอนของพระพุทธเจ้าเรื่อง "อัตตาหิ อัตตาโน นาโถ" และเชื่อว่า คนอีสานควรแก้ปัญหาด้วยตนเอง ที่ผ่านมามักจะมีคนอื่นนอกหมู่บ้านมาช่วยคิดช่วยแก้ไขให้ ซึ่งหลายๆ ครั้งกลับกลายเป็นการสร้างปัญหาให้กับคนอีสาน นอกจากนั้นพ่อสุทธินันท์ ได้ยึดหลักที่ท่านพุทธทาสได้สอนไว้ว่า "การทำงานเพื่อเงินนั้นต้องรอจนกว่าได้เงินเสียก่อนจึงจะรู้สึกพอใจและมีความสุข แต่การทำงานเพื่องาน พอลงมือทำก็พอใจแล้ว และจะเป็นสุขในทันที ส่วนเงินนั้นก็จะไปไหนเสีย" คำสอนเช่นนื้ทำให้พ่อสุทธินันท์พยายามหาทิศทางการเกษตรเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของคนอีสานในท้องถิ่นอีสาน โดยเน้นกิจกรรมที่ทำไปแล้วให้มันหลงเหลือติดแผ่นดินบ้างจึงมีกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น งานด้านปศุสัตว์ งานด้านการปลูกไม้ยืนต้น กิจกรรมเหล่านี้ย้อนนึกไปถึงอดีตว่าที่ผ่านมาคนชนบทมีความเป็นอยู่ที่อบอุ่นและผาสุขนั้นเป็นเพราะ เรามีระบบคิดที่เอื้ออาทรต่อทุกหมู่หมวดชีวิตร่วมโลกที่มีสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเป็นปัจจัยหลัก หรือ เงื่อนไขที่ก่อให้เกิดความปกติสุข ช่วยให้ค่อยๆ พึ่งตนเองได้ ลดความเสี่ยง ลดรายจ่าย ลดหนี้สิน เพิ่มการออมในหลายรูปแบบ เช่น ออมความอุดมสมบูรณ์ของดิน ออมน้ำ ออมต้นไม้ใหญ่ เป็นการเพิ่มรายได้ในที่สุด เกิดบำนาญชีวิตจากไม้ยืนต้นทั้งผัก ผลไม้ และไม้ใช้สอยที่หลากหลายนับหมื่นนับแสนต้น มีสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่ดี การทำเกษตรกรรมพึ่งตนเอง ทำให้ระบบนิเวศดีขึ้น ปลอดภัยจากสารเคมีฆ่าหญ้าฆ่าแมลง ฆ่าเชื้อรา และสารพัดจะฆ่า ช่วยให้จิตใจสงบมีความรักมนุษย์และสิ่งแวดล้อม อาทรต่อความยากไร้ของสังคมท้องถิ่น อยากให้เกิดการพึ่งตนเองและพึ่งพากันเองเป็นพี่เป็นน้องนับญาติกันได้อย่างในอดีต พึ่งพาภายนอกน้อยลง สามารถอาศัยอยู่ในสังคมที่เลวร้ายในปัจจุบันที่เอารัดเอาเปรียบเกษตรกรตลอดเวลา เพราะมีภูมิคุ้มกันส่วนบุคคลและของชุมชน ยิ่งทำยิ่งมั่นใจและขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนกล้าตั้งที่พำนักเป็นกรม เรียกว่า"กรมราษฎรส่งเสริม" โดยมีนโยบายที่ชัดเจน ทำได้และได้ทำแล้วว่า

"ต้นไม้จะคืนสู่ไร่นา ปูปลาจะคืนสู่หนองน้ำ
อิสระเสรีจะคืนสู่ประชาชน สมัชชาคนจนจะคืนถิ่น"

นักวิจัยชาวบ้าน

พ่อสุทธินันท์ มีความเชื่ออย่างแรงกล้าว่านักวิจัยพื้นบ้านที่พยายามคิดค้นและปรับปรุงงานให้ดีขึ้นแล้วเก็บข้อมูลมาวิเคราะห์และสังเคราะห์ จะทำให้แก้ปัญหาตนเอง ชุมชน และประเทศชาติได้ จึงได้ทดลองทำอย่างไม่หยุดยั้งดังนี้

ปี 2523 พ่อสุทธินันท์ ได้เปลี่ยนจากการปลูกพืชไร่ และทำนามาปลูกไม้ผลและไม้ใช้สอยอย่างละ 1000 ต้น จากการเก็บข้อมูลพบว่า ยูคาลิปตัสให้ผลตอบแทนเร็ว แต่ต้องอาศัยการจัดการช่วย เช่นการปลูกเอาเนื้อไม้มาแปรรูปแทนการขายท่อนไม้ขนาดเล็กอย่างเดียว การคัดเลือกสายพันธุ์ที่ดี รวมทั้งการทดลองปลูกยูคาลิปตัสสลับกับไม้ยืนต้นพันธุ์พื้นเมืองอื่นๆ เพื่อสร้างความหลากหลายในแปลงเกษตร

ปี 2524 พ่อสุทธินันท์ ได้ทดลองจัดการกับพื้นที่ดินเลวน้ำแล้งกว่า 700 ไร่ที่ตนเองมีอยู่โดยทดลองปลูกยูคาลิปตัส 150,000 ต้น และระหว่างรอต้นไม้โตได้ปลูกพืชไร่จำพวกข้าวฟ่าง ข้าวโพด มันสำปะหลัง หญ้าเลี้ยงสัตว์ ระหว่างแถวต้นไม้ พร้อมทำปศุสัตว์ควบคู่ไปด้วยโดยเลี้ยงโคเนื้อ 80 ตัว เลี้ยงแพะเลี้ยงแกะอย่างละฝูง รวมทั้งสัตว์ปีกจำพวก ไก่บ้าน ไก่ต๊อก ไก่งวง ไก่แจ้ สุกรพันธุ์พื้นเมืองและการเลี้ยงผึ้ง ทดลองหาน้ำในรูปแบบต่างๆ และหาวิธีจัดการน้ำมาทำระบบน้ำหยด จนดินเลวน้ำแล้งป่าหมด กลายเป็นดินดำ น้ำชุ่ม ป่าอุดมสมบูรณ์ขึ้นอย่างรวดเร็ว

ปี 2530 ได้ทดลองงานแปรรูปไม้โตเร็วที่ปลูกไว้ เช่น นำมาแปรรูปเป็นแผ่นกระดานสร้างบ้านเรือน นำมากลึงและฉลุเป็นลายสวยๆ ทำเครื่องเรือน นำแขนงของไม้ยูคาฯ มาทำด้ามไม้กวาด มาเผาถ่านเอง โดยทดลองปรับปรุงเตาเผาถ่านจนกลายเป็นแบบอย่างทั่วประเทศ และได้รับการสนับสนุนให้นำถ่านไม้ยูคาฯ ชั้นดีไปขายส่งออกต่างประเทศ

ปี 2534 ได้ทดลองปลูกและแปรรูปไม้โตเร็วให้กว้างขวางยิ่งขึ้น เช่น ทำของเล่น และเครื่องเรือนเพื่อส่งออก

ปี 2537 ได้ร่วมกับสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนาและสภาการศึกษาแห่งชาติ สถาบันราชภัฎบุรีรัมย์ และมูลนิธิซาซากาว่า จากประเทศญี่ปุ่น ตั้งโรงเรียนชุมชนอีสาน เพื่อวิจัยแนวทางสร้างเกษตรกรต้นแบบนำร่องการวางแผนสร้างชีวิตใหม่ให้กับเกษตรกร

ปี 2540 ได้วิจัยโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ร่วมกับสำนักโครงการพิเศษสำนักงานการประถมศึกษาแห่งชาติและคณะครูในเครือข่าย จัดตั้งระบบการเรียนรู้แบบ HOME SCHOOL เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้จากของจริงเต็มศักยภาพอย่างมีความสุข

ปี 2542 ได้ร่วมกับเครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านและพหุภาคีเพื่อวิจัยและพัฒนาการขยายเครือข่ายการพึ่งตนเองและพึ่งพากันเอง สู่คุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมดี 1 ล้านครอบครัว โดยมีเด็กรักถิ่น 1 ล้านคนเป็นผู้ประกันความยั่งยืน และหลักสูตร วปอ. ภาคประชาชนเป็นตัวขับเคลื่อน

พ่อสุทธินันท์ ได้เป็นผู้สนับสนุนงานวิจัยสถาบันวิจัยสังคมจุฬาฯ "ในโครงการสร้างการพัฒนาตัวชี้วัดคุณภาพชีวิตและการพัฒนาสังคม ระยะที่ 2" และร่วมทำการวิจัยกับ ดร.จารีรัตน์ ปรกแก้ว ในหัวข้อ "ศึกษาและพัฒนาเครือข่ายการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการทำงานร่วมกันระหว่างโรงเรียนในระบบกับชุมชนเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน:กรณีศึกษาพื้นที่ภูมิปัญญาท้องถิ่นบุรีรัมย์

ในเขตการเคลื่อนไหวของโรงเรียนชุมชนอีสาน" รวมทั้งเสนอโครงการวิจัย "เรื่องการคืนระบบวนเกษตรให้กับชุมชนชนบทอีสาน" ภายใต้โครงการครูภูมิปัญญาไทย สถาบันแห่งชาติว่าด้วยครูภูมิปัญญาไทย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ นอกจากนั้นพ่อสุทธินันท์ยังต้องรับเชิญไปในการวิจารณ์งานวิจัยของสถาบันต่างๆ มีนิสิตนักศึกษาจากทุกสถาบันเดินทางมาเยือนพบปะสนทนาอยู่เสมอๆ ทำให้มีกิจกรรมเพิ่มมากในส่วนนี้อีก คือรับเป็นที่ปรึกษางานวิทยานิพนธ์ ถูกอุปโลกให้เป็นอาจารย์สอนพิเศษในหลายสถาบัน และเป็นวิทยากรในการประชุมทางวิชาการของสถาบันเรื่อยมา จะเห็นว่าภาระกิจที่เกี่ยวข้องกับมิติทางสังคมของปราชญ์ชาวบ้านผู้นี้นับวันแต่จะขยายตัวบานปลายออกไปมากขึ้นๆ ปัจจุบันพ่อสุทธินันท์มีงานเขียนคอลัมม์ประจำในหนังสือสานปฏิรูปของมูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ ที่นักการศึกษาสามารถติดตามข้อคิดข้อเขียนที่เผ็ดหวานมันครบเครื่องได้ทุกเดือน

การเปิดทางของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ต่อนักวิจัยชาวบ้านอย่างพ่อสุทธินันท์ ถือเป็นมิติใหม่ที่สำคัญและเป็นกำลังใจแก่ผู้นำชุมชน และปราชญ์ชาวบ้านที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงด้านคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมดีขึ้นอย่างมีความสุข ซึ่งบางคนได้ตั้งใจทำงานโดยมีชีวิตตนเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติเป็นเดิมพัน

กำลังใจและความภาคภูมิใจ

พ่อสุทธินันท์ ได้ยืนยันคำพูดของศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี ที่ว่า "คนไทยไม่ได้โง่กว่าชาติอื่นโดยกำเนิด แต่การเรียนของเราไม่ได้เน้นที่การคิด การเรียนของเราเน้นที่การท่องจำเป็นส่วนใหญ่" ดังนั้นเมื่อพ่อสุทธินันท์คิดและทำด้วยหลักอิทธิบาท 4 คือ ฉันทะ (พอใจ) วิริยะ (ขยันหมั่นเพียร) จิตตะ (ไตร่ตรอง) และวิมังสา (ประเมินผล) พร้อมด้วยสัมมาทิฐิ (คิดชอบ พูดชอบ ทำชอบ) จึงทำให้สิ่งดีๆ เริ่มปรากฏ ดังที่อาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์ กล่าวไว้ว่า "สิ่งที่ดีนั้นปฏิบัติยาก ไม่ใช่ปฏิบัติไม่ได้ ต้องพยายามปฏิบัติให้ได้ เพราะสิ่งที่เลวนั้นจะปฏิบัติได้ง่ายสักปานใดก็ดีขึ้นมาไม่ได้" หลังบำเพ็ญความดีกว่า 20 ปี ความดีก็ทยอยกันปรากฏกำลังใจต่างๆ เริ่มทยอยมา รางวัลต่างๆ ที่ผู้คนและองค์กรมอบให้มีมากจนล้นตู้ และติดแน่นจนไม่มีที่ติดตามข้างฝา แต่ที่เป็นความภาคภูมิใจของชีวิตที่นอกเหนือจากความดีที่ได้สร้างไว้แล้ว ยังมีรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ที่พระราชทานให้เนื่องในวันอาหารโลกที่จัดโดย UNDP และ F.A.O. ในฐานะเกษตรกรที่มีผลงานด้านการสร้างเสริมสิ่งแวดล้อม และรางวัลจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระราชทานให้เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาปลูกสร้างสวนป่า ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ที่ท้องสนามหลวง

ความใฝ่ฝัน

"ถึงฝันดีก็อย่าตีเป็นเลขหวย เร่งปลูกกล้วยปลูกผักภักษาหาร
เลี้ยงหมูไก่ปูปลาอย่าช้านา ชวนแม่บ้านจู๋จี๋อยู่ที่นา"

คือสิ่งดีๆ ที่พ่อสุทธินันท์ อยากเห็นคนไทยพึ่งตนเอง และพึ่งพากันเองได้ เจริญตามรอยพระยุคคลบาทที่พระองค์มีพระราชดำริที่ต้องการเห็นคนไทยมีเศรษฐกิจพอเพียง ความพยายามชักชวนเพื่อนบ้าน การร่วมมือกับพ่อผาย สร้อยสระกลาง และพ่อคำเดื่อง ภาษี ตั้งโรงเรียนชุมชนอีสาน ด้วยการสนับสนุนของศาสตราจารย์เสน่ห์ จามริก ทำให้เครือข่ายขยายตัวขึ้น และการพบปะพูดคุยเรียนรู้กันอย่างต่อเนื่องทุกเดือนของปราชญ์ชาวบ้าน และพหุภาคีภาคอีสาน ตั้งแต่ปี 2539 เป็นต้นมา ทำให้ภาพ 1 ล้านครอบครัวที่พึ่งตนเองและพึ่งพากันเองได้ของคนอีสานมิได้เป็นเพียงความฝันอีกต่อไป แต่ได้ก้าวเข้าไปในหัวใจที่เสริมใยเหล็กของปราชญ์ชาวบ้านนักคิด นักทำ นักเขียนผู้นี้อย่างไม่หยุดยั้ง และที่สำคัญคำถามวิจัยที่ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดว่า "มีวิชาอะไรไหม? ที่ทำให้เด็กรักถิ่น โรงเรียนต้องสอนอย่างไร? เด็กถึงจะไม่ทิ้งถิ่น ความรู้แบบไหนที่เด็กสามารถกลับมาสู่ท้องถิ่น และต้องมีความรู้อย่างไรเด็กจึงจะอยู่ในท้องถิ่นได้" จึงเป็นทั้งคำถามและความใฝ่ฝันของปราชญ์ชาวบ้านผู้นี้และพหุภาคีที่จะเห็นคนพึ่งตนเอง 1 ล้านครอบครัว พร้อมด้วยเด็กรักถิ่น 1 ล้านคนกระจายเต็มอีสาน และเมื่อนั้นทุกคนคงนอนหลับฝันดี และไม่ขาดทุนที่เกิดมาในชาตินี้

จุดเด่นของศูนย์เรียนรู้ของพ่อสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์

1. เป็นศูนย์เรียนรู้ที่แสดงให้เห็นว่าเกษตรกรไทยถ้าคิดได้นอกจากการพึ่งตนเองและพึ่งพากันเองได้แล้ว ยังทำให้ความสามารถไปพัฒนาเศรษฐกิจในระดับมหภาคให้อยู่ในระดับแนวหน้าและยั่งยืนได้

2. มีการจัดการด้านการแปรรูปและด้านธุรกิจชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

3. มีการวิจัยและพัฒนาด้านการเกษตรกรรมพึ่งตนเอง ด้านอุตสาหกรรมชุมชน และด้านธุรกิจชุมชน รวมทั้งการปฏิรูปการศึกษา

ปรัชญาของเจ้าของบ้าน

การเรียนรู้ตลอดชีวิต คือ ปัจจัยชี้ขาดของความสำเร็จ

หลักสูตรดูงาน

1. ดูงานเฉพาะของพ่อสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ ใช้เวลา 1-2 วัน

2. ดูงานกลุ่มเครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านใช้เวลา 3-5 วัน

ศูนย์เรียนรู้ของพ่อผาย สร้อยสระกลาง

มีผู้มาศึกษาดูงานเป็นจำเดือนละ 10-30 คณะ โดยปี 2542 มีผู้มาศึกษาดูงาน 10,000 คนเศษ รูปแบบการจัดการ วนเกษตร การทำอุตสาหกรรมชุมชนและธุรกิจชุมชน เป็นรูปแบบที่น่าสนใจที่จะแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจของเกษตรกร และของชาติ

กลุ่มต่างๆ ที่น่าจะได้มาศึกษาดูงาน ได้แก่

1. เกษตรกรที่สนใจทั้งชายและหญิง

2. เด็กและเยาวชน

3. ข้าราชการที่สนใจทฤษฎีใหม่



ข้อมูลจาก: http://www.rakbankerd.com/01_jam/thaiinfor/country_info/index.html?topic_id=2819&db_file=