คุณลุงสุนทร ราชวัฒน์ เป็นเกษตรกรตัวอย่างของชาวสวนในภาคตะวันออก ที่สามารถถอยห่างจากสารเคมีสำเร็จ ได้ผลิตสมุนไพรไล่แมลงและน้ำสกัดชีวภาพมาใช้เอง จนสามารถทดแทนสารเคมีได้เป็นอย่างดี ลดค่าใช้จ่ายได้ปีหนึ่งไม่ต่ำกว่าแสนบาท บนพื้นที่ 64 ไร่ ในสวนปลูกผลไม้ได้หลากหลายชนิดอย่าง ลองกอง ทุเรียน มังคุด กระท้อน เงาะ ผสมผสานกันเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค และพ่อค้าแม่ค้าที่ต้องมาเข้าคิวรับซื้อถึงในสวนซึ่งแต่ละปีทำรายได้ให้กับเจ้าของสวนไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาท
คุณลุงสุนทร ก็เหมือนกับเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศที่ติดอยู่ในวังวนของสารเคมีมาเกือบ 20 ปี จาการพูดคุยทำให้เราทราบว่าชาวสวนผลไม้เป็นภาคเกษตรอีกอันหนึ่งที่มีการใช้สารเคมีอย่างเข้มข้นไม่แพ้การเกษตรแบบอื่น
“ ลุงทำสวนผลไม้มานานแล้ว การทำสวนในยุคแรกๆไม่มีการใช้ปุ๋ยเคมีและย่าฆ่าแมลง ไม่รู้จักด้วยซ้ำชาวบ้านก็จะใช้แต่ปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกเท่านั้น ที่หันมาใช้สารเคมีเพราะบริษัทขายยาเขามาหาถึงสวน โฆษณาว่าดีอย่างโน้น ดีอย่างนี้ เขาไม่ได้บอกชาวบ้านซักคำว่ามันไม่ดี มีอันตรายกับคนใช้ทำให้ดินน้ำเสีย และให้ทดลองใช้ฟรี เมื่อสวนใกล้เคียงใช้สวนอื่นๆที่อยู่ถัดไปก็ต้องใช้เช่นกัน เพราะแมลงที่ถูกยาฆ่าแมลงพากันหนีมาอยู่ที่สวนใกล้ๆกันจึงทำให้ชาวสวนในแถบนี้ใช้ยาฆ่าแมลงและปุ๋ยเคมีเหมือนกันหมด ”
“ เมื่อใช้สารเคมีไปนานๆเรากลับพบว่ามีปัญหาโรคแมลงระบาดหนักมากขึ้น มีปัญหาเพลี้ย โรคราระบาด จนต้องเพิ่มปริมาณสารเคมีมากขึ้น ในหนึ่งปีลุงต้องเสียเงินค่าปุ๋ยค่ายาฆ่าแมลงเกือบสองแสนบาท ต้นทุนเพิ่มขึ้น น้ำเน่าเสีย ไส้เดือนที่เคยมีอยู่ตามธรรมชาติก็ตายหมด และหนำซ้ำดินยังเป็นกรดเพราะฤทธิ์ของยาฆ่าหญ้าที่ตกค้างซึมลงไปในดิน อีกทั้งสุขภาพของคนทำสวนก็ทรุดโทรมลงผลไม้ที่เคยกินอร่อยก็ไม่กล้าไปกินอีกแล้วเพราะกลัวฤทธิ์ยาที่ตกค้าง ”
“ ปกติชาวสวนเขาจะฉีดยาเยอะมาก ส่วนใหญ่จะเป็นพวกสารเคมี กำจัดเชื้อรา เพลี้ย หนอน แมลง ยาฆ่าหญ้าจะฉีดพ่นทุก 7 วัน ทั้งปี คนฉีดจะเปียกไปหมดทั้งตัวเพราะต้องพ่นทั้งต้น จากโคนถึงยอด คนฉีดก็รับยาแมลงเข้าไปด้วยเต็มๆ ”
เดิมสวนคุณลุงสุนทรเป็นสวนทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองต่อมามีการปรับปรุงโดยนำทุเรียนพันธุ์หมอนทองมาจากเมืองนนทบุรี และปลูกเงาะโรงเรียนที่ได้พันธุ์มาจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีเสริมเข้าไปด้วยกัน มีการใช้ปุ๋ยและสารเคมี จนกระทั่งเมื่อประมาณ 10 ปีก่อนหน้านี้ ต้นทุเรียนเก่าแก่ที่เคยปลูกไว้เริ่มยืนต้นตายเพราะโรครากเน่า
“ เราก็หาสารเคมีอีกสารพัดมาใช้หมดเงินไปอีกแสนบาทก็ไม่หาย เราก็เลยต้องยอมปล่อยให้ต้นทุเรียนค่อยทยอยตายไป เราปลูกลองกองและมังคุดแซมไประหว่างต้นทุเรียนไปเรื่อย ตอนหลังเพิ่มปริมาณลองกองขึ้นมาจนเป็นผลไม้หลักของสวนไปแล้ว ”
จนกระทั่งปี 2543 ทำให้คุณลุงสุนทรคิดได้ว่าน่าจะเป็นเพราะดินเสียสมดุลจากการใช้สารเคมี จึงได้เริ่มหันมาสนใจเรื่องการใช้สารสกัดชีวภาพและสมุนไพร มาใช้ทดแทนการใช้สารเคมีใช้ปุ๋ยธรรมชาติจากมูลไก่
“ พอหยุดฉีดยาฆ่าหญ้า ลุงหันมาใช้น้ำหมักชีวภาพฉีดพ่นและราดโคนต้นไม่ในสวน โรครากเน่าก็หาย ต้นทุเรียนที่เคยเกือบจะยืนต้นตายก็กลับพื้นคืนกลับมาแตกใบเหมือนเดิม ติดผลเหมือนเดิม ”
ปัจจุบันคุณลุงเลิกใช้สารเคมีโดยเด็ดขาดมากว่า 3 ปี แล้วเปลี่ยนมาใช้สารสกัดสมุนไพรและน้ำหมักชีวภาพสามารถลดต้นทุนจากที่เคยต้องจ่ายเงินค่าปุ๋ยค่ายาเกือบปีละ 2 แสนบาท เหลือเพียงค่ามูลไก่ และน้ำตาลทรายแดงปีละ 2-3 พันบาทเท่านั้นเอง
สมุนไพรท้องถิ่น ไล่แมลง
สมุนไพรที่คุณลุงสุนทรนำมาใช้ในการป้องกันแมลงก็หาจากในท้องถิ่นที่มีอยู่แล้ว คือสมุนไพรจำพวก สะเดา ตะไคร้หอม ยูคาลิปตัส ข่า บอระเพ็ด ใบเสม็ดขาว และใบสาบเสือ ซึ่งสมุนไพรทุกอย่างคุณลุงสุนทรนำมาปลูกไว้ในสวนเพื่อสะดวกต่อการใช้งาน
โดยคุณลุงสุนทรจะมีสูตรสมุนไพรที่ใช้ขับไล่แมลงศัตรูพืชทำให้ไข่แมลงฝ่อไม่ชยายพันธุ์ต่อไป มีพืชหลักดังนี้
ใบหรือเมล็ดสะเดา 2 กก.
ใบตะไคร้หอม 2 กก.
หัวข่า 2 กก.
ใบสาบเสือ 2 กก.
วิธีทำให้นำสมุนไพรแต่ละอย่างมาสับให้ละเอียด แล้วนำไปต้มในหม้อต้มสมุนไพรพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ผลิตโดยการใช้ไฟฟ้าฝ่ายแห่งประเทศไทย ใช้เวลาต้มนาน 2-3 วัน หม้อต้มจะทำหน้าที่สกัดสาระสำคัญต่างๆในสมุนไพรออกกมา ในช่วงกลางวันที่แดดดีๆน้ำในหม้อต้มจะมีอุณหภูมิขึ้นสูงถึง 90 องศาเซลเซียส
“ หม้อต้มสมุนไพรลุงซื้อมาในราคา 3 หมื่นบาท เราลงทุนครั้งเดียวใช้ได้นานเราไม่ต้องใช้เชื้อเพลิง ใช้แค่แสงแดด เอาสมุนไพรใส่ลงไปก็ต้มได้แล้ว เครื่องหนึ่งสามารถแบ่งกันใช้ได้ทั้งหมู่บ้านแล้วมันสกัดสมุนไพรได้ดีกว่าแช่น้ำเปล่าธรรมดา ”
น้ำสมุนไพรที่ได้ คุณลุงสุนทรจะนำไปฉีดพ่นสวนในทุก 7-15 วันต่อครั้งโดยผสมน้ำสมุนไพร 1 ต่อน้ำเปล่า 100 ส่วน
ถ้าในฤดูฝนจำเป็นต้องเพิ่มบอระเพ็ดอีก 2 กก. เพื่อใช้เป็นยาดูดซึมและถ้าต้องการใช้ป้องกันขับไล่พวกเพลี้ยไฟ ไรแดง ให้เพิ่มใบคายูลิปตัส และใบเสม็ดขาวอีกอย่างละ 2 กก.
“ อย่างเงาะกับมังคุดในช่วงที่ออกดอกจะมีพวกเพลี้ยไฟไรแดงเข้ามาเวลาติดเป็นลูกแล้วมันจะทำให้ลูกไม่สวย พอเราหันมาใช้สมุนไพรสูตรที่เพิ่มใบยูคาลิปตัสและใบเสม็ดขาว เข้ามาฉีดพ่นในช่วงที่ออกดอก 2 ครั้ง ห่างกัน 5 วัน ปรากฏว่ามันหายไปหมด ”
“ อย่างลองกองก็เหมือนกัน มันจะมีหนอนมาเจาะกิ่งทำให้ต้นลองกองโทรมไม่ติดลูก บางต้นถึงกับตายมีเกษครกรจากจังหวัดจันทบุรีมาดูเขาตื่นเต้นใหญ่ว่าของเราทำไมไม่มีหนอนเจาะที่ต้นลองกอง ขนาดเขาใช้สารเคมีชนิดที่แรงที่สุด แพงที่สุด มันก็ยังไม่หาย เราก็บอกเขาว่าแค่เลิกใช้สารเคมี ใช้สมุนไพรแทนมันก็จะมีกระรอกกระแตมาช่วยกินหนอนเหล่านี้ให้เราเอง ”
ผลิตลองกองนอกฤดูด้วยเทคนิคธรรมชาติ
จุดต่างของลุงสุนทรกับชาวสวนรายอื่นนอกจากไม่ใช้สารเคมีแล้ว อีกเรื่องก็คือลองกองที่สวนคุณลุงมีผลผลิตออกมาสลับกันให้เก็บจำหน่ายได้ตลอดทั้งปี
“ ลองกองจะเป็นรายได้หลักของเราจะออกไม่ตรงกับคนอื่นเขา แล้วเราก็ไม่ได้ใช้สารเคมีด้วย ลองกองที่นี้จะขายดีพ่อค้าแม่ค้าจะเข้ามาจองถึงในสวน เขาบอกว่าเอาลองกองเราไปขายแล้วคนกินชอบ เอาไปเท่าไหร่ก็ขายได้หมด ราชาดมันดีหวานกว่าที่อื่น เราสามารถขายได้ราคาพิเศษไม่ต่ำกว่า กก.70 บาท เมื่อรวมกับผลไม้อื่นๆด้วย ปีหนึ่งเรามีรายได้เข้าสวนไม่ต่ำกว่า 1 , 000 , 000 บาท ”
การทำลองกองออกนอกฤดูทำได้ไม่ยาก ใช้เทคนิคควบคุมน้ำ โดยทั่วไปถ้าลองกองได้รับน้ำหรือมีความชื้นตลอดเวลาจะทำให้ไม่ออกช่อ ลุงสุนทรจะงดให้น้ำนานประมาณ 10 วัน แต่ไม่เกิน 2 อาทิตย์ หลังจากนั้นจะให้น้ำตามปกติและจะต้องฉีดพ่นต้นลองกองด้วยน้ำหมักชีวภาพสูตรเร่งดอก หลังจากนั้นลองกองจะเริ่มแตกตาติดช่อเต็มลำต้น
“ ลองกองของเรามันจะติดช่อดอกมาก เต็มต้นไปหมด จากกลุ่มหนึ่ง 7-8 ช่อ เราต้องเด็ดช่อมันออก ให้เหลือแค่ช่อเดียว เมื่อมันโตเต็มที่แล้วพวงหนึ่งจะไม่ต่ำกว่าครึ่งกิโลกรัม ผลลองกองจะมีจำหน่ายได้เงินปีละ 2-3 พันบาทต่อต้น ”
การทำให้ผลไม้อื่นๆออกนอกฤดูจะใช้เทคนิคนี้ก็ได้เช่นเดียวกัน แต่ถ้าเป็นในหน้าฝนจะทำไม่ค่อยประสบความสำเร็จ
ในส่วนของการบำรุงรักษาทั่วๆไป คุณลุงจะใช้มูลไก่จากฟาร์มไก่เนื้อมาใส่ผลไม้ปีละ 3-4 ครั้ง ครั้งละกิโลกรัมครึ่ง
“ ปีแรกๆเรายังใช้ปุ๋ยเคมีรวมอยู่บ้าง หลังๆเราค่อยๆลดลง จนกระทั่งเลิกใช้ ขี้ไก่ที่เราเอามาใช้ต้องเลือกจากฟาร์มเนื้อ อย่าเอาจากฟาร์มไก่ไข่เพราะบางที่เขาใช้โซดาไฟไปราดดับกลิ่นเหม็นของขี้ไก่ ถ้าเราเอามาใช้ต้นไม้เราจะตายหมดสวน ”
นอกจากนี้คุณลุงสุนทร จะต้องฉีดพ่นสมุนไพรไล่แมลง น้ำหมักชีวภาพสูตรหมักจากผลไม้ สูตรหมักจากผักและสูตรหมักจากปลาเป็นประจำให้ทั่วทั้งสวนทั้งใบ ลำต้น ลงดิน ทุกๆ 7-15 วัน และค่อยหมั่นกำจัดวัชพืชด้วยแรงงานคน
“ พอเราทำอย่างนี้แล้วทุกอย่างในสวนมันดีขึ้นหมด ต้มไม้จะเขียวไปหมด ผลผลิตที่เรากลัวว่าจะลดลงมันก็ไม่ลด แถมคุณภาพดีขึ้นอีก เราเดินเข้าไปในสวนนึกอยากกินผลไม้ในสวนตรงไหนเราก็เด็ดกินได้เลย ดินน้ำในสวนเรามันไม่เสีย ไส้เดือนก็กลับมา สุขภาพของเราก็ดีขึ้น จึงอยากเชิญชวนให้เกษตรกรไทยหันมาทำแบบนี้ ทำได้เลยไม่ต้องรอ ทุกอย่างเราทำได้เองหมดถ้าเกษตรกรเราเลิกใช้สารเคมีปีหนึ่งเราลดค่าใช้จ่ายให้กับตัวเองเยอะมาก ”
ปัจจุบันสวนของลุงสุนทรจึงกลายเป็นแหล่งศึกษาดูงานทางด้านการทำเกษตรปลอดสารพิษ ให้กับผู้ที่สนใจและเกษตรกรทั่วประเทศ ใครสนใจติดต่อไปที่ คุณลุงสุนทร ราชวัฒน์ บ้านเลขที่ 20/3 หมู่4 ต.นาขวัญ
อ.เมือง จ.ระยอง โทรศัพท์ (06) 151-4393

0 comments:
แสดงความคิดเห็น